เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ทนายความยื่นคำร้องต่อขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษ และออกหมายปล่อยทั้งหมด 5 คดี ได้แก่ คดีของ “มานี” เงินตา คำแสน, “จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง และ “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา สามผู้ต้องขังการเมือง กรณีชุมนุมเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังคดีการเมืองหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ และในวันนี้ (1 ต.ค. 2569) ทนายความได้ยื่นคำร้องในคดีของ พิชัย (สงวนนามสกุล) และ “พีรพงศ์” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังทางการเมืองจากกรณีขว้างระเบิดปิงปองในการชุมนุมทะลุแก๊ซ เนื่องจากเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8
ล่าสุดศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งในคดีดูหมิ่นศาลฯ ของ “จินนี่” จิรัชยา ว่าให้รอให้รอการพิจารณาไว้ เมื่อรับหนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการเสริมสังคมสันติสุข ในขณะที่คดีมาตรา 112 และดูหมิ่นศาลฯ ของ “มานี” เงินตา และ “ขุนแผน” เชน มีคำสั่งให้ส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา ส่วนคดีดูหมิ่นศาลฯ ของ “มานี” เงินตา และ “จินนี่” จิรัชยา รวมถึงคดีของพิชัยยังไม่มีคำสั่งแต่อย่างใด
.
ย้อนไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวและแก้ไขการบังคับโทษของผู้ต้องขัง 5 ราย ได้แก่ “ขุนแผน” เชน, “มานี” เงินตา, “จินนี่” จิรัชยา, พิชัย และ “พีรพงศ์” แต่พบว่าศาลอาญากรุงเทพใต้มีแนวทางให้ส่งคำร้องทั้งหมดไปให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้วินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกา หรือคดีสิ้นสุดแล้ว ส่งผลให้การสั่งปล่อยตัวผู้ต้องขังหรือยุติคดีล่าช้าลง
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีหนังสือจากศาลฎีกาลงวันที่ 10 ก.ย. 2569 กำหนดแนวทางให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจสั่งยุติคดีได้ทันที หากมีข้อเท็จจริงเพียงพอและชัดเจน โดยไม่ต้องรอให้คณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยชี้ขาด พบว่าศาลอาญากรุงเทพใต้เริ่มมีคำสั่งจำหน่ายคดีข้อหาที่ได้รับนิรโทษกรรม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น 1 คดี คือ คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน แต่สำหรับคดีอื่นที่มีคำสั่งก่อนหน้าว่าให้ส่งคณะกรรมการฯ วินิจฉัย ไม่พบว่ามีการเพิกถอนคำสั่งหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่อย่างใด
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 และวันที่ 1 ต.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษ และออกหมายปล่อยตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เป็นครั้งที่สอง พร้อมอ้างอิงถึงหนังสือจากศาลฎีกาและศาลยุติธรรม และคดีอื่น ๆ ที่ศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งจำหน่ายคดี รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังรายอื่นที่ได้รับนิรโทษกรรมแล้ว
นอกจากนั้นคำร้องทุกฉบับระบุว่าทุกคดีเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 7 เนื่องจากเหตุการณ์อยู่ในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด และเป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังคดีการเมือง จึงถือว่ามีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และเมื่อคดีเข้าหลักเกณฑ์อย่างชัดแจ้ง ศาลต้องจำหน่ายคดีในข้อหาที่ได้รับนิรโทษกรรมทันทีตามมาตรา 8 โดยไม่ควรผลักอำนาจ ไปให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย
.
คดีที่ 1: “จินนี่” และ “มานี” คดีดูหมิ่นศาลฯ กรณีปราศรัยเรียกร้องสิทธิประกันตัว “บุ้ง – ใบปอ” หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2565
คดีของ “จินนี่” จิรัชยา และ “มานี” เงินตา คำแสน ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นศาลฯ จากกรณีปราศรัยวิจารณ์การทำงานของศาลระหว่างกิจกรรมเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของ “บุ้ง-ใบปอ” หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2565
คดีนี้ถูกฟ้องในข้อหา “ดูหมิ่นศาล” ตามมาตรา 198, “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามมาตรา 326, 328 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคนละ 6 เดือนเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2568 ปัจจุบันสถานะทางคดีถึงที่สุดแล้ว โดยทั้งสองรับโทษในคดีนี้ครบแล้ว แต่ยังถูกขังต่อในคดีอื่นที่ศาลสั่งให้นับโทษต่อจากคดีนี้ ซึ่งทุกข้อกล่าวหาอยู่ในบัญชีท้ายที่ได้รับการนิรโทษกรรม ในคำร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องคำพิพากษา และให้ลบประวัติอาชญากรรม
ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งจากศาล
.
คดีที่ 2: “จินนี่” จิรัชยา คดีดูหมิ่นศาลฯ กรณีปราศรัยเรียกร้องสิทธิประกันตัว “ไบรท์” ชินวัตร หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2565
คดีนี้เป็นของ “จินนี่” จิรัชยา ซึ่งถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2565 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาว่ามีความผิดฐาน “ดูหมิ่นศาล” ตามมาตรา 198, “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามมาตรา 326, 328 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปัจจุบันสถานะทางคดีถึงที่สุดแล้ว แต่ยังถูกขังต่อในคดีอื่นที่ศาลสั่งให้นับโทษต่อจากคดีนี้
จากการติดตามเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า “ให้รอการพิจารณาไว้ เมื่อได้หนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการเสริมสังคมสันติสุข”
.
คดีที่ 3: “มานี” และ “ขุนแผน” คดี ม.112 – ดูหมิ่นศาลฯ กรณีร่วมกิจกรรม “ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก” หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เรียกร้องสิทธิประกันตัวบุ้งและใบปอ
คดีของ “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา และ “มานี” เงินตา คำแสน คดีมาตรา 112 และดูหมิ่นศาลฯ (เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมบางข้อกล่าวหา) จากการร่วมกิจกรรม “ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก” หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เรียกร้องสิทธิประกันตัวบุ้งและใบปอ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2565
เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2567 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี, ฐานร่วมกันดูหมิ่นศาลฯ จำคุกคนละ 2 ปี, ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำคุกคนละ 2 ปี และฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 200 บาท รวมโทษจำคุกคนละ 7 ปี ปรับคนละ 200 บาท ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากให้การรับสารภาพ คงจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน ปรับ 100 บาท โดยไม่รอลงอาญา
ทั้งนี้ จากการติดตามเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า “คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาคำร้อง”
.
คดีที่ 4: “พิชัย” คดีชุมนุมทะลุแก๊ซปี 2564 ถูกดำเนินคดีจากกาขว้างระเบิดปิงปองใส่รถยนต์สายตรวจที่แยกราชประสงค์
พิชัย (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดจากการชุมนุมทะลุแก๊ซ ซึ่งถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2568 เป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็มแล้ว กรณีร่วมกันพกพาและขว้างระเบิดปิงปองใส่รถยนต์สายตรวจ สน.ลุมพินี ที่แยกราชประสงค์ ในช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส เมื่อเช้าวันที่ 4 ต.ค. 2564
พิชัยถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ในข้อหาตามมาตรา 138, 140, 221, 295, 296, 370, 371, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และพ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา
ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งจากศาล
.
คดีที่ 5: “พีรพงศ์” คดีชุมนุมทะลุแก๊ซปี 2564 ถูกดำเนินคดีจากการขว้างระเบิดปิงปองใส่ตู้ไฟจราจรแยกอโศกมนตรี
“พีรพงศ์” ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าขว้างระเบิดปิงปองใส่ตู้ควบคุมสัญญาไฟจราจรบริเวณแยกอโศกมนตรี ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ11ตุลา64 ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 221, 358, 371, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา เขาถูกคุมขังหลังศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 2 ปี 4 เดือน 15 วัน ปัจจุบันถูกขังมาแล้ว 1 ปี 7 เดือนเศษ
ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งจากศาล
.
ทั้งนี้ หากศาลมีคำสั่งตามคำร้องดังกล่าว ผู้ต้องขังทั้งสามรายจะได้รับการปล่อยตัว หรือใกล้ครบกำหนดโทษ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- เงินตา มีโทษจำคุกรวมประมาณ 4 ปี หากข้อหาที่เข้าเกณฑ์สิ้นผลไปตามการถูกนิรโทษกรรม จะเหลือโทษ 1 ปี 6 เดือนตามมาตรา 112 ซึ่งเธอถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2567 รวมกว่า 2 ปี 2 เดือน ซึ่งเกินกำหนดโทษแล้ว จึงควรได้รับการปล่อยตัวทันที
- ขุนแผน มีโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน หากข้อหาที่เข้าเกณฑ์สิ้นผลไปตามการถูกนิรโทษกรรม จะเหลือโทษ 1 ปี 6 เดือนตามมาตรา 112 ขณะที่ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2567 รวมกว่า 2 ปี 2 เดือน ซึ่งเกินกำหนดโทษแล้ว จึงควรได้รับการปล่อยตัวทันที
- จิรัชยา มีโทษจำคุกรวมประมาณ 3 ปี หากคดีสิ้นผลไปตามการถูกนิรโทษกรรม จะเหลือโทษจำคุก 2 ปี ในคดีอื่นของศาลอาญาตามมาตรา 112 ซึ่งเธอถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2568 รวมกว่า 1 ปี 8 เดือนแล้ว เหลืออีกสองเดือนจะครบกำหนดโทษ และมีสิทธิได้รับการพักโทษตามกฎหมาย
- พิชัย มีโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน หากคดีสิ้นผลไปตามการถูกนิรโทษกรรม จะได้รับการปล่อยตัวทันที
- พีรพงศ์ มีโทษจำคุก 2 ปี 4 เดือน 15 วัน หากคดีสิ้นผลไปตามการถูกนิรโทษกรรม จะได้รับการปล่อยตัวทันที
.
การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าที่ยังไม่เป็นบรรทัดฐาน ทำให้ผู้เข้าเกณฑ์ยังถูกคุมขังต่อเนื่องอยู่ในเรือนจำโดยแต่ละศาลก็มีแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน บางศาลจำหน่ายคดีทันที โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ศาลอาญามีคำสั่งตามมาตรา 8 วรรคสอง ให้การคุมขังผู้ต้องขัง 3 คนสิ้นสุดลงและปล่อยตัวทันที ได้แก่ ประวิตร,คเชนทร์ และขจรศักดิ์ แต่บางคดีของศาลอาญากรุงเทพใต้กลับให้รอคณะกรรมการฯ และยังคงถูกคุมขังอยู่
