อานนท์ทำหนังสือถึงผบ.เรือนจำ เรียกร้องเปิดกล้อง-ชี้แจงกรณีจนท.พยายามนำตัว “ไมค์-ไผ่-โตโต้” จากห้องขังกลางดึก

16 มี.ค. 64 ภายหลังอานนท์ นำภา ทนายความและผู้ต้องขังทางการเมือง ได้เขียนคำร้องถึงศาลอาญาในระหว่างการสืบพยานในคดีคนอยากเลือกตั้ง ARMY57 ระบุว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้คุมพยายามจะเอาตัว “ไผ่” จตุภัทร บุญภัทรรักษา และ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก ออกไปควบคุมนอกแดน โดยมีการพยายามมานำตัวถึง 4 ครั้งในช่วงกลางดึก และมีการอ้างเพียงว่าจะเอาตัวไปตรวจโควิด ซึ่งผิดวิสัยโดยปกติในการนำผู้ต้องขังออกนอกแดนในเวลาหลังเที่ยงคืน และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มากลางดึกยังไม่ติดป้ายชื่อ ทำให้เขาเกรงว่าจะถูกนำตัวไปทำร้ายถึงชีวิต
.
ต่อมา อานนท์ นำภา ยังได้ทำหนังสือให้ทีมทนายความไปยื่นถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ทำเข้าไปพยายามดำเนินการดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงานใด ได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการในการเข้าไปยังห้องควบคุม/ขังหรือไม่ และมีชื่อสกุลว่าอะไรบ้าง พร้อมกับเปิดเผยภาพกล้องวงจรปิดทุกกล้อง ทุกตัว ทุกมุม ที่บันทึกภาพและคลิปเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
.
รวมทั้งอานนท์ยังเรียกร้องให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้แจงว่าการย้ายที่คุมขังในยามวิกาลหรือในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบหรือไม่ หากสามารถทำได้ อาศัยอำนาจตามข้อกฎหมายหรือระเบียบใด
.
.
อานนท์ ยังเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมว่าภายหลังวานนี้ ผู้ต้องขังทางการเมืองทั้ง 7 คน ถูกนำตัวไปศาลอาญา เพื่อนัดพร้อมคดี และถูกนำตัวกลับมาเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งหมดได้ถูกนำตัวไปคุมขังที่ห้องขังที่ 7 แดน 2 โดยนอกจากทั้ง 7 แล้ว ยังมีผู้ต้องขังคดีอื่นๆ ถูกคุมขังอยู่ในห้องนี้ช่วงคืนที่ผ่านมา จำนวน 10 คน
.
เวลาประมาณ 21.35 น. ได้มีเจ้าหน้าที่จำนวน 4 คน เข้ามาที่ห้องขัง พร้อมแจ้งให้คนที่ย้ายมาจากเรือนจำพิเศษธนบุรี 3 คน ได้แก่ ไผ่, ไมค์ และโตโต้ ย้ายไปกักตัวที่สถานที่ที่ไม่ใช่สถานที่กักตัวตามปกติวิสัย ทางผู้ต้องขังได้ปฏิเสธว่าไม่ประสงค์จะย้ายตัวในช่วงเวลาค่ำเช่นนี้ ขอให้ย้ายตัวในช่วงเช้า กลุ่มเจ้าหน้าที่จึงออกไป
.
ต่อมา 23.45 น. เจ้าหน้าที่จำนวน 6-8 นาย ได้เข้ามาขอตรวจโรคโควิด โดยมีพยาบาลเข้ามาด้วย 2 คน ขอให้ผู้ต้องขังออกไปทำการตรวจโควิดแบบ Swab (แหย่จมูก) แต่ผู้ต้องขังทางการเมืองทั้ง 7 คน ปฏิเสธ และขอทำการดังกล่าวในตอนเช้า เจ้าหน้าที่จึงออกไปอีก
.
เวลาประมาณ 00.15 น. เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาในห้องอีก และแจ้งเช่นเดิมให้ผู้ต้องขังทั้งหมดในห้องขังไปทำการตรวจโรค และแจ้งว่าถ้าไม่ตรวจ ก็จะทำการรายงานว่าผู้ต้องขังมีความกระด้างกระเดื่อง ผู้ต้องขังทางการเมือง 7 คน ทักท้วงว่าถ้าจะมีการรายงานแบบนี้ ก็จะขอให้ตั้งคณะกรรมการ หรือให้ศาลไต่สวน
.
ต่อมาผู้ต้องขังในคดีอื่นๆ 10 คน ได้ทำการตรวจแหย่จมูกตามที่เจ้าหน้าที่สั่งการ แต่ผู้ต้องขังทางการเมืองยังคงปฏิเสธที่จะออกไปตรวจในยามวิกาล โดยจะให้ความร่วมมือในตอนเช้า เพราะรู้สึกว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะผิดวิสัย
.
เวลาประมาณ 02.15 น. ได้มีกลุ่มเจ้าหน้าที่มากกว่า 20 นาย เข้ามาในห้องอีก นำผู้ต้องขังในคดีอื่นๆ รวม 10 คน ย้ายไปไว้ที่ห้องขังที่ 10 ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ข้างนอกห้องขังซึ่งไม่ติดป้ายชื่อ และไม่ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของเรือนจำหรือไม่
.
ทางผู้ต้องขังทางการเมืองทั้ง 7 คน เห็นว่าห้องขังที่ 7 นี้ เป็นห้องกักโรคอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องแยกขังใหม่อีก และยังยืนยันว่าการย้ายตัวในยามวิกาล เป็นการปฏิบัติที่ผิดวิสัยปกติ เกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย จึงปฏิเสธกระบวนการอันผิดวิสัยนี้ และการตรวจโรคก็จะสามารถให้ความร่วมมือในช่วงเช้าได้
.
ในคืนที่ผ่านมา ผู้ต้องขังทั้ง 7 ไม่สามารถนอนหลับได้ เพราะหวาดเกรงเรื่องความปลอดภัย
.
.