จับตา ฟังคำพิพากษาฎีกา คดีละเมิดอำนาจศาล 5 ผู้ชุมนุมม็อบ REDEM กรณีสาดสีหน้าศาลอาญา เรียกร้องสิทธิประกันตัวนักโทษการเมือง ปี 64

ในวันที่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของ 5 ผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่หน้าศาลอาญา เพื่อเรียกร้องให้ศาลคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังการเมือง ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม REDEM เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564 

คดีนี้ มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 5 คน ได้แก่ ศุภกิจ บุญมหิทานนท์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1, วีรภาพ วงษ์สมาน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 (ปัจจุบันถูกคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง), พัชรวัฒน์ โกมลประเสริฐกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และ ศรัณย์ อนุรักษ์ปราการ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5

.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ กลุ่ม REDEM นัดหมายกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนเคลื่อนขบวนไปที่ศาลอาญา มีการปราศรัยเรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นมีกิจกรรมปามะเขือเทศ-ไข่ ใส่ป้ายศาลและรูปภาพของผู้พิพากษา ก่อนมีการประกาศยุติการชุมนุม

จากการชุมนุมวันดังกล่าวนำมาสู่การดำเนินคดีทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาข้อหาดูหมิ่นศาล (มีผู้ถูกกล่าวหา 15 คน โดย 5 คน ถูกกล่าวหาทั้งสองคดี) และข้อหาละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในคดีนี้ 

ศาลอาญาได้มีไต่สวนคดีนี้เมื่อวันที่ 25 – 26 พ.ย. 2564 ก่อนหน้านี้วันที่ 22 ธ.ค. 2564 ศาลได้มีคำสั่งลงโทษจำคุก ศุภกิจ, วีรภาพ และ พัชรวัฒน์ คนละ 2 เดือน แต่เนื่องจากขณะกระทำความผิด ทั้งสามมีอายุไม่เกิน 20 ปี จึงมีเหตุลดโทษให้หนึ่งในสาม และการนำสืบมีประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้อีกหนึ่งในสาม เหลือโทษจำคุก 40 วัน แต่เพื่อไม่ให้มีประวัติลงโทษจำคุก ศาลจึงสั่งกักขังแทน 40 วัน โดยไม่รอการลงโทษ ต่อมาศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

ส่วนจุฑาทิพย์ ศาลสั่งลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 480 บาท แต่การนำสืบมีประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 320 บาท เนื่องจากพฤติการณ์ไม่รุนแรง ไม่มีกระทำการใดเป็นการก่อความวุ่นวายอื่นอีก และไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมประพฤติ 1 ปี พร้อมกับต้องทำงานบริการสังคมและบำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง

และสุดท้าย ศรัณย์ศาลสั่งลงโทษ จำคุก 3 เดือน แต่การนำสืบมีประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้อีกหนึ่งในสาม เหลือโทษจำคุก 2 เดือน แต่เพื่อไม่ให้มีประวัติลงโทษจำคุก ศาลจึงสั่งกักขังแทน 2 เดือน โดยศาลไม่รอการลงโทษ ซึ่งต่อมาศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์เช่นเดียวกันกับศุภกิจ, วีรภาพ และ พัชรวัฒน์

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาก็ได้ทำให้พื้นที่หน้าศาลอาญาเลอะเปรอะเปื้อน เป็นการกระทำที่ผิดต่อข้อกำหนดของศาลอาญาและคดีนี้ไม่เป็นคดีซ้ำซ้อน เนื่องจากเป็นคดีตามวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคนละเรื่องกันกับอีกคดีซึ่งเป็นคดีอาญาของศาลนี้ และได้อนุญาตให้ประกันตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามระหว่างฎีกาต่อมา ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่ปรากฏตัวต่อและศาลได้ออกหมายจับไปแล้ว

.

สำหรับในชั้นฎีกานี้ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2566 ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามได้ยื่นฎีกาใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นบริเวณนอกศาลอาญา การขว้างปา สิ่งของเข้าไปด้านในรั้วของศาลไม่ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้มีการปะทะกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงไม่พบว่ามีการใช้อาวุธ หรือการใช้กำลังประทุษร้ายผู้ใด อีกทั้งความสกปรกที่เกิดขึ้นนั้นก็สามารถล้างทำความสะอาดออกได้ ประกอบกับวันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการไม่มีบุคคลทั่วไปมาติดต่อศาลอยู่แล้ว

อีกทั้งการเรียกร้องสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวให้ผู้ต้องขังทางการเมืองไม่ได้เป็นไปในลักษณะบังคับ ขู่เข็ญ หรือข่มขู่ผู้พิพากษา แต่เป็นเพียงการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ในการแสดงความคิดเห็น คือการแสดงความเห็นต่อการพิจารณาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

2. ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องคดีต่อศาลอาญาด้วยมูลเหตุเดียวกันจากการกระทำในคดีนี้และศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว

ในคดีนี้ผู้กล่าวหาทั้งหมด ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่ผู้ถูกกล่าวหาถูกพิพากษาลงโทษในการกระทำซึ่งเป็นการกระทำเดียวกับเหตุแห่งคดีนี้ ในคดีอาญาอีกคดีหนึ่ง และศาลอาญาก็ได้มีคำพิพากษาแล้ว 

แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดแต่ก็ได้มีการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีไปแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนในคดีละเมิดอำนาจศาลนี้แม้จะดำเนินคดีจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เนื่องจากบทลงโทษมีอัตราโทษจำคุกอยู่ด้วย หากผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวต้องถูกพิจารณาเพื่อรับโทษจำคุกอีกในคดีละเมิดอำนาจศาลซึ่งเป็นการกระทำครั้งเดียวกันกับที่ได้ถูกพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาไปแล้ว ย่อมเปรียบได้กับการถูกดำเนินคดีซ้ำเป็นครั้งที่สอง

.

อ่านเรื่องข้อหาละเมิดอำนาจศาลเพิ่มเติม

ว่าด้วยข้อหาละเมิดอำนาจศาล: มาตรการเพื่อสร้างสถิตความยุติธรรม หรือคือเครื่องมือทางการเมือง

ขอบเขตการกระทำที่เป็นการละเมิดอำนาจศาล: มองกฎหมายต่างประเทศแล้วย้อนดูไทย

สถานะ ‘ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล’ กับหลักสิทธิมนุษยชนและวิธีพิจารณาความอาญาสมัยใหม่

X