คุกน่ากลัว เพราะมันน่าเบื่อ-ไร้อิสรภาพ แต่ใครจะขังเราได้ตลอด: ความมุ่งมั่นของ “ขุนแผน” จากดินแดนบางขวาง

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2568 ทนายความได้เข้าเยี่ยม เชน ชีวอบัญชา หรือ “ขุนแผน” นักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 วัย 58 ปี ที่ยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ขุนแผนถูกจำคุกมาตั้งแต่กลางปี 2567 

แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดด้านสุขภาพ ทั้งอาการชาและมือสั่นอันเป็นผลมาจากภาวะสมองส่วนควบคุมเสื่อม รวมถึงต้องพึ่งพายาหลายชนิดเป็นประจำ ขุนแผนยังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง 

แม้ในสภาพร่างกายที่อ่อนแอลง ขุนแผนกลับค้นพบความหมายใหม่ของชีวิตผ่านการต่อสู้เพื่อสังคม และยืนยันว่ายังคิดถึงการเคลื่อนไหวเช่นเดิม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของอุดมการณ์และปรัชญาชีวิตแบบ “ช่างแม่ง ใครมันจะขังเราตลอด” ที่ช่วยให้เขายังคงรักษาอิสรภาพทางความคิดท่ามกลางสภาวะการถูกคุมขัง

______________________________

เสียงประกาศดังขึ้นในแดน 1 ไม่ต้องเรียกซ้ำ ขุนแผน ก็เตรียมตัวแล้ว เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่รอ เขาก็ปรากฏตัวที่ห้องเยี่ยม ในชุดเสื้อสีฟ้า กางเกงสีดำขาสั้น และแมสก์ปิดบังใบหน้าไว้บางส่วน “ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีปัญหาอะไรหรือไม่ ?”  ทนายถาม  “ปกติดีครับ ไม่มีปัญหาอะไร อาจจะเพราะผมเคยเข้าเรือนจำมาด้วยคดีส่วนตัวมาก่อนแล้ว ผมจึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากต่อเรื่องนี้”

ขุนแผนกลับสนใจโลกภายนอกมากกว่า สงสัยกับสถานการณ์ข้างนอก ข่าวสารต่าง ๆ ประเด็นนิรโทษกรรม และที่สำคัญที่สุด คือการอุทธรณ์ของตัวเอง ศาลจะตัดสินเมื่อไหร่ จะใช้เวลานานแค่ไหน โลกของเขาตอนนี้ต้องรอคอยอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน  

มือของขุนแผนยกขึ้นให้ดู มีอาการสั่นเล็กน้อย แต่ต่อเนื่อง  เขาบอกว่าเหตุน่าจะมาจากสมองส่วนที่ควบคุมมันตาย เขาอธิบายถึงอาการชาและสั่นที่เกิดขึ้น และการต้องใช้ยาประคองอาการ  “หนึ่ง วิตามินเม็ดสีส้ม จำไม่ได้ครับว่าเป็นวิตามินอะไร ยาบำรุงเลือด ยาละลายลิ่มเลือด”

เขานับยาทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เหมือนกับการนับวันเวลาที่ต้องใช้ในเรือนจำ ยาใกล้หมด เดือนหน้าน่าจะได้พบแพทย์ ชีวิตถูกแบ่งเป็นห้วงเวลาสั้น ๆ แค่นั้น การคาดหวังถูกจำกัดให้เล็กลง เพื่อไม่ให้ผิดหวังมากเกินไป

“แต่ก่อนตอนที่ผมยังอยู่นครปฐม ผมไม่ค่อยได้ตามการเมืองขนาดนี้หรอกครับ” เขาเล่าย้อนถึงอดีต “แต่ไม่ใช่ว่าไม่ตาม ผมก็ตามบ้างแบบห่าง ๆ ต่อมาผมได้ย้ายมาอยู่แถวนนทบุรี ผมเห็นข่าวความขัดแย้งการเมือง ตลอดถึงการรัฐประหารที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย”

ความไม่ยุติธรรมเป็นเหมือนประตูที่เปิดออกสู่โลกของการเคลื่อนไหว เขาเริ่มตามการเมืองอย่างเข้มข้น เข้าร่วมการชุมนุม และช่วยเหลือการชุมนุมอื่น ๆ จนนำพาเขามาสู่กำแพงสี่เหลี่ยมแห่งนี้

“ผมดีใจนะครับที่ได้รู้ว่ายังมีคนที่เคลื่อนไหวอยู่ อย่างเพื่อนหน้าศาล และอาเล็กที่ยังคงทำไลฟ์อยู่หน้าศาล” เขาพูดถึงมิตรสหายข้างนอก 

“ผมออกไปเมื่อไหร่ก็เหมือนเดิมเลย ผมออกไปก็ทำเหมือนเดิม เพราะมันต้องทำ” น้ำเสียงมั่นคง “ผมรู้สึกหลาย ๆ อย่างมันไม่ยุติธรรม เนื่องจากทุกอย่างมันเหมือนเดิม ถ้าเพิกเฉย ความเปลี่ยนแปลงก็มาช้า ผมเชื่อว่าประเทศนี้เปลี่ยนแปลงได้ครับ แต่อาจจะใช้เวลาสักหน่อย”

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการค้นพบตัวเองของขุนแผน ในวัยที่ชีวิตน่าจะพ้นจากการต่อสู้ แต่เขากลับพบว่า การต่อสู้เพื่อสังคมคือการค้นพบตัวตนที่แท้จริง “ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้ทำอะไรเพื่อสังคมอย่างนี้มันคือการค้นพบตัวเอง มันทำให้ผมมีคุณค่า” เขาทบทวนชีวิตที่ผ่านมา “ผม…เสียเวลาไปค่อนข้างเยอะกับคดีส่วนตัวครับ มันทำให้ผมคิดได้ว่า ไม่ควรไปเสียเวลากับคดีส่วนตัวนานขนาดนั้นเลย ตอนนี้ถ้ามีอะไรที่อยากทำ ผมก็จะทำ”

“สำหรับผมคุกมันน่ากลัว เพราะน่าเบื่อ และไม่มีอิสรภาพ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีประสบการณ์  “ตอนนี้ผมก็ได้แต่ช่างแม่ง ใครมันจะขังเราตลอด” เสียงหัวเราะแห่งปรัชญาชีวิต “มันจริงไหมล่ะ หากคิดอย่างอื่น มันไม่ได้สบายใจขึ้นนะ”

บทสนทนาท้าย ๆ เขาฝากความคิดถึงและกำลังใจถึงทุกคน “ไม่ต้องกังวล ตอนนี้ผมสบายดี และผมแกร่งแล้วครับ” และสำหรับเพื่อนที่ยังคงต่อสู้อยู่ด้านนอก “สำหรับเพื่อนหน้าศาล ผมออกไปเมื่อไหร่ก็เหมือนเดิม”

.

จนถึงปัจจุบัน (18 พ.ค. 2568) ขุนแผนถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาแล้ว 305 วันหรือ 10 เดือน กับอีก 5 วัน

.

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” เมื่อ “ขุนแผน” ต้องเผชิญทั้งวัณโรคปอดและ PM2.5 ในเรือนจำ

X