บันทึกเยี่ยม ‘รุ้ง’ ปนัสยา: ข่าวสารภายนอก หนังสือที่อ่าน และอาหารที่ชอบ ขณะยังอดอาหาร

 

วันที่ 3 พฤษภาคม 2564

วันนี้เราไปเยี่ยมรุ้งช่วงบ่าย ทราบว่าช่วงเช้าน้องได้คิวเยี่ยมออนไลน์กับครอบครัว/เพื่อน จำกัดครั้งละไม่เกิน 5 คนตามที่ลงทะเบียนไว้ คุยได้ไม่เกิน 20 นาที ทางวิดีโอคอลผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ โดยการเยี่ยมออนไลน์ลงทะเบียนได้เพียงเดือนละครั้ง

รุ้งยิ้มสดใสรอเรา คิดว่าคงเพราะได้คุยกับทางบ้านไปเมื่อเช้าด้วย วันนี้รุ้งรวบผมครึ่งหัว ผมเริ่มยาวประบ่า น้ำหนักลดไปประมาณ 14 กิโล เธอมีผื่นแดงขึ้นที่หลัง โดยบอกว่าอาจเพราะช่วงนี้อากาศร้อนและเหงื่อเยอะ แต่นอกจากนั้นเธอยังโอเคดี ยังไหว

เราถามรุ้งว่าได้อัพเดทข่าวสารจากที่บ้านครบหมดไหม เธอบอกว่ารู้เรื่องศาลอาญาจะไต่สวนคำร้องประกันวันที่ 6 พ.ค นี้ แต่ยังไม่ละเอียด และถามต่อถึงเพนกวิน ไมค์ อานนท์ นุ๊ก (ชูเกียรติ) เพื่อนๆ และสถานการณ์ข้างนอกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เราถาม “เห็นภาพแม่สุที่โกนผมหรือยัง” เธอบอกว่ารู้ว่าแม่โกนผม แต่ยังไม่เห็นภาพ เราหยิบภาพให้เธอดู  เธออุทาน “โห แม่…” เราเอาภาพเพื่อนๆ เธอที่โกนผมกันหลายคนให้ดู และเล่าว่ามีอาจารย์ นักกิจกรรม ประชาชนทั่วไปร่วมด้วย 

ขณะเดียวกันเพื่อนๆ ที่ถูกคุมขัง นอกจาก “ฟ้า” พรหมศร ที่อดอาหารด้วย ยังมี “แฟรงค์” ณัฐนนท์ จาก WeVO และวันนี้ “ตี้ พะเยา” ก็ประกาศอดอาหารด้วย อีกทั้งมีนักกิจกรรมมาร่วมอดอาหารที่หน้าศาลอาญา และคนอื่นๆ ที่ร่วมแสดงออกอีก 

รุ้งบอกว่าอยากเห็นประมวลรวมปรากฎการณ์คนที่ร่วมอดอาหารประท้วง และคนที่โกนผมประท้วงความไม่เป็นธรรม แบบรวมทุกคน คงจะได้เห็นภาพใหญ่และพลังร่วมกันของคนหลากหน้าหลายตาที่ไม่รู้จักกัน เธอรู้สึกขอบคุณจากหัวใจ

พอเล่าให้รุ้งฟังเรื่องอาการเพนกวินที่ได้ทราบจากน้องสาวของเขา อย่างน้อยเธอก็โล่งใจที่เพื่อนยังอยู่ “กลัวมันจะตายไปจริงๆ” แล้วก็ย้อนเล่าจริงจังปนขำในทีว่า “ชีวิตหนูเปลี่ยนไปตั้งแต่รู้จักและเป็นเพื่อนกวิ้นนี่แหละ แบบไม่มีวันเหมือนเดิม”

ต่อเรื่องปรากฎการณ์ #ย้ายประเทศกันเถอะ รุ้งบอกว่าถ้าประเทศยังเป็นแบบนี้ เธอเข้าใจได้ไม่แปลกใจ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มาถึงเรื่องกิจกรรมที่พุ่งเป้าไปที่ตัวผู้พิพากษาคนหนึ่งและนำไปสู่การเปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวคนในครอบครัวเขา รุ้งครุ่นคิด ไม่ได้คอมเม้นท์อะไรเป็นการเฉพาะเจาะจง พูดสั้นๆ ว่า “ยาก ความโกรธคับแค้นของผู้คนที่สั่งสมมาเข้าใจได้” จากสถานที่และจุดที่รุ้งอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่สำหรับเราเองที่เห็นเธอถูกกระทำอะไรบ้าง

แต่รุ้งเปลี่ยนไปเล่าเรื่องที่เราไม่เคยรู้ให้ฟังว่า “พี่รู้ไหม ก่อนเข้าคุกครั้งนี้ เราเคยโดนขู่จะเผาบ้าน” เธอเสียงสั่นเครือ รุ้งพูดต่อว่า “ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของพ่อแม่พี่สาวและครอบครัว เป็นสิ่งที่เราพยายามปกป้องมาตลอด” แล้วถามเชิงไม่ต้องการคำตอบจากเราว่า พวกเราต้อง “กลืนเลือด” อดทนไม่ให้ตัวเองข้ามเส้นและหลักที่เรายึดถือตลอดใช่ไหมพี่

เราถามว่าวันหยุดเป็นยังไงบ้าง รุ้งบอกว่าอ่านหนังสือ “โลกของคนไร้บ้าน” ของอาจารย์บุญเลิศ วิเศษปรีชา จบแล้ว “ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย มันมีน้ำเสียงของความห่วงใยตลอดเวลา เสียงอาจารย์บุญเลิศ” เธอบอกว่าได้แบ่งให้เพื่อนๆ อ่าน เธอคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ที่เคยเกือบเป็นคนไร้บ้านเพราะภาวะทางครอบครัวบีบให้กลายเป็นคนไร้บ้านได้จริง ทำให้หวนคิดถึงคนไร้บ้านที่เธอเคยเจอและคุยในที่ชุมนุม ที่เค้ามาร่วมมาขายของก็มี และห่วงว่าคนที่โดนดำเนินคดีจากการไปชุมนุมที่เป็นคนไร้บ้านจะได้รับการช่วยเหลือเพียงพอไหม

รุ้งบอกว่าหนังสือเล่มต่อไปที่เธอจะอ่าน คือ “มองเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” ของอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร แล้วจะมารีวิวให้เราฟัง เธอบอกว่าถ้าได้ออกไป

ท้ายสุดเราบอกว่ามีคนถามว่ารุ้งชอบกินอะไร อาหารที่ชอบ รุ้งทำหน้ายิ้มชวนฝันสายตาเหมือนวาดภาพของกินที่เธอชอบทันที เราชิงพูดว่า ​“แกงเขียวหวาน ไก่ทอด ร้านน้องแอมป์ ละหนึ่ง” รุ้งบอก “ใช่ๆ แล้วก็ข้าวแกงกระหรี่โคโรเกะครีมแซลมอน โคโค่ เพิ่มไก่คาราเกะ ใส่ผักดอง ชีสเยอะๆ เผ็ดเลเวลสอง” เมนูโปรดอีกอย่างของเธอคือ “ผัดฟักใส่ไข่ ฝีมือแม่อร่อยที่สุด”

“อ้อ ของโปรดใหม่เมื่อไม่นาน ตั้งแต่มาเริ่มชุมนุมอะ

ซอยจุ๊

ไส้ย่าง

หนูนาย่าง

คิดถึงกวิ้น พี่อานนท์ มากเลย”

รุ้ง ปนัสยา ถูกคุมขังในเรือนจำหญิง (ทัณฑสถานหญิงกลาง) มาแล้ว 57 วัน เธออดอาหารมากว่าเดือนแล้ว เพื่อประท้วงความไม่เป็นธรรมและเรียกร้องสิทธิพื้นฐานของจำเลยในคดีอาญา สิทธิในการประกันตัวในขณะที่ยังได้รับการสันนิษฐานว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลถึงที่สุด

 

อ่านบันทึกเยี่ยมรุ้งก่อนหน้านี้

บันทึกเยี่ยมรุ้ง ปนัสยา: เหตุที่ใช้ทัณฑ์ทรมานตนเอง ในการทดลองความจริง
บันทึกทนายความ: สาย “รุ้ง” ยังเฉิดฉายแม้ในวันที่โลกไร้แสง
บันทึก 2 ทนายความ: “ยืนทระนงองอาจ เมื่อเบื้องหน้ายังมีหวัง” รุ้ง ปนัสยา กับการถูกคุมขังอีกครั้ง
บันทึกเยี่ยม “รุ้ง” ปนัสยา: “เราขอแค่โอกาสในการสู้คดีอย่างเต็มที่”