เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2569 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในระหว่างการพิจารณาคดีข้อหาตามมาตรา 112, มาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ จากกรณีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563 หลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวไปก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 26 ก.ย. 2569 ให้ “ยกคำร้อง” โดยเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว เนื่องจากข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำของจำเลยตามฟ้องนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์และความแตกแยกในสังคม กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยมาแล้ว คำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
ก่อนที่ในวันนี้ 30 ก.ย. 2569 คดีของอรรถพล ในกรณีปราศรัยที่อำเภอภูเขียว ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี ทำให้เขาต้องรับโทษในคดีที่ถึงที่สุดดังกล่าวแล้ว
.
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอรรถพลระหว่างพิจารณาคดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เป็นครั้งที่ 6 ทว่าในช่วงเย็นของวันเดียวกันศาลมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา” ส่งผลให้ครูใหญ่ที่ยังคงไม่เห็นพ้องกับคำสั่งดังกล่าว ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ในเวลาต่อมา
คำร้องอุทธรณ์ครั้งนี้ระบุว่า เหตุที่ “ครูใหญ่” ถูกคุมขังเกิดจากการยื่นถอนประกันตนเองด้วยความสมัครใจ มิใช่การหลบหนีหรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขของศาล และในคดีมาตรา 112 ของศาลจังหวัดภูเขียว ศาลฎีกาก็มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวและออกหมายปล่อยแล้ว อีกทั้งเดิมทีครูใหญ่เคยได้รับการประกันตัวในคดีนี้เช่นเดียวกับจำเลยรายอื่น ๆ ดังนั้น “การที่จำเลยที่ 7 ต้องถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาต่อไปในขณะที่จำเลยรายอื่นในคดีเดียวกันซึ่งมีพฤติการณ์อย่างเดียวกันกลับได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติที่กระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 7 และกระทบต่อสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”
การพิจารณาสั่งคำร้องขอประกันตัวย่อมต้องกระทำเป็นรายบุคคล โดยไม่อาจนำพฤติการณ์ของจำเลยรายอื่นมาพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยอีกรายได้ มิฉะนั้นเท่ากับให้จำเลยต้องรับผลร้ายจากการกระทำของบุคคลอื่น และเป็นการนำข้อกล่าวหาที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์มาลงโทษไว้ล่วงหน้า อันขัดต่อหลักความรับผิดเฉพาะตัวในทางอาญาและการตีความข้อยกเว้นสิทธิประกันตัวโดยเคร่งครัด
นอกจากนี้ ท้ายคำร้องยังระบุว่า หากศาลเห็นควรกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวให้สอดคล้องกับคำสั่งศาลฎีกาในคดีของศาลจังหวัดภูเขียว จำเลยก็ยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไข
ต่อมาวันที่ 26 ก.ย. 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำของจำเลยที่ 7 กับพวกตามฟ้องนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์และความแตกแยกในสังคม กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่ 7 จะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 7 ในระหว่างพิจารณามาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”
ผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้ครูใหญ่ยังคงถูกคุมขังต่อไป ซึ่งปัจจุบันเขาถูกคุมขังมานานกว่า 1 ปีแล้ว โดยคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ ทั้งนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้กำหนดนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 17-18 พ.ย., 8-9 ธ.ค. 2569, 11-12, 18-19 ก.พ. และ 23, 25, 26 มี.ค. 2570 พร้อมกำหนดนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 27, 29, 30 เม.ย. และ 6-7 พ.ค. 2570 โดยทั้ง “ครูใหญ่” อรรถพล และ “แอมป์”ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ที่ถูกคุมขังอยู่ จะถูกเบิกตัวมาศาลเพื่อเข้าร่วมการสืบพยานด้วย
ทั้งนี้ในคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมันนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ซึ่งเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ คงไว้เฉพาะข้อหาตามมาตรา 112 พร้อมสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกเลิกการส่งคำร้องให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
1 ปี หลังกำแพงของ“ไผ่-ครูใหญ่” สองผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ที่อิสรภาพยังคลุมเครือ
