15 ธ.ค. 2563 เวลาประมาณ 9.00 น. ที่ศาลจังหวัดนครพนม อิศเรศ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊ก ซึ่งถูกจับเมื่อเดือนกันยายน 2563 ตามหมายจับของศาลจังหวัดนครพนมที่ออกในปี 2559 มาศาลเพื่อรายงานตัวตามสัญญาประกันในชั้นสอบสวน เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งให้ทราบว่า พนักงานอัยการจังหวัดนครพนมได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2563 และให้อิศเรศพร้อมทนายความไปที่ศูนย์คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา 

ศาลได้อธิบายคำฟ้อง และสิทธิของจำเลย จากนั้นได้ถามอิศเรศว่ามีทนายหรือยัง ประสงค์จะให้ศาลแต่งตั้งทนายว่าความให้หรือไม่ อิศเรศแถลงว่าได้แต่งตั้งทนายแล้ว ศาลจึงถามว่า เบื้องต้นจำเลยประสงค์จะให้การอย่างไร อิศเรศให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เนื่องจากการกระทำของตนไม่เป็นความผิดตามคำฟ้องของโจทก์ ศาลได้นัดอิศเรศมาศาลเพื่อถามคำให้การอีกครั้งในวันที่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 9.00 น.

ต่อมา ศาลพิจารณาคำร้องขอประกันตัวที่ทนายความได้ยื่นต่อศาล โดยใช้ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและโฉนดที่ดินในวงเงินรวม 150,000 บาท วางเป็นหลักประกัน ซึ่งเป็นหลักประกันเดิมที่อิศเรศได้วางไว้ในการยื่นขอประกันตัวในชั้นสอบสวน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันโดยใช้หลักประกันเดิม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในวันนี้มีการประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ ทำให้ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นนายประกันให้อิศเรศเดินทางมาเซ็นสัญญาประกันได้ในช่วงบ่าย ระหว่างนั้นอิศเรศถูกควบคุมตัวอยู่ที่ห้องรอประกัน และได้รับการปล่อยตัวในเวลาประมาณ 13.30 น.

คำฟ้องที่พนักงานอัยการจังหวัดนครพนมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอิศเรศ ระบุพฤติการณ์แห่งคดีดังนี้

ขณะเกิดเหตุในคดีนี้และในปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุข โดยขณะเกิดเหตุคดีนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้สวรรคต ทำให้ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ว่างลง มีพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารเป็นองค์รัชทายาท (ปัจจุบันเป็นในหลวงรัชกาลที่ 10) ซึ่งประกอบขึ้นเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้พิมพ์ข้อความลงในเฟซบุ๊กชื่อ “ชาตินักรบ เสือสมิง” ซึ่งเป็นของจำเลย ด้วยข้อความว่า “ได้โปรดอย่าตอแหลอีกเลย…ครัช เปิดออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ พวกมึงต่อรองอะไรกัน ผมฝากพวกโลกสวยหัวกล้วยทั้งหลายศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 23 และ 24 ให้หัวสมองโล่งหน่อยนะครับว่า ทำไมจึงยังไม่ประกาศ รัชกาลที่ 10.. การเมืองเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนเก็บขยะครับ อย่าบ้องตื้นหลาย… เกิน 24 ชม.ไม่แต่งตั้งกษัตริย์ก็คือศึกชิงบัลลังก์” ซึ่งข้อความดังกล่าวหมายถึงจะไม่มีรัชกาลที่ 10 เพราะตกลงกันไม่ได้และจะมีศึกชิงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียต่อราชวงศ์จักรี อันเป็นการดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระราชินี รัชทายาท เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและอาจนำไปสู่การเสื่อมศรัทธาต่อราชวงศ์จักรีและสถาบันพระมหากษัตริย์และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จำเลยได้โพสต์ข้อความดังกล่าวในเฟซบุ๊กของจำเลยอันเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทย

การกระทำของจำเลยถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 มาตรา 14

การกระทำที่เป็นเหตุในการดำเนินคดีจนกระทั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลเกิดขึ้นในช่วงหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 9  โดยอิศเรศถูกศาลจังหวัดนครพนมออกหมายจับในวันที่ 18 ต.ค. 2559 ซึ่งบรรยากาศในขณะนั้น นอกจากเต็มไปด้วยความความโศกเศร้าอาลัยของประชาชนแล้ว ยังตามมาด้วยความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเองในประเด็นการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จนเกิดการ “ล่าแม่มด” ตลอดจนการจับกุมดำเนินคดีประชาชนด้วยมาตรา 112 อย่างเข้มข้น ในช่วงเวลาราว 1 เดือน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แถลงข่าวว่า มีผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 จำนวน 27 คดี 

อย่างไรก็ตาม พบว่าคดีเหล่านี้บางคดีศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง บางคดีศาลเปลี่ยนไปลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 

อิศเรศถูกจับกุมอย่างเงียบๆ หลังเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมที่สนามหลวงเมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 2563 เขาให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เขาบวชเป็นพระอยู่หลายปี หลังจากสึกออกมาราวปลายปี 59 ก็ทำสวนยางและรับจ้างก่อสร้าง เพิ่งตัดสินใจเดินทางมาร่วมชุมนุมพร้อมเพื่อนที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เขาถูกตํารวจรถไฟจับกุมขณะกำลังเดินทางกลับนครพนมหลังการชุมนุมยุติลง โดยขณะรถไฟจอดที่นพวงศ์แถวสามเสน ตำรวจรถไฟได้ขึ้นมาตรวจบัตรประชาชนของทุกคน เมื่อมาถึงเขาและทราบว่าเขาชื่ออิศเรศ ตำรวจก็แสดงหมายจับของศาลจังหวัดนครพนม ข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และจับกุมนำไปควบคุมตัวที่ป้อมตำรวจ ก่อนประสานงานให้ตำรวจ สน.นพวงศ์ มารับตัวไป 

หลังตำรวจนำตัวไปทำบันทึกจับกุมและขังไว้ที่ สน.นพวงศ์ ได้ประสานไปที่ สภ.เมืองนครพนม ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นตำรวจให้เขาใช้โทรศัพท์ของตำรวจติดต่อแจ้งญาติได้ เช้าวันต่อมา ตำรวจ สภ.เมืองนครพนม เดินทางมารับตัวอิศเรศที่ สน.นพวงศ์ ควบคุมตัวเดินทางด้วยรถยนต์ถึง สภ.เมืองนครพนม ในช่วงค่ำ ขังไว้ 1 คืน ก่อนนำตัวมาสอบปากคำในเช้าวันที่ 22 ก.ย. 2563 โดยมีแม่และพี่สาว พร้อมทั้งทนายความซึ่งตำรวจจัดไว้ให้เข้าร่วมการสอบสวน ในชั้นสอบสวนอิศเรศให้การรับสารภาพ ต่อมา เมื่อพนักงานสอบสวนนำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดนครพนมเพื่อฝากขัง และอิศเรศถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำจังหวัดนครพนม 1 คืน เย็นวันต่อมาอิศเรศก็ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ หลังพี่สาวยื่นประกันตัว 

อิศเรศเปิดเผยภายหลังได้รับการปล่อยตัวว่า เขาคิดว่าที่อัยการฟ้องเพราะเป็นช่วงที่รัฐบาลกำชับให้ใช้มาตรา 112 แต่ก็ไม่เป็นไร เขาพร้อมสู้คดี

นับได้ว่า กรณีของอิศเรศเป็นกรณีแรกที่มีการจับกุมและฟ้องคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังจากไม่มีการดำเนินคดีในข้อหานี้มาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี โดยการจับกุมเกิดขึ้นก่อนที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2563 ประกาศบังคับใช้กฎหมาย ทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมทางการเมือง ซึ่งนำมาสู่การนำมาตรา 112 มาใช้เป็นระลอกใหม่เพื่อดำเนินคดีแกนนำและผู้ชุมนุมอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่า การฟ้องคดีอิศเรศเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ ตามแถลงการณ์ดังกล่าว