เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาจำคุก 8 ปี 48 เดือน จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก 8 ข้อความ
เสียงสะท้อนจากการพบครั้งนี้เผยให้เห็นการใช้ชีวิตในเรือนจำ ตั้งแต่การปรับตัว การสร้างมิตรภาพใหม่ การเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิให้กับเพื่อนผู้ต้องขัง ไปจนถึงความยากลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและยาที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า รวมถึงปัญหาการเซ็นเซอร์จดหมายที่ทำให้ขาดการติดต่อกับโลกภายนอก
สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดของอาย คงจะเป็นเรื่องการตัดสินใจตัดผมที่เต็มไปด้วยความหมาย “ครั้งที่สี่ อายเพิ่งตัดสินใจตัด ตอนที่เข้ามาอยู่ในนี้ เพราะอยากตัดให้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเองและประเทศนี้”
เธอยังฝากข้อความสำคัญทิ้งไว้ระบุ “อายเป็นห่วงทุกคนนะ อยากให้ทุกคนช่วยเขียนโดมิเมล์หาอายด้วย” เป็นที่เข้าใจได้ว่า แม้จะอยู่ในพื้นที่จำกัด แต่อายยังคงรักษาความหวังและกำลังใจผ่านการเชื่อมโยงกับโลกภายนอก
___________________________
เป็นเหมือนเช่นทุกวัน เมื่อรถเคลื่อนเข้าสู่บริเวณทัณฑสถานหญิงกลาง ภาพแรกที่ปรากฏคือลานจอดรถที่หนาแน่นจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง ผู้มาเยือนส่วนใหญ่ต้องนำรถไปจอดไกลออกไป ที่เรือนจำกลางคลองเปรมหรือเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
เวลา 08.30 น. หลังยื่นเอกสารเรียบร้อย เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จำนวนทนายความที่รอเยี่ยมก็เพิ่มขึ้นเป็น 15 คน แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เข้าเยี่ยม จนกระทั่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้อำนวยการเรือนจำกำลังอบรมผู้ต้องขังในแดน ซึ่งทำให้ไม่สามารถประกาศเรียกผู้ต้องขังได้ เพราะเสียงจะรบกวนการอบรม
ในที่สุด เวลา 10.30 น. วันนี้อายปรากฏตัวในรูปลักษณ์ที่แปลกตาไปจากเดิม ผมสั้นกว่าที่เคยพบ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง กรีดอายไลน์เนอร์ประดับดวงตา ริมฝีปากเคลือบสีแดง และรอยยิ้มที่ยังคงเป็นรอยยิ้มเดิม
อายเริ่มต้นบทสนทนาด้วยเรื่องการประชุมภายในเรือนจำ ผู้อำนวยการแดนได้รับฟังข้อร้องเรียนจากผู้ต้องขัง อายเล่าว่าเธอได้ร้องเรียนเรื่องกันสาดฝนที่ชำรุด ลำโพงที่เสีย และพื้นบริเวณซักผ้าที่ลื่นจนทำให้ผู้ต้องขังสูงอายุล้มหลายครั้ง เจ้าหน้าที่รับฟังและรับปากว่าจะแก้ไข “อายกลัวว่าถ้าเปลี่ยนจากกระเบื้องเป็นปูน เวลาลื่นล้มจะเจ็บกว่าเดิมไหม เดี๋ยวต้องดูว่าเขาจะปรับยังไง” เธอแสดงความห่วงใยต่อผู้ต้องขังร่วมชะตากรรม
เมื่อถูกถามถึงทรงผมที่เปลี่ยนไป อายเล่าว่า “เจ้าหน้าที่มาถามว่าจะตัดผมไหม เขาไม่ได้บังคับนะ อายตัดสินใจตัดเอง” เธอย้อนเล่าประวัติการตัดผมในชีวิต ว่าก่อนหน้านี้ผมของเธอยาวจรดเท้า และไม่ใช่คนที่จะตัดผมพร่ำเพรื่อ
“ครั้งแรกอายตัดตอนตาเสีย ครั้งที่สองตัดตอนแม่เลี้ยงเสีย ครั้งที่สามตัดเพราะเข้ามาร่วมการชุมนุม คิดว่าตัดเพื่อที่จะก้าวต่อไป” เธอหยุดชั่วครู่ ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “และครั้งที่สี่ อายเพิ่งตัดสินใจตัด ตอนที่เข้ามาอยู่ในนี้ เพราะอยากตัดให้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเองและประเทศนี้”
แม้เส้นผมจะถูกตัดออกไป แต่อายยืนยันว่ารอยสัก “ยกเลิก 112” และรอยสักทะลุแก๊ส บนร่างกายของเธอยังอยู่ เธอเล่าด้วยรอยยิ้มว่าในเรือนจำมีเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นอีกคน “เพื่อนจะเข้ามากอดอายก่อนนอนทุกคืน มันก็ทำให้อายรู้สึกดี”
อายหันมาบอกว่า ช่วงนี้ไม่ได้รับจดหมายเลย “จดหมายที่เป็นโปสการ์ดเล็ก ๆ ก็ได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว อายอยากได้จดหมายนะ อยากรู้สึกว่าได้ติดต่อกับคนข้างนอก คนข้างนอกไม่ได้ลืมเรา” เธอเล่าด้วยความสงสัยว่า อาจเป็นเพราะจดหมายไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ อย่างกรณีที่น้องสาวส่งรูปลูกในช่วงสงกรานต์มาให้ แต่กลับไม่ได้รับอนุญาต “ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเซ็นเซอร์อะไร” เธอพูดด้วยความไม่เข้าใจ
เมื่อถามว่าจดหมายที่ไม่ผ่านการเซ็นเซอร์จะถูกตีกลับหรือไม่ อายตอบว่า “ไม่ แต่จดหมายที่ไม่ผ่านจะถูกทิ้งไว้ที่นี่ แล้วก็กลายเป็นกระดาษรียูส” ความจริงที่เผยให้เห็นถึงการสูญหายของเสียงแห่งกำลังใจจากโลกภายนอก
อายได้ดูภาพโพสต์ที่มีตะวันและเพื่อน ๆ จากกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ จัดกิจกรรม “สาดความหวังวันสงกรานต์” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เธอชี้ตามรูปและกล่าวว่า “แววตาพวกเขาดูมีความสุข” เมื่อถามถึงความรู้สึก อายตอบว่า “รู้สึกดีใจ มันเหมือนว่าพวกเรายังคงเคลื่อนไหวกันอยู่”
อายย้อนเล่าถึงวันสงกรานต์ในเรือนจำ ว่ามีการจัดกิจกรรมเปิดเพลงให้ผู้ต้องขังเต้น และมีกิจกรรมฉีดน้ำ “ข้างในนี้เขาจะเรียกอายว่า ‘ไอ้แสบ’ อายก็จะเรียกเขาว่า แม่ ๆ ก็เป็นความเอ็นดูกันข้างในมั้ง” เธอเล่าพร้อมกับยิ้ม “ก็ไม่ได้สนุกเหมือนกับตอนอยู่ข้างนอก แต่อย่างน้อย ก็ทำให้ได้ยิ้มบ้าง ในวันที่เราต้องอยู่ข้างในเรือนจำ”
เมื่อพูดถึงการรักษาอาการซึมเศร้า ปัจจุบัน อายได้รับยาหลายตัว แต่เลือกกินเพียงยาดีไซด์กับยานอนหลับ อายตั้งคำถามอย่างขมขื่น “ทั้งที่สิทธิที่รักษาที่โรงพยาบาลวชิระก็เป็นสิทธิบัตรทอง สิทธิที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็เป็นสิทธิบัตรทอง แต่ทำไมการเข้าถึงยาของทั้งสองโรงพยาบาลถึงไม่ใช่ยาชนิดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ทำไมต้องเป็นแบบนี้”
ก่อนจบการเยี่ยม อายฝากบอกถึงเพื่อน ๆ ว่า “อายเป็นห่วงทุกคนนะ อยากให้ทุกคนช่วยเขียนโดมิเมล์หาอายด้วย” พร้อมทั้งกล่าวถึงสถานการณ์ของเธอว่า “เราอยู่ในพื้นที่ที่มันจำกัด และสถานการณ์ที่มันจำกัดหลาย ๆ อย่าง ฉะนั้นอาจจะต้องประคับประคองกันไปแบบนี้แหละ”
จนถึงปัจจุบัน (6 พ.ค. 2568) อายถูกคุมขังมาแล้ว 251 วัน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2567 หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 8 ปี 48 เดือน และคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ นอกจากนั้นเธอยังถูกฟ้องในคดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่งที่ศาลอาญา จากการโพสต์ข้อความอีก 2 ข้อความ คดีนี้มีนัดสืบพยานในวันที่ 12-13 ก.พ. 2569
.
📩 สามารถเขียนจดหมายถึงอาย ฝากถึง “กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน เรือนนอนทับทิม ทัณฑสถานหญิงกลาง 33/3 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”
📩 หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เมื่อโลกสั่นไหว แต่ใจไม่หวั่น: เรื่องเล่าของ ‘อาย’ ผู้ยืนหยัดท้าทายความทุกข์
