สมาชิก ‘อุตรดิตถ์ปลดแอก’ ถูกตร.ติดตามคุกคามต่อเนื่อง หลังจัดกรวดน้ำอาลัยจนท.ฉีดสารเคมี

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับการเปิดเผยจาก “เอกรัฐ” (นามสมมติ) อายุ 29 ปี สมาชิกของกลุ่มอุตรดิตถ์ปลดแอก ว่าภายหลังเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 63 ทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมยืนสงบนิ่ง และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ เขาได้ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามถึงบ้านของแฟนและโทรศัพท์หาคนในครอบครัว ทั้งช่วงก่อนและหลังกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามห้ามไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมือง

เอกรัฐระบุว่าตนไม่ใช่คนจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่มาอาศัยอยู่กับแฟนในอำเภอลับแล และช่วยเหลืองานในองค์กรที่ทำงานด้านสาธารณประโยชน์ ก่อนหน้านี้ทางกลุ่มอุตรดิตถ์ปลดแอก ได้เคยจัดชุมนุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 63 บริเวณริมแม่น้ำน่าน ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุมบริเวณแยกปทุมวัน ในกรุงเทพฯ โดยเอกรัฐเป็นหนึ่งในทีมงานผู้จัดด้วย

 

ภาพการชุมนุมที่ริมน้ำน่าน จ.อุตรดิตถ์ วันที่ 17 ต.ค. 63 (ภาพจากเพจอุตรดิตถ์ปลดแอก)

 

หลังกิจกรรมนั้นไม่นาน เอกรัฐระบุว่าได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบในอำเภอลับแล เดินทางมาที่บ้านแฟนของเขา โดยมาสอบถามกับพ่อแม่ของแฟน แต่ตอนนั้นเขาและแฟนไม่ได้อยู่บ้าน จึงไม่ได้พบเจ้าหน้าที่

หลังจากนั้นประมาณช่วงสิ้นเดือนตุลาคม ยังได้มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 1 นาย ระบุว่ามาจากสภ.เมืองอุตรดิตถ์ เดินทางมาที่บ้านของแฟนเอกรัฐอีก โดยคราวนี้ได้มาในช่วงค่ำระหว่างเขากับเพื่อนรับประทานอาหารกันอยู่ และได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง และมีการกล่าวเตือนเขาในลักษณะว่าให้ระมัดระวังในการไปร่วมหรือทำกิจกรรม คิดให้ดีๆ ก่อนทำอะไร

จนกระทั่งเมื่อมีเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่บริเวณรัฐสภาในกรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่มีการฉีดน้ำแรงดันสูง พร้อมผสมสารเคมี และใช้แก๊สน้ำตาต่อผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 63 ทำให้ทางกลุ่มอุตรดิตถ์ปลดแอกได้ตกลงกันจัดกิจกรรมคัดค้านการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ในลักษณะดังกล่าว โดยนัดหมายร่วมกันยืนสงบนิ่ง และกรวดน้ำอุทิศ​ส่วนบุญกุศลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้กลับตัวกลับใจ ไม่ทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม โดยนัดหมายพบกันที่หน้าอนุสาวรีย์​พระยาพิชัยดาบหัก ในวันที่ 18 พ.ย. 63

แต่ช่วงเช้าวันที่ 18 พ.ย. ได้มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ รวม 3 นาย เดินทางมาที่บ้านแฟนของเอกรัฐอีก และสอบถามถึงเขา โดยมีการเตือนคนที่บ้านว่าจะทำอะไร ขอให้ระมัดระวังตัว ให้คิดให้ดีๆ เพราะเห็นว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน จึงมาเตือนก่อน ตำรวจยังพูดถึงการโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของแฟนของเอกรัฐ ว่าเห็นโพสต์ต่างๆ เรื่องการเมือง ขอให้ระวัง เพราะจะส่งผลกระทบถึงการสมัครงาน จึงเข้าใจว่าได้มีเจ้าหน้าที่มาติดตามเฟซบุ๊กของทั้งคู่ด้วย

จากนั้นในช่วงบ่าย ยังมีบุคคลอ้างเป็นตำรวจ โทรศัพท์ไปหาแม่ของแฟนเอกรัฐ บอกว่าไม่อยากให้ลูกไปร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะจะส่งผลกระทบต่องาน จึงสร้างความกลัวให้กับแม่ จึงพยายามโทรมาห้ามไม่ให้ทั้งเอกรัฐและแฟนไปร่วมการชุมนุม

ต่อมาราว 13.00 น. ทางทีมผู้จัดได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่สภ.เมืองอุตรดิตถ์ เพื่อขอใช้สถานที่ที่หน้าอนุสาวรีย์​พระยาพิชัยดาบหัก เพื่อยืนสงบนิ่ง ไม่ใช่การจัดชุมนุม แต่ตำรวจอ้างว่าจะเข้าข่ายเป็นการชุมนุม ขอให้แจ้งการชุมนุมไว้ ทางผู้จัดจึงยินยอมแจ้งการชุมนุมเอาไว้ ในการเข้าไปในสถานีตำรวจ ทีมผู้จัดยังมีการใส่เสื้อกันฝน สวมแว่นตากันน้ำ และถือตุ๊กตาเป็ดเหลืองเข้าไปด้วย ทำให้ทางตำรวจพยายามอ้างความเป็นสถานที่ราชการในการแต่งกายเข้ามาภายในสถานีด้วย

นอกจากนั้น ทางผู้จัดยังพยายามสอบถามตำรวจ เรื่องการไปติดตามคุกคามที่บ้านแฟนของเอกรัฐ เจ้าหน้าที่ก็ระบุว่าไม่รู้และไม่ทราบ อ้างว่าอาจจะเป็นการดำเนินการของหน่วยงานอื่น ทางทีมผู้จัดจึงยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ควรไปหาใครที่บ้านอีก ถ้าไม่ได้มีการนัดหมาย

กิจกรรมในเย็นวันดังกล่าว ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบมากกว่า 30 นาย  ติดตามจับตากิจกรรม โดยเอกรัฐทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ของจังหวัดมาติดตามจับตาด้วย โดยทีมผู้จัดใส่ชุดกันฝน ถือตุ๊กตาเป็ดสีเหลือง และเตรียมขวดน้ำไปให้ผู้เข้าร่วมสำหรับกรวดน้ำด้วย กิจกรรมมีการยืนสงบนิ่ง พร้อมกับชูสามนิ้วระหว่างเคารพธงชาติ ก่อนจะกรวดน้ำร่วมกัน เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการขัดขวางกิจกรรม

 

ภาพจากมติชนออนไลน์
ภาพจากเพจอุตรดิตถ์ปลดแอก

ภาพกิจกรรมที่ลานอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก และบทกรวดน้ำที่แจกจ่ายผู้เข้าร่วมกิจกรรม

 

หลังจากการจัดงาน ในวันที่ 19 พ.ย. ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจากสภ.ลับแล แวะเวียนมาที่บ้านแฟนของเอกรัฐอยู่อีก โดยได้มาพบกับยาย และกล่าวเตือนในลักษณะเดิมๆ ว่าอยากให้เขากับแฟนหยุดการเคลื่อนไหว เพราะจะส่งผลกระทบต่อครอบครัวและการงาน

นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่อ้างเป็นตำรวจโทรศัพท์ติดต่อมาที่แม่แฟนของเอกรัฐหลายครั้ง กล่าวในลักษณะเดิมว่าไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหว โดยเจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยโทรศัพท์มาหาตนกับแฟนเองเลย เอกรัฐระบุว่าหากเจ้าหน้าที่ยังไม่หยุดติดตามคุกคาม ก็จะเดินทางไปสอบถามที่สถานีตำรวจต่อไป