18 ม.ค. 61 ศาลจังหวัดพะเยานัดฟังคำพิพากษาในคดีของนายออด สุขตะโกและพวกรวม 3 คน ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 “ยุยงปลุกปั่น” จากกรณีการพบป้ายที่มีข้อความว่า “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กู ขอแยกเป็นประเทศล้านนา” ติดบริเวณสะพานลอยหน้าโรงเรียนบ้านร่องห้า อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มี.ค.57 (เรื่องราวในคดีก่อนหน้านี้)

จำเลยสามคนในคดีนี้ ได้แก่ นายออด สุขตะโก อายุ 66 ปี ประกอบอาชีพทำสวนทำไร่ นายสุขสยาม จอมธาร อายุ 65 ปี ประกอบอาชีพทำสวนทำไร่ และนางถนอมศรี นามรัตน์ อายุ 56 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ทั้งสามคนเป็นสมาชิกของกลุ่มแม่สรวยรักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคยทำกิจกรรมในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

 

ศาลอ่านคำพิพากษาโดยสรุปเห็นว่า พยานโจทก์ยืนยันได้เพียงว่าจำเลยทั้งสามได้ติดป้ายหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเชียงราย ซึ่งจำเลยทั้งสามได้รับการพิจารณาและลงโทษเสร็จสิ้นไปแล้ว พยานโจทก์ยืนยันไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ทำการติดป้ายในพื้นที่เกิดเหตุตามฟ้อง และจากผลการตรวจแผ่นป้าย พบเพียงว่าจัดทำจากเครื่องพิมพ์แบบเดียวกัน บางแผ่นป้ายมีรอยตัดที่ต่อเข้ากันได้ แต่ก็ไม่สามารถยืนยันถึงตัวจำเลยทั้งสามได้ แผ่นป้ายของกลางจึงยืนยันไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำความผิด

อีกทั้ง ในการตอบทนายจำเลยถามค้านยังได้ความอีกว่าในแต่ละจังหวัดมีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่แต่ละจังหวัด จึงไม่แน่ว่าจำเลยทั้งสามจะเป็นกลุ่มเดียวกับผู้กระทำความผิดตามที่โจทก์ได้นำพยานเข้ามาเบิกความ โจทก์ไม่ได้มีพยานหลักฐานเพิ่มเติมชัดเจนว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสาม

ส่วนแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กู ขอแยกเป็นประเทศล้านนา” ของกลางในคดีนี้ เป็นแผ่นป้ายที่มีข้อความเดียวกันกับคดีก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงรายได้มีคำพิพากษา ถือเป็นของกลางที่เคยถูกใช้ในการกระทำความผิดมาก่อน ศาลจึงให้ริบไว้

 

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2557-58 ทั้งสามคนเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันนี้มาแล้ว จากกรณีการพบป้ายข้อความเช่นเดียวกัน ซึ่งถูกติดอยู่บริเวณสะพานลอยหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าจังหวัดเชียงราย โดยในคดีนี้ ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ก.ค.58 ให้จำเลยทั้งสามคนมีความผิดตามมาตรา 116 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์ จึงให้ลดโทษเหลือจำคุก 3 ปี และจำเลยทั้งสามไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้ 5 ปี

ต่อมาปี 2560 ที่ผ่านมา กลับได้มีการดำเนินคดีทั้งสามคนจากกรณีป้ายที่ติดอยู่ในลักษณะดังกล่าวอีกถึงสองคดี โดยเป็นป้ายซึ่งพบติดที่อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา กับอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ทำให้รวมแล้วทั้งสามคนถูกดำเนินคดีตามมาตรา 116 แล้วสามคดี

สำหรับคดีที่จังหวัดพะเยา ในการสืบพยานของฝ่ายโจทก์ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชี้ว่าจำเลยทั้ง 3 คน มีความเกี่ยวข้องกับป้ายที่จังหวัดพะเยาแต่อย่างใด ฝ่ายโจทก์นำสืบให้เห็นแต่เพียงว่าป้ายที่เป็นต้นเหตุในคดีมีลักษณะเดียวกัน และพิมพ์ข้อความเดียวกันกับในคดีเดิมที่จังหวัดเชียงราย และในคดีนั้นจำเลยทั้งสามคนถูกพิพากษาว่ามีความผิดมาแล้วเท่านั้น

    ดูสรุปคำเบิกความคดีนี้ในรายงาน “เพียงเพราะป้ายเหมือนกัน จึงถูกดำเนินคดีซ้ำอีกครั้ง

หลังฟังคำพิพากษาจำเลยทั้งสามคนมีอาการสงบนิ่ง นายออด สุขตะโก มีความเห็นสั้นๆ ว่ารู้สึกเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใดกับคำพิพากษา เพราะเชื่อมั่นว่าถ้าศาลสถิตยุติธรรมจริงเราต้องหลุดคดี เพราะไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาอยู่แล้ว จึงไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไร ในคดีคราวก่อนยังตื่นเต้นมากกว่า แต่ในวันนี้ก็ได้พานายประกันมาเตรียมตัวไว้

ส่วนนายสุขสยามระบุว่ารู้สึกสบายใจขึ้น เนื่องจากคดีเสร็จไป 2 เรื่องแล้ว แต่ยังเหลืออีกเรื่องหนึ่ง คือคดีใหม่ที่ศาลเชียงราย โดยเขาเห็นว่าการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มีพยานหลักฐานอะไรเลย แต่ก็กลับต้องมาต่อสู้คดีใหม่อีกเรื่อยๆ

ขณะที่นางถนอมศรีก็ระบุเช่นกันว่ารู้สึกเฉยๆ เพราะตามหลักความยุติธรรมก็ต้องแบบนั้นอยู่แล้ว จากที่ได้ฟังพยานมาเบิกความ ก็มั่นใจว่าศาลต้องยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามคนยังเปิดเผยว่าการถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกถึงสองคดีในปีที่ผ่านมา ได้สร้างภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระหว่างการต่อสู้คดีอย่างมาก ทั้งการวิ่งหาหลักทรัพย์ในการประกันตัว, ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง, ค่าอาหารและค่าที่พักในกรณีที่มีการพิจารณาคดีหลายวันติดต่อกัน เนื่องจากทั้งสามคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่จังหวัดพะเยา รวมทั้งยังเสียโอกาสในการประกอบอาชีพหารายได้ประจำวันที่ต้องมาศาลหรือดำเนินการที่เกี่ยวกับคดีต่างๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ ทั้งสามคนยังต้องต่อสู้คดีที่ศาลจังหวัดเชียงรายอีกคดีหนึ่ง ซึ่งอัยการก็ได้มีคำสั่งฟ้องต่อศาลไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธเช่นกัน และศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26-29 มิถุนายน 2561 และพยานจำเลยในวันที่ 3 กรกฎาคม 2561