พิพากษาจำคุก 1 ปี เอกชัยโพสต์ประสบการณ์ในเรือนจำ เข้าข่ายลามก – ยกฟ้องไลฟ์วิจารณ์กองทัพบก ชี้ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท

วันนี้ (28 เม.ย. 64) เวลา 9.30 น. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก มีนัดฟังคำพิพากษา 2 คดี ได้แก่ คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเอกชัย หงส์กังวาน ตกเป็นจำเลยกรณีโพสต์เรื่องเพศในเรือนจำ และคดีหมิ่นประมาทกองทัพ ที่มีเอกชัย หงส์กังวาน และโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ สองนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นจำเลย จากการเดินทางไปบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ทำการไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ คสช. และกองทัพ พร้อมเรียกร้องไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

คดีแรก ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 1 ปี ไม่รอลงในอาญา จากนั้นอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยใช้หลักทรัพย์เดิม 100,000 บาท ส่วนคดีหมิ่นประมาทกองทัพ ศาลพิพากษายกฟ้อง

 

เอกชัยโพสต์เล่าประสบการณ์เรื่องเพศในเรือนจำชาย ศาลชี้เข้าข่ายลามกอนาจาร

เหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นมาจากการที่เอกชัยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในวันที่ 23 เม.ย. 2560 โดยมีข้อความว่า “พี่โม๊คให้หน่อย”, “พี่ดูดหัวนมให้หน่อย”, “พี่อยากเย็ดตูดพี่นะ”, “เขายื่นหัวนมด้านซ้ายของเขาให้ผม”, “ผมดูดหัวนมข้างซ้าย พร้อมกับสำเร็จความใคร่ให้กับเขา เขาส่งเสียงครวญครางเบา ๆ สักพักเขาจูบปากของผม เขาสอดลิ้นเข้ามาในปากของผม” ข้อความเหล่านี้ปรากฏอยู่ในซีรี่ย์ตอนที่ 9 จากทั้งหมด 14 ตอน ในหัวข้อ “ชีวิตในเรือนจำครั้งแรกของผม” อันเป็นเนื้อหาบอกเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในเรือนจำ รวมไปถึงประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์ในเรือนจำชาย ที่เอกชัยเคยประสบมาระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 2 ปี 8 เดือน

การโพสต์เล่าประสบการณ์ดังกล่าว กลับถูก พ.ต.ต.เอกพล แสงอรุณ เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีเอกชัย กล่าวหาว่า เอกชัยนำเข้าข้อมูลที่มีลักษณะลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) เป็นที่น่าสังเกตว่า เอกชัยถูกดำเนินคดีในช่วงที่เขาทำกิจกรรมไล่ตรวจสอบการทุจริตของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เกี่ยวกับการใส่นาฬิกาหรูและแหวนเพชร โดยไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ต้องยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ในวันที่ 4 มี.ค. 64 ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์และจำเลย โดยมีพยานทั้งหมดที่ขึ้นเบิกความต่อศาลเพียง 2 ปาก คือ พันตำรวจโทเอกพล แสงอรุณ ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ และเอกชัย ที่อ้างตนเองเป็นพยานจำเลย การสืบพยานเสร็จสิ้นลงภายในวันเดียว ก่อนนัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้

>> คดีเอกชัยโพสต์เรื่องเพศในเรือนจำ ยันไม่เข้าข่ายลามก-ถูกกล่าวหาเหตุตรวจสอบทุจริตนาฬิกาประวิตร ศาลนัดพิพากษา 28 เม.ย. นี้

คำพิพากษาของศาล ซึ่งลงโทษจำคุกเอกชัย 1 ปี ไม่รอลงอาญา มีใจความโดยสรุป ดังนี้

จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลนั้นประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ จำเลยยืนยันเจตนาในการโพสต์ข้อความพิพาทดังกล่าวต่อศาลว่า ทำไปเพื่อบอกเล่าประสบการณ์จริงในคุกที่ตนเองได้ประสบมา มีหลายคนที่เคยโดนคดี พอพ้นโทษออกมาแล้วก็เขียนเล่าประสบการณ์ในคุกเช่นกัน ตนจึงต้องการบอกเล่าและเผยแพร่ประสบการณ์เลวร้ายของตนเองในคุก เพื่อให้คนภายนอกทราบถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำ และปัญหาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในเรือนจำ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อสภาพเรือนจำ สาเหตุที่ตนเขียนคือ สังคมในคุกเป็นเหมือนกับสังคมปิด หลายคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่นมีเพศสัมพันธ์อย่างไร ช่วยตัวเองอย่างไร จำเลยจึงประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ไม่ได้มีเจตนาทุจริตในการนำเรื่องลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเรื่องราวยังถูกถ่ายทอดออกมาโดยใช้ภาษานวนิยาย มีผู้แชร์โพสต์และแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีความคิดเห็นใดที่บอกว่าเนื้อหามีลักษณะลามกอนาจารแต่อย่างใด

ศาลพิเคราะห์ว่า ข้อความพิพาทดังกล่าวมีลักษณะเข้าข่ายลามกอนาจารจริง และในส่วนที่จำเลยอ้างว่าเขียนข้อความเพื่อต้องการสะท้อนปัญหาในเรือนจำ จำเลยสามารถใช้วิธีเขียนข้อความในลักษณะอื่นได้ที่ไม่เข้าข่ายลามกอนาจาร การกระทำของจำเลยจึงถือเป็นความผิด พิพากษาจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

 

ศาลชี้ เอกชัย-โชคชัยเพียงแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกองทัพบกตามวิสัยประชาชนทั่วไป ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท

สำหรับคดีหมิ่นประมาทกองทัพ เหตุเกิดจากเอกชัย จำเลยที่ 1 และ โชคชัยจำเลยที่ 2 ได้เดินทางไปที่หน้า บก.ทบ. เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 62 เพื่อเรียกร้องให้ผู้บัญชาการทหารบกยุติการคุกคามผู้เห็นต่าง-ผู้สมัครรับการเลือกตั้ง และได้กล่าวผ่านไลฟ์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ คสช. และกองทัพ เนื้อหาโดยสรุประบุว่าที่การเลือกตั้งล่าช้า เพราะ คสช. และ กกต. โยนเรื่องกันไปมา และวิจารณ์กองทัพว่าไม่เคยรบชนะตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมเรียกร้องไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ต่อมา พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช. ได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีนักกิจกรรมทั้งสองคน ฐานร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

ข้อความพิพาทอันเป็นเหตุที่ คสช. เข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับเอกชัยและโชคชัย คือ “ถ้าไปดูตั้งแต่ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นบุกไทยขึ้นตรงอ่าวมะนาวที่จังหวัดประจวบ รบกันได้ไม่ถึงเดือนคุณก็ประกาศยอมแพ้ นั่นคือครั้งแรก ก็เลยเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ ก็คือฝ่ายญี่ปุ่นก็แพ้สงครามอีก กลายเป็นว่าประเทศเกือบเสียค่าประติกรรมสงครามในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นเป็นต้นมาไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามเย็น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม ฝ่ายไทยอุตส่าห์ไปหนุนช่วยฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ คุณก็แพ้เขาตลอด จนมาล่าสุด ปี 31 คือสงครามร่มเกล้า คุณก็แพ้ให้กับลาวอีก ไม่ต้องไปพูดถึงต่างประเทศอะไรไกลๆ เลย แต่กับประเทศลาวเพื่อนบ้าน คุณยังไม่มีปัญญาสู้เลย เพราะฉะนั้นก็อย่างที่บอกนะ ทหารไทยเก่งแต่กับเฉพาะคนที่ไม่มีทางสู้เท่านั้น กับชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ ไม่มีปืน คุณก็ข่มเขา เก่งกับเขา รัฐบาลคุณก็รัฐประหารเขา แต่พอให้คุณไปรบทำสงครามจริงๆ คุณสู้ไม่ได้เรื่องเลย”

>> คดีเอกชัย-โชคชัย ถูก คสช. ฟ้องหมิ่นประมาทกองทัพ ศาลนัดสืบพยาน เม.ย. 63

การสืบพยานในคดีนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 64 โดยอัยการนำพยานบุคคลเข้าเบิกความรวม 2 ปาก ได้แก่ นายทหารฝ่ายกฎหมายของกองทัพบก ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยที่มาให้ความเห็นต่อถ้อยคำของจำเลย ด้านพยานจำเลย มีเอกชัยและโชคชัยซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานเข้าเบิกความ โดยเอกชัยและโชคชัยเบิกความยืนยันว่า ถ้อยคำที่ถูกกล่าวหา เป็นการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง ซึ่งก่อนหน้านี้ พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เคยมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ย่อมอยู่ในวิสัยของประชาชนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ตามระบอบประชาธิปไตย

ในวันนี้ ศาลอาญาก็มีคำพิพากษายกฟ้อง ให้เหตุผลว่า “ เหตุการณ์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และสงครามเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปสามารถพูดถึงและสามารถสืบค้นศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางประวัติศาสตร์ได้ เมื่อเหตุการณ์ที่สมรภูมิร่มเกล้าเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่ง ที่ประชาชนทั่วไปย่อมสามารถศึกษาหาข้อมูลจากสื่อต่างๆ และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจแตกต่างกันได้ตามข้อมูลที่ศึกษามา ข้อความตามฟ้องแม้จะมีข้อความว่า “สงครามร่มเกล้า คุณแพ้ให้กับลาวอีก” เป็นการกล่าวข้อความแสดงความคิดเห็นตามข้อเท็จจริงที่จำเลยได้ทราบมาเท่านั้น แม้จะมีถ้อยคำบางส่วนที่เป็นคำไม่สุภาพไม่เหมาะสมและเสียดสีการทำงานของกองทัพบก แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอันเป็นการใส่ความกองทัพบก โดยประการที่น่าจะทำให้กองทัพบกเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพ แต่เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกองทัพบกตามวิสัยของประชาชนทั่วไป

พยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการใส่ความกองทัพบกต่อบุคคลที่สามโดยเป็นประการที่น่าจะทำให้กองทัพบกเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง”

ทั้งนี้ เอกชัยยังถูก พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เข้าแจ้งความที่ ปอท. กล่าวหาว่า เอกชัยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) จากการโพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกันนี้ในหน้าเฟซบุ๊กของเขา ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 มีคำสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่เห็นแย้ง ทำให้คดีนี้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีในที่สุด

>> อัยการสั่งไม่ฟ้อง “เอกชัย” คดีพ.ร.บ.คอมฯ โพสต์เฟซบุ๊กไทยแพ้สมรภูมิร่มเกล้า

 

 

More from my site

X