‘จัสติน’ ครึ่งหมื่น ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ-พ.ร.บ.ความสะอาดฯ เหตุชุมนุม #สมุทรปราการดีดนิ้วไล่เผด็จการ

21 ม.ค. 2563 ชูเกียรติ แสงวงค์ หรือ ‘จัสติน’ เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการเพื่อฟังคำสั่งในคดีการชุมนุม “สมุทรปราการดีดนิ้วไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2563 หลังพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนการสอบสวนส่งอัยการเมื่อ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยอัยการมีคำสั่งฟ้องและยื่นฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการใน 4 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.บ.จราจรฯ, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ ทั้งนี้คดีมีเพียงโทษปรับ ชูเกียรติจึงให้การรับสารภาพเพื่อลดภาระทางคดีความ ศาลพิพากษาลงโทษปรับเป็นเงิน 10,700 บาท ลดกึ่งหนึ่งเหลือ 5,350 บาท เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์

พนักงานอัยการได้บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2563 ชูเกียรติได้กระทำความผิดรวม 4 กรรม ดังนี้

  1. เป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยจําเลยประสงค์จัดการชุมนุมสาธารณะ ให้แก่ผู้ร่วมชุมนุมหรือผู้ร่วมอุดมการณ์ ซึ่งใช้ชื่อกลุ่มผู้ชุมนุมว่า “สมุทรปราการดีดนิ้วไล่เผด็จการ สมุทรปราการปลดแอก #รวมพลังปราบธานอส” ที่ถนนศรีสมุทร 1 หน้าสํานักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นทางสาธารณะ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 10 (มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท)
  2. นํารถเครื่องขยายเสียง ลําโพง โครงเหล็ก เวที ปราศรัยขนาดเล็ก มาจอดไว้ ตั้งไว้ เพื่อการชุมนุมสาธารณะ บริเวณถนนศรีสมุทร 1 อันเป็นทางเท้าหรือทางใดๆ ซึ่งมีไว้สําหรับคนเดินเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจนปิดทางสัญจร อันเป็นการกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา 109 (มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 500 บาท)
  3. โฆษณาโดยใช้รถยนต์ติดตั้งเครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้า ด้วยการบอกกล่าว การปราศรัย การแสดงความคิดเห็นแก่ประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง มาตรา 4 (มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 200 บาท)
  4. ติดตั้ง ตาก วาง หรือกองวัตถุใดๆ ด้วยการนํารถเครื่องขยายเสียง โครงเหล็ก ลําโพง เวทีปราศรัยขนาดเล็ก มาจอดไว้ ตั้งไว้ เพื่อการชุมนุมสาธารณะดังกล่าว บริเวณถนนศรีสมุทร 1 อันเป็นทางสาธารณะ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ มาตรา 19 (มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท)

หลังศาลแขวงสมุทรปราการรับฟ้อง ชูเกียรติตัดสินใจให้การรับสารภาพเพื่อลดภาระทางคดีความ เนื่องจากคดีมีเพียงอัตราโทษปรับ ศาลจึงมีคำพิพากษาในวันเดียวกันนี้ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษทุกกรรม รวมปรับ 10,700 บาท ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 5,350 บาท

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2563 ชูเกียรติได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์ที่เป็นเหตุแห่งคดีว่า “เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลาประมาณ 16.00 น. ชูเกียรติได้จัดให้มีการชุมนุม “สมุทรปราการดีดนิ้วไล่เผด็จการ” บริเวณหน้าสํานักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ  โดยไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานผู้ดูแลการชุมนุมสาธารณะในพื้นที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง มีการปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียง มีการปิดช่องทางการจราจรศรีสมุทร 1 ทั้งหมด ทําให้กีดขวางการจราจร ทางสาธารณะจนรถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ และได้ตั้ง วาง หรือกองวัตถุบนถนนในที่สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต”

พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหารวม 4 ข้อหา ได้แก่

  1. พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 
  2. พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ทําการโฆษณาโดยเครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
  3. พ.ร.บ. จราจรฯ กระทำการใดๆ อันเป็นการกีดขวางการจราจร
  4. ประมวลกฎหมายอาญา ม.385 กีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัย หรือความสะดวกในการจราจรโดยไม่ได้รับอนุญาต
  5. พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ตั้ง วาง หรือกองวัตถุใด ๆ บนถนนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ชั้นสอบสวนชูเกียรติให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา 

ทั้งนี้ การชุมนุมของกลุ่ม “สมุทรปราการปลดแอก” ในวันที่ 30 ส.ค. 2563 เป็นการชุมนุมเพื่อสนับสนุน 3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน 1 ความฝัน ของ “ประชาชนปลดแอก” แต่เดิมทางกลุ่มจะใช้พื้นที่หอชมเมือง แต่ก่อนการชุมนุมมีการล้อมรั้วระบุว่าปิดปรับปรุง ทำให้กลุ่มแกนนำตั้งเวทีปราศรัยบนถนนข้างหอนาฬิกา บริเวณหน้าสํานักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการแทน