หนุ่มปทุมธานี ถูกตร.คุกคามยามวิกาล เหตุร่วมชุมนุม #Carmob ขับไล่ประยุทธ์

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 64 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งว่า นายสัมฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) วัย 36 ปี ประกอบอาชีพเปิดร้านขายพระเครื่อง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบรวมอย่างน้อย 2 ราย คอยติดตามถ่ายรูปและสอดส่องดูพฤติกรรมของเขา บริเวณย่านที่พักอาศัยและที่ร้านขายพระเครื่องในจังหวัดปทุมธานี ก่อนที่นายสัมฤทธิ์จะเดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง เพื่อขอลงบันทึกประจำวันเรื่องการถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐในยามวิกาลเอาไว้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายสัมฤทธิ์ได้เข้าร่วมกิจกรรม 2 ครั้ง ได้แก่ คาร์ม็อบอาชีวะขับไล่เผด็จการ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 64 และ #ม็อบ10สิงหา คาร์ม็อบใหญ่ไล่ทรราช เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 64 จุดประสงค์ที่เขาเข้าร่วมคือเพื่อร่วมเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

ตร.สันติบาล แอบตามถ่ายรูป-สอดส่อง ที่พักอาศัยยามวิกาล 

นายสัมฤทธิ์เล่าว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 64 ช่วงเวลาประมาณ 19.30 น. มีรถแท็กซี่ที่ไม่คุ้นตาขับเข้ามาในซอยบ้าน แล้วบุคคลที่อยู่ในรถแท็กซี่ดังกล่าว พยายามจะถ่ายรูปภาพบริเวณที่พักอาศัยและรถยนต์ส่วนตัวของเขา นายสัมฤทธิ์จึงพยายามขับตามรถแท็กซี่คันนั้นไป แต่ก็ไม่ทัน คลาดกันไปก่อน

ต่อมา ช่วงเวลาประมาณ 20.30 น. มีชายแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยในบริเวณนี้จำนวน 2 ราย เดินทางมาที่ร้านขายพระเครื่องอีก โดยมีการแอบถ่ายรูปร้าน และยืนสอดส่องดูพฤติกรรมของเขาอยู่หน้าร้าน 

อย่างไรก็ตาม นายสัมฤทธิ์สังเกตได้ถึงความผิดปกติ เขากับคนในร้านจึงได้เดินเข้าไปสอบถาม แล้วขอตรวจค้นตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าว เพราะไม่แน่ใจว่าพกพาสิ่งใดมาในร้านเขาหรือไม่ ภายหลังจึงทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจสันติบาล เนื่องจากพบบัตรประจำตัวของตำรวจ กุญแจมือ และอาวุธประจำกายเจ้าหน้าที่ 

“เจ้าหน้าที่เขาแอบมาถ่ายรูปที่บ้าน แล้วก็มาที่ร้านพระเครื่อง แต่ว่าบังเอิญเราจับได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้าร้านพอดี เพราะเขามาดักรอ”

นายสัมฤทธิ์เล่าว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่มาหาสวมชุดนอกเครื่องแบบ เมื่อพบเขาแล้วก็ไม่ได้มีการแนะนำตัว แจ้งยศตำแหน่ง ชื่อสกุล ให้ทราบแต่อย่างใด รวมถึงยังไม่มีหมายจับและหมายค้นอีกด้วย    

“ผมถามไปว่ามาทำไม เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ‘นายสั่งมา’ ผมเลยย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า พี่มาคุกคามผมทำไม ผมแค่ไปชุมนุม มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตย ผมไม่ได้ล้มเจ้า พี่มาคุกคามผมแบบนี้มันไม่ถูก ผมเป็นประชาชนนะ ผมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเหรอ” นายสัมฤทธิ์กล่าวกับเจ้าหน้าที่ที่มาคุกคาม 

ต่อมา ตำรวจจาก สภ.คลองหลวง รวมอีกประมาณ 7 นาย ได้เดินทางเข้ามาระงับเหตุดังกล่าว ก่อนที่นายสัมฤทธิ์ตัดสินใจจะไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.คลองหลวง เพื่อแจ้งเหตุการถูกคุกคามของเจ้าหน้าที่ในวันถัดมา (15 ส.ค. 64) แต่เท่าที่เขาทราบ เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการติดตามเรื่องให้แต่อย่างใด เพียงแต่รับลงบันทึกประจำวันไว้ให้ 

หลังจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่มาหาที่บ้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาเผชิญกับการคุกคามเช่นนี้ นายสัมฤทธิ์เผยว่ามีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของครอบครัว เนื่องจากอาศัยอยู่ด้วยกัน จึงพยายามเพิ่มความระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น เผื่อเจอเจ้าหน้าที่มาคุกคามอีก  

“กิจกรรมล่าสุดที่ทำคือ ผมไปกราบตำรวจเพื่อให้เขาวางอาวุธมาอยู่เคียงข้างประชาชน และก็ไปห้ามพวกน้องๆ ว่าอย่าใช้ความรุนแรง คาดว่านี่คงเป็นสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ตามมาคุกคามที่บ้าน”

ทั้งนี้ นายสัมฤทธิ์กล่าวว่า เหตุผลที่ตนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะเห็นรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการบริหารประเทศ และการควบคุมโรคโควิด-19 

“ผมออกมาเคลื่อนไหวเพราะเห็นประชาชนลำบาก ติดโควิดและนอนตายอยู่ในบ้าน นายกฯ บริหารประเทศต่อไป มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา มีแต่แย่ลงทุกวันๆ เลยออกไปร่วมชุมนุม เพื่อให้เขาลาออก”

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ข้อสังเกตและคำแนะนำต่อกระบวนการนอกกฎหมาย บังคับให้ข้อมูล และทำบันทึกข้อตกลง

เช็กลิสต์! สิ่งที่ต้องสังเกตและจดบันทึกเมื่อถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคาม

More from my site

X