เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 ทนายความเดินทางเข้าเยี่ยมพรชัย วิมลศุภวงศ์ ผู้ต้องขังคดีตามมาตรา 112 หลังจากถูกย้ายจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ไปยังเรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากวันที่ 12 มิ.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง โดยอ้างว่าคดีของเขาถึงที่สุดแล้ว
พรชัยอายุ 42 ปีและในวันเกิดของเขาวันที่ 18 ก.ย. 2569 จะมีอายุครบ 43 ปี เป็นอีกปีที่เขาครบรอบวันเกิดในเรือนจำ พรชัยถูกพิพากษาจำคุกรวม 12 ปี ปัจจุบันถูกจำคุกมาแล้วมากกว่า 2 ปี 5 เดือน เขายังต้องถูกขังต่อไปอีก 9 ปีกว่า ซึ่งจะครบกำหนดโทษจำคุกในวันที่ 4 เม.ย. 2579
ในครั้งนี้ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนอนุญาตให้ทนายความเยี่ยมผู้ต้องขังได้ โดยให้ทำหนังสือชี้แจงเหตุและเอกสารที่จะเข้ามาพูดคุยกับผู้ต้องขังเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่ง
พรชัยออกมาด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ เหมือนเช่นเคย แต่ดูผอมลงและสีผิวเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในห้องมีแผ่นพลาสติดหนาที่เจาะรูกั้นห้องของทนายความกับผู้ต้องขังด้านใน ทำให้ไม่สามารถได้ยินเสียงชัดเจน การสื่อสารค่อนข้างลำบาก
เริ่มพูดคุยในประเด็นที่ว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ประกาศใช้แล้ว โดยยังมีคดีชุมนุมของเขา ที่ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และข้อหาอื่น ๆ ซึ่งค้างอยู่ในชั้นสอบสวนอีกประมาณ 2 คดี จะสามารถยื่นขอนิรโทษกรรมได้ โดยพรชัยจะมอบอำนาจให้ดำเนินการต่อไป แต่ในส่วนคดีมาตรา 112 ที่เขาถูกคุมขังอยู่ ก็ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากกฎหมายนี้
“ตอนนี้ผมชั้นเยี่ยมแล้วนะ” พรชัยแจ้งข่าวเรื่องชั้นนักโทษของตัวเอง เขาบอกว่าตอนนี้ได้ทำงานเป็นผู้ดูแลแดน 8 เวลาว่างก็ช่วยเหลือผู้ต้องขังคนอื่นเขียนหนังสือบ้าง ดูอุทธรณ์-ฎีกาสำหรับผู้ต้องขังที่ไม่มีเงินจ้างทนายความบ้าง
ที่ผ่านมาพรชัยยังไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ เนื่องจากประกาศอภัยโทษช่วงที่ผ่านมาจะต้องได้รับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือสำหรับเขาคือ 4 ปี เสียก่อน ทำให้เขายังไม่ได้รับการลดโทษใด ๆ
พรชัยเล่าว่าหลังจากย้ายมาเรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเรือนจำขนาดเล็กซึ่งมีตึกเรือนนอนตึกเดียวแต่มีปริมาณผู้ต้องขังเยอะเมื่อเทียบกับพื้นที่ ทำให้ความเป็นอยู่แออัดไม่ต่างจากเรือนจำที่เชียงใหม่มากนัก
แต่ที่แตกต่างกันคือพรชัยเห็นว่าการดูแลของเจ้าหน้าที่ที่นี่มีความเข้มงวดและดูแลทั่วถึง ทุกวันนี้พรชัยเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ เนื่องจากสังคมค่อนข้างเป็นมิตรกว่า เวลาว่างก็เล่นตระกร้อกับเพื่อนผู้ต้องขัง
อย่างไรก็ตามความสะอาดของน้ำ และการไม่มีระบบกรองน้ำที่ดีก็ยังคงเป็นปัญหา รวมทั้งปัญหาของเรือนจำที่อยู่ตามชายขอบก็มีปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ แม้แต่ลานตากผ้าที่เก่า หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ต้องขังใช้เยี่ยมญาติทางออนไลน์เสียหายแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการซ่อมหรือเปลี่ยน
พรชัยอยากให้รัฐมนตรียุติธรรมมาดูแลเรือนจำชายขอบบ้าง เพราะมีผู้ต้องขังยากจนหรือชาติพันธุ์จำนวนมาก การฝึกวิชาชีพเพื่อกลับสู่สังคมไม่ได้ประสิทธิภาพและวัตถุประสงค์ที่ผู้ต้องขังจะนำไปใช้ชีวิตได้ รวมถึงอยากให้ผู้ต้องขังมีพื้นที่แสดงออกทางความคิดมากกว่านี้
พรชัยเล่าต่อไปว่าเขาได้รับแว่นตาจากโครงการ Freedom Bridge จากเรือนจำจังหวัดเชียงใหม่แล้ว แต่เขาเองทำตกหายระหว่างเดินทางมาที่แม่ฮ่องสอน เขาเสียดายมาก ๆ เพราะแว่นตาแข็งแรง มีผ้าเช็ดและกล่องใส่ แต่ปัจจุบันซื้อแว่นตาราคาถูกใช้เองแล้ว
พรชัยคิดว่าหลายปัญหาในเรือนจำถ้าหากเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีเสรีภาพในการแสดงออก เปิดกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะนักโทษทางความคิดจะทำให้หลายปัญหาได้รับการแก้ไข เรือนจำทั่วประเทศจะดีขึ้นได้
พรชัยทิ้งท้ายว่า “ที่ผ่านมา 2 ปี 8 เดือน ซึ่งมันรู้สึกนานมาก ๆ สำหรับคนที่อยู่ข้างใน ยังมีความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมสักวันหนึ่งและได้กลับบ้าน ฝากความหวังไปถึงรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด การอยู่ในกรงนี้มันเหนื่อยมาก ผมเหนื่อยมาก ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอาจจับไข้ไปแล้ว ฝากถึงผู้ต้องขังทางความคิดเช่นเดียวกับผมว่า ไม่มีอะไรทำลายความหวังได้”
.
| สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงพรชัย “ฝากถึง พรชัย วิมลศุภวงศ์ แดน 8 เรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน 200 ตำบลปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58000” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ถึงผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
ย้อนอ่านเรื่องราวชีวิตของพรชัย การต่อสู้ของ “พรชัย”: จากคนบนดอย คนจร พ่อค้า ผู้ชุมนุม และผู้ถูกดำเนินคดี ม.112
.
