ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ นักกิจกรรมและแม่ค้าส้มตำ “ร้านตำแสบดาก” ที่จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 เพียงวันแรกที่ย้ายร้านมาขายในซอยข้างเรือนจำกลางขอนแก่น ก็มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบขับรถมาถ่ายภาพที่หน้าร้าน ทั้งยังขับรถวนไปวา ก่อนวนกลับมาจอดที่ร้านส้มตำอีกรอบ แล้วขับออกไปโดยไม่ทราบสาเหตุว่ามาด้วยจุดประสงค์ใด 

เตอร์ (นามสมมติ) เพื่อนของดวงทิพย์เล่ารายละเอียดว่า ช่วงเวลา 15.00 น. ของวันดังกล่าว ขณะไปรับประทานอาหารที่ร้านตำแสบดาก เขาสังเกตเห็นรถกระบะสี่ประตูสีส้มคันหนึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าร้าน แต่เพราะตอนนั้นฝนกำลังตก คนที่ร้านจึงเข้าใจว่ารถคันดังกล่าวจอดหลบฝน โดยที่เตอร์พยายามถามว่ารถคันดังกล่าวจอดที่นี่บ่อยหรือไม่  กระทั่งเตอร์รับประทานอาหารเสร็จและเดินกลับไปที่รถ จึงเห็นว่ารถคันนั้นยังจอดอยู่ที่เดิม เมื่อเขาเดินผ่านจึงเห็นเป็นชายตัดผมเกรียนนั่งอยู่ในรถ กำลังยกกล้องถ่ายภาพมาทางร้าน และตั้งใจถ่ายภาพตัวเขาไว้ด้วย 

จากนั้นเมื่อเตอร์ขับรถออกไป ยังพบว่ารถคันดังกล่าวได้ขับวนออกไปที่อื่น จนเมื่อเขาขับพ้น และไม่เห็นรถคันนั้นแล้ว  จึงโทรศัพท์บอกดวงทิพย์ว่า รถที่จอดหน้าร้านคันนั้นน่าจะเป็นรถตำรวจนอกเครื่องแบบและมีการถ่ายภาพบริเวณร้านไว้ ก่อนที่ครู่ต่อมาดวงทิพย์จะเห็นรถคันดังกล่าววนกลับมาที่ร้านอีกครั้ง และขับออกไปโดยไม่ได้ลงมาพูดคุยอะไร 

ภาพจากเฟซบุ๊ก Burindhorn Tantrakul

 ดวงทิพย์กล่าวว่า ตอนแรกนึกว่าเป็นลูกค้าจะมาซื้ออาหาร แต่รู้สึกผิดสังเกตว่าจอดรถติดเครื่องไว้นาน โดยไม่มีใครลงจากรถ หากเป็นเจ้าหน้าที่จริง แล้วลงมาพูดคุยก็ยินดีให้ความร่วมมือ ส่วนเหตุที่ถูกเจ้าหน้าที่ติดตาม ดวงทิพย์คาดว่า อาจเป็นเพราะระยะหลังหากมีการจัดกิจกรรมแสดงออกทางการเมืองที่ไหน เธอจะไปร่วมและโพสต์เฟซบุ๊กโดยตั้งค่าสาธารณะเพื่อกระจายข่าวออกไปให้มากที่สุด เช่น ยืนถือป้ายให้ปล่อยนักโทษการเมืองที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น กับเพื่อนๆ ซึ่งเธอเองก็สังเกตหลายครั้งว่าหลังโพสต์ไปไม่กี่นาที ก็ปรากฏเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงบริเวณที่ประกาศจะทำกิจกรรมทันที

ดวงทิพย์เล่าย้อนไปด้วยว่า ก่อนหน้านี้เปิดร้านอยู่ที่บ้านดาวดิน ซอยโคลัมโบ ย่านมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็มีเจ้าหน้าที่ตามมาถ่ายรูปอยู่บ่อยครั้ง แต่เนื่องจากบ้านหลังนั้นเป็นที่รวมตัวกันของนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทางการเมือง

 “จะบอกว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ที่แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่มีเจ้าหน้าที่ไม่รู้สังกัดไหนมาถ่ายรูปบ้านนักกิจกรรมดาวดิน โดยเฉพาะก่อนจะมีกิจกรรมชุมนุมในขอนแก่น พอเราเปลี่ยนสถานที่มาเป็นที่นี่ก็มีเจ้าหน้าที่มาถ่ายรูปอีก ก็เป็นที่แน่นอนว่าเขาคงมาติดตามเรา”   

ดวงทิพย์เล่าอีกว่า ตั้งแต่ออกจากงานนักข่าวที่สำนักข่าว The Isaan Record เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็ไปร่วมกิจกรรมการเมืองแทบทุกที่ในจังหวัดขอนแก่น 

“ถ้าเป็นนักข่าวมันก็จะมีเรื่องความน่าเชื่อถือ ทำให้มันมีกรอบบางอย่างให้เราต้องรายงานข่าวตามสถานการณ์เท่านั้น แต่พอไม่ได้มีสถานะนั้นเราก็เป็นบุคคลธรรมดา คนตกงานคนหนึ่งที่สามารถแสดงออกทางการเมืองได้” 

แต่บางทีดวงทิพย์ก็สงสัย แม้ไม่น่าประหลาดใจสำหรับคนที่แสดงออกทางการเมืองในยุคนี้ว่า แค่เปลี่ยนสถานะจากนักข่าวมาเป็นนักกิจกรรมได้ไม่กี่เดือน เธอกลับกลายเป็นผู้ต้องหาคดีทางการเมืองไปเสียแล้ว หลังทราบจากนักศึกษารุ่นน้องคนหนึ่งที่ถูก สภ.เมืองขอนแก่น ออกหมายเรียก ข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ว่ามีชื่อของเธอเป็นผู้ต้องหาในคดีด้วย ทั้งนี้หมายเรียกของเธอเองยังไปไม่ถึงบ้านที่อยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ มีแต่ตำรวจท้องที่ไปที่บ้านบอกว่าเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยังแพร่ระบาด ขณะนี้ยังไม่ทราบกำหนดนัดหมายและจำนวนผู้ถูกออกหมายเรียกที่แน่นอน   

เธอคาดว่าการถูกดำเนินคดีดังกล่าว มาจากการไปทำกิจกรรมหน้า สภ.เมืองขอนแก่น เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 ครั้งนั้นเธอไปให้กำลังใจ 16 นักกิจกรรม ราษฎรโขงชีมูล ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากการชุมนุม 3 คดีได้แก่ (1) คดีชุมนุมที่สวนเรืองแสงและชุมนุมต่อเนื่องที่หน้า สภ.เมืองขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 (2) คดีชุมนุมที่ สภ.ย่อย มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564 และ (3) คดีชักธงปฏิรูปกษัตริย์ที่ตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564

แม้ว่าจะถูกคุกคามทั้งดำเนินคดีและติดตามความเคลื่อนไหว ไม่เว้นกระทั่งลูกค้าร้านส้มตำ แต่ดวงทิพย์ยังยืนยันเสรีภาพในการแสดงออก “ถ้าบางวันปิดร้านเร็วอย่าง ก็ไปร่วมยืนหยุดขัง เรียกร้องปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง ปล่อยเพื่อนเรา” ดวงทิพย์เล่าทิ้งท้าย