ปอท.แจ้งข้อหาม.112 เพนกวิน-รุ้ง กรณีโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ มี “สุเฑพ-ดี้ นิติพงษ์” กล่าวหา

วันนี้ (9 ธ.ค. 2563) เวลา 13.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ และรุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 ในคดีที่มีสุเฑพ ศิลปะงาม และนิติพงษ์ ห่อนาค แจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ จากกรณีเพนกวินโพสต์-รุ้งแชร์ ข้อความเนื้อหาเกี่ยวกับจดหมายถึงกษัตริย์ 

พ.ต.ท.นิติธร เดชระพีร์ และ ร.ต.อ.ปิยวัฒน์ ปรัญญา พนักงานสอบสวน เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาต่อ พริษฐ์ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 63 นายสุเฑพ ศิลปะงาม ได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ ผู้ใช้บัญชีเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak” กรณีโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 63 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเขียนจดหมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ย้ำข้อเรียกร้อง 3 ข้อเรียกร้อง ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ตามข้อเรียกร้อง 10 ข้อ

ส่วนบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของปนัสยา พนักงานสอบสวนทั้งสองแจ้งว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 63 นายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือ “ดี้” ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ “Panusaya Sithijirawattanakul” เหตุจากบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้แชร์โพสต์เฟซบุ๊กจากเพจ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ซึ่งโพสต์เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 63 โดยเป็นโพสต์ข้อความเกี่ยวกับราษฎรสาส์นถึงกษัตริย์ ยืนยัน 3 ข้อเรียกร้องของราษฎร คือ เรียกร้องให้ประยุทธ์ จันทร์โอชาลาออก, แก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 

ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของทั้งสองคนระบุคล้ายคลึงกันว่า มีข้อความ 2 ส่วนในโพสต์ดังกล่าวที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ 

อีกทั้งในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของพริษฐ์ ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อความที่มีเนื้อหาเป็นการกล่าวหา ใส่ความรัชกาลที่ 10 มีลักษณะเป็นการดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์ และมีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาอ่าน เกิดความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชังพระมหากษัตริย์ และสถาบักษัตริย์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) 

ในขณะที่ของปนัสยา ระบุว่า “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และเผยแพร่ส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์” อันเป็นความผิดตามมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (5) ประกอบ 14 (3) 

ทั้งสองคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยขอยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในวันที่ 22 ม.ค. 64 ทั้งสองปฏิเสธจะลงลายมือชื่อในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา โดยระบุในการบันทึกว่า “ไม่ขอลงลายมือชื่อ เพราะไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการศักดินา และมาตรา 112” จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ให้ปล่อยตัวทั้งสองคนไป โดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ และไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 63 ทางกลุ่มประชาชนปลดแอกได้จัดการชุมนุม #ราษฎรสาส์น ให้ประชาชนร่วมกันเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ และมีการเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปใกล้พระบรมมหาราชวัง เพื่อส่งจดหมาย ทำให้นักกิจกรรมมีการเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อยืนยันข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. 63 เป็นต้นมา ที่แกนนำนักกิจกรรมเริ่มได้รับหมายเรียกในข้อหาตามมาตรา 112 พบว่ามีการออกหมายเรียกในข้อหานี้จำนวนอย่างน้อย 11 คดี และมีผู้ถูกออกหมายเรียก 23 รายแล้ว ในส่วนพริษฐ์ถูกออกหมายเรียกข้อหานี้แล้วจำนวน 7 คดี ส่วนปนัสยาถูกออกหมายเรียกจำนวน 4 คดีแล้ว

ขณะเดียวกันการบังคับใช้ข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ที่ผ่านมา ยังมีปัญหาประการสำคัญ คือเปิดช่องให้ใครก็ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยไม่ต้องเป็นผู้เสียหายเองเหมือนกับข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา แม้จะมีกระบวนการกลั่นกรองในชั้นตำรวจและอัยการ แต่ก็พบว่ากฎหมายมาตรานี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้กลุ่มฝ่ายการเมืองต่างๆ นำไปใช้กล่าวหากลั่นแกล้งกันไปมา และทำให้เกิดคดีจำนวนมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา