จับตา ศาลอาญาทุจริตฯ รับฟ้องหรือไม่ คดีตร.แจ้งข้อหา ‘โต้ง ดาวดิน’ ทั้งที่ไม่ได้ไปชุมนุม

วันที่ 18 ม.ค. 64 เวลา 9.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีหรือไม่ ในคดีที่นายวสันต์ เสดสิทธิ์ หรือ “โต้ง” อดีตสมาชิกกลุ่มดาวดิน ร่วมกับภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ รองผู้กำกับสอบสวนสน.ชนะสงคราม ในคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และกลั่นแกล้งให้เป็นคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200

เหตุแห่งการฟ้องร้องในคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อพนักงานสอบสวนสน.ชนะสงครามมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา จากกรณีการจัดชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 63 บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง ก่อนมีการแจ้งรายชื่อว่ามีการออกหมายเรียกนายวสันต์ เสดสิทธิ์ และนายสุวิชชา พิทังกร อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นและสมาชิกกลุ่มดาวดินด้วย โดยที่ในข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งสองคนไม่ได้เดินทางไปร่วมการชุมนุมในครั้งดังกล่าวแต่อย่างใด

ในวันที่ 3 พ.ย. 63 ทั้งสองคนได้เดินทางไปพบพนักงานสอบสวน ร่วมกับผู้ถูกออกหมายเรียกคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำภาพผู้ชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับการพังรั้วสนามหลวง และมีการระบุข้อมูลว่าเป็นทั้งสองคน ทั้งที่ไม่ใช่แต่อย่างใด ในส่วนนายสุวิชชาได้นำพยานหลักฐานว่าตนไปทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่ในวันเวลาดังกล่าว มาแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู ทางพนักงานสอบสวนจึงไม่แจ้งข้อกล่าวหาต่อเขา สุวิชชายังได้ขอเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบหมายเรียกของตนเอง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ดู อ้างว่าอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล

แต่กรณีนายวสันต์ ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาแสดงด้วย แม้จะแจ้งกับพนักงานสอบสวนว่าเขาไม่ได้มาร่วมชุมนุมด้วยและประกอบอาชีพอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีในขณะนั้นแล้วก็ตาม แต่ พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ ยังคงแจ้งข้อกล่าวหาต่อเขาอีก โดยดำเนินคดีในสองคดี ได้แก่ คดีเรื่องการร่วมกันชุมนุม ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 (ร่วมกันมั่วสุมก่อความวุ่นวายฯ) และคดีการทำลายรั้วสนามหลวง ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358 (ทำให้เสียทรัพย์)

ทั้งสองคนเห็นว่าการถูกออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว เป็นดำเนินการโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ไปร่วมชุมนุม แต่กลับต้องเสียเวลาเดินทางมาสถานีตำรวจ เสียค่าเดินทางมาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะวสันต์ยังต้องมีภาระต่อสู้ในคดีต่อไปอีก และถูกให้พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อทำทะเบียนประวัติอาชญากรไว้ด้วย

ต่อมา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 63 นายวสันต์ เสตสิทธิ์ ร่วมกับภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ ในข้อหาตามมาตรา 157 และมาตรา 200 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยเห็นว่า พ.ต.ท.โชคอำนวย มีเจตนาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ ศาลอาญาทุจริตฯ ได้รับคำฟ้องไว้ พร้อมนัดฟังคำสั่งว่าจะมีการรับฟ้องคดีนี้หรือไม่ วันที่ 18 ม.ค. 64 เวลา 9.30 น.

 

ภาพการชุมนุมบริเวณสนามหลวง วันที่ 19 ก.ย. 63

 

เปิดคำฟ้อง: พนักงานสอบสวนต้องรับผิด จากการปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน

ในการยื่นฟ้อง วสันต์ได้รวบรวมพยานหลักฐานว่าในวันที่ 19-20 ก.ย. 63 เขาประกอบอาชีพอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และได้เข้าทำงานตามปกติ เพื่อยืนยันสถานที่อยู่ในช่วงวันเวลาเกิดเหตุ ประกอบคำฟ้องคดี

คำฟ้องบางส่วนระบุว่า พ.ต.ท.โชคอำนวยในฐานะพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี “มีหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อได้รับแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา และต้องตรวจสอบว่าผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่อย่างไรให้ครบถ้วนเสียก่อน ก่อนที่จะออกหมายเรียกผู้ต้องหาต่อไป เพื่อให้จำเลยมีพยานหลักฐานตามสมควรที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์เป็นผู้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยไม่อาจรับฟังคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนอย่างเพียงพอ”

แต่ พ.ต.ท.โชคอำนวย กลับไม่ทำการแสวงหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ  ไม่ทำการรวบรวมพยานหลักฐานและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา ให้ละเอียดครบถ้วนเพื่อให้มีหลักฐานตามสมควร แต่กลับทำการแจ้งข้อกล่าวหากับวสันต์ ทั้งที่มีเพียงเอกสารภาพถ่ายประกอบคดี เป็นภาพกลุ่มบุคคลกำลังยืนอยู่บริเวณแนวรั้วเหล็กสีเขียวและภาพบุคคลใส่เสื้อยืดสีดำแขนสั้นสวมหมวกผ้าสีดำปีกกว้างไม่เห็นใบหน้า มาประกอบการแจ้งข้อกล่าวหา อ้างว่าบุคคลตามภาพถ่ายเป็นวสันต์ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่ชัดแจ้ง

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 131 บัญญัติว่า “ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา”

และมาตรา 134 วรรคสองบัญญัติว่า “การแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้น” และวรรคสามบัญญัติว่า “ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม”

อีกทั้งตามบันทึกข้อความสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองคดีที่ 0004.6/3175 วันที่ 22 เมษายน 2557 เรื่อง การเรียกผู้ต้องหาไปพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ได้วางแนวปฏิบัติของพนักงานสอบสวนว่าจะมีอำนาจเรียกผู้ต้องหาไปพบได้ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริง โดยมีพยานหลักฐานตามสมควรที่จะเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาเสียก่อน การมีคำร้องทุกข์เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน พนักงานสอบสวนยังไม่มีอำนาจที่จะเรียกผู้ต้องหาไปพบได้

คดีตามข้อกล่าวหาทั้งสอง พ.ต.ท.โชคอำนวย จึงยังไม่มีอำนาจที่จะเรียกโจทก์ไปพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนโจทก์ในฐานะผู้ต้องหาได้  พ.ต.ท.โชคอำนวย ในฐานะพนักงานสอบสวนซึ่งดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการสอบสวนย่อมมีความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และระเบียบปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเป็นอย่างดี ในการต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบหรือกลั่นแกล้งประชาชน

การที่ พ.ต.ท.โชคอำนวย ออกหมายเรียกให้วสันต์มาพบในฐานะผู้ต้องหาและมีการแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งยังทำการสอบสวนคดีอยู่เรื่อยมา โดยไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นเจ้าพนักงานโดยเจตนาปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่วสันต์ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเพื่อจะแกล้งให้ต้องรับโทษ ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทำให้วสันต์ได้รับความเสียหาย ต้องตกเป็นผู้ต้องหาถึงสองคดี ต้องถูกพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อทำทะเบียนประวัติอาชญากร มีประวัติอาชญากรในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีภาระต้องเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

“การกระทำของจำเลยดังกล่าวตามฟ้อง ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์เกินความจำเป็น และในฐานะที่พนักงานสอบสวนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีอำนาจพิเศษเหนือบุคคลธรรมดาทั่วไป การปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่ประชาชนผู้ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในฐานะผู้ต้องหา จึงต้องรับผิดจากการกระทำดังกล่าว” คำฟ้องระบุ

 

วสันต์และสุวิชชา พร้อมกับนักกิจกรรมผู้ถูกออกหมายเรียกในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 63

 

อ่านรายงานกรณีการแจ้งข้อกล่าวหาคดีชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร

แจ้งข้อหาคดีชุมนุม 19 ก.ย. อีก 11 คน อดีตสมาชิกดาวดินไม่ได้ไปชุมนุม แต่กลับโดนแจ้งข้อหาด้วย

อ่านประมวลสถานการณ์การชุมนุม  #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร

อ่านภาพรวมการชุมนุม ประมวล #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร การชุมนุมที่ปักหมุดใหม่ให้ประวัติศาสตร์