เมื่อวันที่ 14 ม.ค. และ 16 ม.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “แม็กกี้” อดีตคนทำงานฟรีแลนซ์ในโรงแรม ผู้มีความหลากหลายทางเพศ วัย 28 ปี ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม การเข้าพบแม็กกี้ครั้งนี้ เป็นการแจ้งข่าวร้ายที่ไม่อยากมีใครเป็นผู้นำมาบอก กระทั่งเมื่อฟังข้อความที่แจ้งไป แม็กกี้เหม่อลอยและนิ่งอึ้งไปสักพัก น้ำตาเริ่มไหลออกมา ในขณะที่มาสคาร่าเปื้อนลงมาตามแก้ม อันเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้กับเวลาและระบบราชการ เพื่อให้ลูกคนหนึ่งที่ถูกจองจำอยู่ได้มีโอกาสส่งพ่อเป็นครั้งสุดท้าย
กระบวนการที่ผู้ต้องขังต้องการร่วมงานศพของคนในครอบครัว แม้ในทางออนไลน์ กลายเป็นความท้าทายที่ต้องผ่านหลายฝ่าย ตั้งแต่การยื่นคำร้อง การส่งเอกสารเข้าไปภายใน ไปจนถึงการประสานงานกับญาติเพื่อหาไอดีไลน์ สำหรับวิดีโอคอล ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะพิธีฌาปนกิจจะจัดในวันถัดไป
ในที่สุด แม็กกี้ก็ได้ร่วมพิธีศพของพ่อผ่านหน้าจอโทรศัพท์ เห็นพ่อเป็นครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปี ในสภาพที่ซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก และได้คุยกับญาติพี่น้องที่ไม่ได้พบกันนานวันแล้ว ทุกคนต่างดีใจที่ได้เห็นกัน ไม่มีใครพูดอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่ดี แม้จะเห็นเธออยู่ในชุดผู้ต้องขัง
แม็กกี้ยังคงเล่าถึงความทรงจำกับพ่อที่แม้จะไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนัก เพราะพ่อมักจะดุเมื่อเห็นเธอแต่งตัวเป็นผู้หญิง แต่พ่อก็ไม่เคยทำร้าย และยังคอยรับส่งเธอไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิง แม้กระทั่งครั้งหนึ่งเคยเอาดอกกล้วยไม้สีม่วงมาให้โดยไม่ได้พูดอะไร ทำให้เธอรู้สึกลึก ๆ ว่าพ่อรับเธอได้แล้ว ก่อนในท้ายที่สุด แม็กกี้จะกล่าวทิ้งท้ายด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “พ่อรักเรา แต่แค่ไม่ได้พูด”
________________________________________________________________________
วันที่ 14 ม.ค. 2569
วันที่ข่าวร้ายมาถึง พ่อของแม็กกี้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ กลายเป็นวันที่ทนายความรับภารกิจไปแจ้งข่าวสารนี้แก่แม็กกี้
ขณะยื่นเอกสารขออนุญาตเข้าเยี่ยมที่เรือนจำกลางคลองเปรม แดน 3 เมื่อเอ่ยถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับขั้นตอนการขออนุญาตของผู้ต้องขังในการออกไปร่วมงานศพของบิดา เจ้าหน้าที่แจ้งว่าผู้ต้องขังต้องเป็นคนเขียนคำร้องออกมาเอง จากนั้นถามว่า “ใช่คนที่ขอเข้าเยี่ยมหรือไม่” เมื่อทนายตอบว่าใช่ เจ้าหน้าที่ถามต่อว่า “เขารู้หรือยัง”
ทนายบอกว่าเพิ่งได้รับแจ้งข้อมูลเมื่อตอนเช้าจึงจะเข้ามาแจ้งข่าว และอยากทราบขั้นตอนหากจะให้แม็กกี้ได้ออกไปร่วมงานศพ เจ้าหน้าที่เช็คข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ระหว่างนั้นพูดว่า “จริง ๆ ข่าวแบบนี้ไม่อยากให้แจ้งให้กับผู้ต้องขังทราบเลย เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กลัวว่าผู้ต้องขังจะคิดสั้น”
เจ้าหน้าที่เช็คข้อมูลต่อ แล้วพูดว่า “คดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ โทษ 25 ปี แล้วงานศพอยู่จังหวัดไหน” เมื่อตอบถึงจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า “ขนาดรอบ ๆ เขตกรุงเทพ เขตปริมณฑล โทษ 10 ปี ทาง ผบ.ยังอนุญาตแค่ออนไลน์ในวันเผา ไม่รู้เคสนี้จะเป็นอย่างไร ทำเรื่องมาก่อน”
ก่อนเข้าเยี่ยม ทนายไปสอบถามเกี่ยวกับชั้นผู้ต้องขังของแม็กกี้ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าแม็กกี้อยู่ชั้นดีมาก และอธิบายเพิ่มว่าไม่ได้ปรับเป็น ‘ชั้นเยี่ยม’ เมื่อช่วงธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากในช่องคะแนนของแม็กกี้มีเฉพาะคะแนนความประพฤติ ไม่มีคะแนนใบประกาศ ซึ่งจะได้จากการอบรม 5 วัน เจ้าหน้าที่ฝากกำชับให้แจ้งแม็กกี้ว่า ถ้าทางเรือนจำมีกิจกรรมอบรมอะไรให้เข้าร่วมด้วย ไม่อย่างนั้นชั้นจะไม่เลื่อนขึ้น
หลังจากรอราวชั่วโมงครึ่ง แม็กกี้เดินออกมา วันนี้แม็กกี้แต่งหน้าสวย จนทนายคนอื่นที่รอเยี่ยมลูกความเช่นกันยังเอ่ยทัก จากนั้นทนายเริ่มต้นบอกว่า
“วันนี้เรามีเรื่องมาแจ้งแม็กกี้” “เป็นเรื่องซีเรียสเหรอแม่” “ใช่เป็นเรื่องซีเรียส” เมื่อได้ยินคำตอบ แม็กกี้แทบจะหุบยิ้มในทันที
“ให้ทำใจดี ๆ นะ แม่ส่งข่าวมาเมื่อเช้านี้ว่า พ่อของแม็กกี้เสียแล้ว เสียด้วยโรคมะเร็งตับ” เมื่อฟังข้อความที่แจ้งไป แม็กกี้เหม่อลอยและนิ่งอึ้งไปสักพัก ทนายสังเกตเห็นว่าเธอเริ่มน้ำตาไหล จึงบอกว่า ร้องไห้ออกมาได้เลย
แม็กกี้ปาดน้ำตาโดยไม่กลัวมาสคาร่าเปื้อน ราวกับไม่รับรู้หรือได้ยินประโยคก่อนหน้า แล้วก็ถามว่า “เสียด้วยโรคอะไร ทำไมไม่รู้เรื่องมาก่อน” ทนายแจ้งอีกครั้งว่าพ่อเสียด้วยโรคมะเร็งตับ ตอนนี้ทางบ้านคงกำลังวุ่นวายในการจัดการ ไม่แน่ใจว่าจะเผาวันไหน แต่น่าจะเพิ่งเสีย เพราะแม่ก็เพิ่งส่งข่าวมา และแม่ก็อยากให้แม็กกี้ได้ร่วมงานศพด้วย
ทนายบอกกับแม็กกี้ว่าผู้ต้องขังสามารถทำเรื่องขอออกไปงานศพได้ แต่ไม่แน่ใจว่าสภาพชุดที่จะใส่ไปหรือการควบคุมตัวจะเป็นอย่างไร แม็กกี้ตอบทันทีว่า “ถ้าออกไปได้ ก็ขอออกไป”
จากนั้นทนายปลีกตัวไปสอบถามเจ้าหน้าที่งานเยี่ยมถึงการจัดการเอกสารและขั้นตอนตาม ๆ แล้วกลับมาแจ้งข้อมูลให้แม็กกี้ทราบ แม็กกี้พยักหน้ารับ แต่แววตาดูเหม่อลอย ยังคงร้องไห้ ทนายเรียกชื่ออยู่ 2-3 ครั้ง แม็กกี้จึงค่อยเหมือนรู้สึกตัว
“ตอนนี้รู้สึกอะไรบ้าง อยากจะแชร์ไหม” แม็กกี้ยังไม่ได้ตอบในทันที เมื่อถามย้ำอีก แม็กกี้บอกว่า “รู้สึกเสียใจและช็อคมาก เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อป่วย ตอนที่แม่มาเยี่ยม แม่ก็ไม่เคยแจ้งข่าวอะไรว่าพ่อป่วยหนักขนาดนี้ ตอนนี้เป็นความรู้สึกที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แต่มันรู้สึกเศร้ามาก”
เมื่อเธอทราบขั้นตอน แม็กกี้จึงบอกว่าจะขอไปจัดการเรื่องขออนุญาตออกไปงานศพก่อน ทนายกล่าวให้กำลังใจ ขอให้แม็กกี้มีสติและเข้มแข็ง
หลังจากนั้นได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติ และต่อมาเพิ่งทราบจากญาติว่าจะมีการฌาปนกิจในวันที่ 15 ม.ค. 2569 ทำให้เจ้าหน้าที่คิดว่าคงทำเรื่องไม่ทันแล้ว เนื่องจากเป็นวันพรุ่งนี้แล้ว จึงพูดคุยว่าน่าจะต้องยื่นคำร้องเป็นการขอแบบออนไลน์แทน เจ้าหน้าที่จึงช่วยประสานงานแจ้งเรื่องแก่แม็กกี้ให้
ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่สอบถามว่าทางญาติผู้ต้องขังเคยทำเรื่องเยี่ยมผ่านไลน์หรือไม่ ถ้าเคย จะมีข้อมูลไอดีไลน์ ทนายตอบว่าไม่น่าจะเคย เพราะโทรศัพท์ที่มารดาของผู้ต้องขังใช้ ยังเป็นแบบกดเบอร์อยู่ ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านส่วนใหญ่ออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดไม่ได้อยู่ด้วยกันกับแม่ และปกติแม่ของผู้ต้องขังจะมาเยี่ยมใกล้ชิดโดยตรง เจ้าหน้าที่จึงให้ประสานหาไอดีไลน์ คนที่จะสามารถให้แม็กกี้วิดีโอคอลไปร่วมงานได้
จากนั้นเจ้าหน้าที่ของเรือนจำทั้งในส่วนงานทัณฑปฏิบัติ งานเอกสารและธุรการได้ช่วยกันดูแลการขออนุญาตในเรื่องให้ พร้อมกับนำใบมรณบัตรเข้าไปประกอบ เพื่อเร่งส่งให้ ผบ.ของเรือนจำอนุมัติทันวันรุ่งขึ้น ก่อนให้มาติดตามเรื่องอีกครั้ง
_____________________________________________________
วันที่ 16 ม.ค. 2569
ทนายเข้าเยี่ยมแม็กกี้อีกครั้งในช่วงบ่าย แม็กกี้เดินเข้าห้องเยี่ยมมาด้วยท่าทีนิ่ง ๆ เมื่อเจอทนายเธอยิ้มให้ วันนี้แม็กกี้แต่งหน้าโทนสีชมพู ทาปากสีชมพู นั่นทำให้ทนายใจชื้นขึ้นมาบ้างว่าน่าจะพอรับมือกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้
“เป็นยังไงบ้าง” แม็กกี้ยิ้มให้แล้วแจ้งว่า “โอเคนะแม่ เมื่อวานนี้ได้ส่งพ่อแล้ว ได้คุยกับคนเยอะมาก เจ้าหน้าที่เขาดูเตรียมการมากเลยแม่ เมื่อวานผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ขึ้นห้องไปหมดแล้ว เหลือแค่หนูที่อยู่ในห้องออนไลน์”
แม็กกี้ไล่เรียงเรื่องราวให้ฟังว่า “เมื่อวานมีเจ้าหน้าที่จากข้างนอกโทรหาข้างในช่วงเช้า ถามเรื่องว่าหนูส่งเอกสารหรือยัง ซึ่งหนูส่งออกไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แล้วก็มีเหมือนเจ้าหน้าที่มาบอกในแดนว่าให้เตรียมตัว จากนั้นเขาเบิกตัวหนูออกมาช่วงบ่าย 3 เพื่อนผู้ต้องขังในแดนขึ้นห้องหมดแล้ว
“แล้วช่วงบ่ายสามครึ่ง ก็มีการโทรไป โทรไปถึงสองครั้ง ครั้งแรกไม่มีคนรับ ตอนนั้นหนูเริ่มใจเสีย เพราะกลัวเจ้าหน้าที่จะไม่โทรซ้ำให้อีก แต่พอโทรครั้งที่ 3 ก็มีคนรับ ซึ่งไลน์ที่ใช้โทรเป็นของน้องชาย แต่น้องชายบวชอยู่ ทำให้ทางนั้นก็คงวุ่นวายพอสมควร พอรับสายหนูดีใจมาก ร้องไห้เลย
“จังหวะที่เปิดกล้อง เป็นขั้นตอนของการล้างหน้าพ่อด้วยน้ำมะพร้าว หนูมองเห็นพ่อเป็นครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปี พ่อดูตัวซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หนูไม่เคยเห็นพ่อในสภาพแบบนี้เลย แล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้ได้คุยกับครอบครัวไปเลย พิธีการที่วัดไม่นานมากพอล้างหน้าเสร็จ แม่ก็ให้ดูไปจนถึงตอนที่จะเผาพ่อ ตอนนั้นเรารู้สึกอยากกอดพ่อมาก อยากขอโทษ หนูคิดในใจว่าขอให้พ่อไปสู่สุคติ ขอให้พ่อไม่ต้องเจ็บปวดเพราะโรคอีกแล้ว”
แม็กกี้เล่าต่อว่า “บรรยากาศตอนพูดคุย ได้คุยกับญาติหลายคนมาก คุยกับป้า กับลูกสาวป้า ซึ่งตอนที่หนูออกจากบ้านมาน้องยังเป็นเด็กอยู่เลย เจออีกทีคือเป็นสาวแล้ว ป้าคนที่ได้คุยด้วยเป็นคนที่เลี้ยงหนูมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่หนูออกจากบ้านป้าน่าจะอายุประมาณ 50 ยังสาว แต่พอเจออีกทีป้าแก่ลงมาก หัวก็หงอก แล้วก็ได้คุยกับพี่ ๆ น้อง ๆ ผู้หญิงในหมู่บ้านที่เคยเล่นด้วยกันตั้งแต่ตอนเด็ก คือได้คุยหลายคนมาก แบบทุกคนเปลี่ยนมือกันถือโทรศัพท์ แล้วทักทายหนู”
“ตอนแรกรู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนกันว่า คนอื่นเห็นเราอยู่ในชุดนักโทษเขาจะรู้สึกยังไง จะว่าแม่เราหรือเปล่า แต่พอได้เริ่มบทสนทนาไม่มีใครพูดอะไรที่หนูรู้สึกไม่ดีเลย ทุกคนบอกคิดถึงหนู บางคนที่ไม่ได้เจอนานมากพอเห็นหน้าหนูถึงกับร้องไห้โดยเฉพาะป้า แล้วทุกคนดูดีใจที่ได้เจอหนู มันทำให้หนูรู้สึกโอเค ตอนนั้นไม่ได้คิดแล้วว่าใครจะว่าร้าย เพราะความรู้สึกตอนที่ได้คุย แล้วเห็นหน้าทุกคนมันดีใจมาก”
แม็กกี้บอกว่าเจ้าหน้าที่ได้ให้เวลาชั่วโมงนิด ๆ คือร่วมพิธีตั้งแต่ล้างหน้าพ่อ ฌาปนกิจ แล้วครอบครัวเดินทางกลับบ้าน
แม็กกี้บอกความรู้สึกว่า “ตอนแรกก็กังวล แต่ตอนคุยเสร็จแล้วกลับเข้าแดนไม่รู้สึกกังวลอะไรเลย ตอนเดินกลับแดนสบายใจ ได้ส่งพ่อ ได้คุยกับญาติพี่น้อง คุยกับคนที่รู้จักเรา เพราะเราไม่คิดว่าบรรยากาศมันจะแบบนี้ แต่บรรยากาศเมื่อวานมันอบอุ่น คือเราเสียใจที่พ่อจากไป แต่มันเหมือนความรู้สึกที่เคยรู้สึกว่าไม่มีใครของเรามันดีขึ้น”
เมื่อพูดคุยถึงความทรงจำเกี่ยวกับพ่อ แม็กกี้ยิ้มแล้วนิ่งไปสักพักใหญ่ ๆ ก่อนเล่าถึงเรื่องราว “คือหนูรู้ว่าตัวเองอยากเป็นผู้หญิงตั้งแต่จำความได้ แถวบ้านนอกก็จะเรียกว่าเป็นตุ๊ด คือน่าจะเป็นตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาล เพราะจำได้ว่าตอนเด็กหนูไม่ชอบเล่นแบบผู้ชาย ไม่ชอบผาดโผน เล่นแรง ๆ แบบที่เด็กผู้ชายเล่นกัน หนูชอบเล่นกับเด็กผู้หญิง เล่นขายของ เล่นเป็นเจ้าหญิง เต้นยาง
“แต่ตอนเด็ก หนูไม่ได้แต่งตัวแบบเด็กผู้หญิง ก็ยังแต่งตัวแบบเด็กผู้ชายอยู่ จนเริ่มเข้า ม.ต้น ตอนนั้นหนูเริ่มแต่งตัวออกสาวเลย พอพ่อเห็นเขาก็มักจะพูดเหน็บแนม ก็คือด่านั่นแหละ คือเห็นแต่งตัวเป็นผู้หญิง ก็จะว่าตลอด ตอนนั้นน้อยใจมาก พยายามเลี่ยง แต่พ่อไม่เคยลงไม้ลงมือทุบตีอะไรแบบนั้นนะ”
เธอย้อนภาพจำอีกว่า “ด้วยความที่เรารู้แล้ว่าเราอยากเป็นผู้หญิง อยากแต่งตัวสวย เราก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับพ่อ เพราะชอบจะทะเลาะกันมากกว่า แต่มันมีครั้งหนึ่ง เป็นงานบุญบั้งไฟแล้วต้องแต่งเป็นนางรำ สมัยนั้นแต่งหน้านางรำหลายคน ก็เลยต้องออกไปแต่งกันตั้งแต่ตี 3 ตี 4 แล้วตอนนั้นบ้านหนูไม่มีใครขับมอเตอร์ไซค์เป็นเลย ถ้าจะเดินไปแต่งหน้า ก็ไกลมาก ก็ได้พ่อที่ขับรถไปส่งให้หนูแต่งหน้าเป็นนางรำ แล้วมันก็มีเหตุการณ์แบบนี้เช่นงานกีฬาสีที่ต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิง คือก็ไม่รู้ว่าพ่อรับได้หรือไม่ได้ แต่เขาจะไปรับไปส่งตลอด ถ้าต้องได้ทำกิจกรรมอะไร
“และก็มีครั้งหนึ่งเหมือนพ่อไปไร่ พอกลับมา พ่อเอาดอกกล้วยไม้มาให้หนู เป็นดอกกล้วยไม้สีม่วง ซึ่งเขาก็ไม่ได้บอกว่าต้องเอาไปทำอะไร เอาไปไหว้พระเหรอ ทำไมไม่บอก แบบตอนนั้นเราก็คิดว่าเอามาให้ชั้นเหรอแบบนี้ ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกลึก ๆ ว่าพ่อรับได้แล้ว
“แล้วข้าวของต่าง ๆ ของหนู รองเท้าแบบผู้หญิงมันขาด หนูขอเงินซื้อใหม่ แกก็บ่นหนู แต่สุดท้ายก็ให้ซื้ออยู่ดี คือพ่อไม่ใช่คนที่พูดเยอะ แล้วหนูก็ไม่ใช่คนที่ทำให้พ่อภูมิใจได้ขนาดนั้น ลึก ๆ ก็รู้ตัว เลยไม่ค่อยได้สนิทหรือพูดคุยกับพ่อมาก พอมองย้อนกลับไปเห็นเรื่องราวเหล่านี้ มันทำให้เราคิดได้ว่าพ่อรักเรา แต่แค่ไม่ได้พูด”
แม็กกี้พูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง “ก่อนหน้าที่หนูบอกให้แม่ขอเอกสารของที่บ้าน หนูอยากให้เยี่ยมใกล้ชิดรอบนี้ พ่อมาเยี่ยมด้วย แต่ไม่นึกเลยว่าจะไม่ได้เยี่ยมแล้ว”
แม็กกี้นิ่งไปสักพักใหญ่อีกครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นมองเพดานเหมือนกำลังจะไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ทนายไม่ได้พูดอะไรต่อ
ก่อนจากกัน ทนายบอกแม็กกี้ถึงเรื่องเจ้าหน้าที่แจ้งเรื่องเธอยังไม่ผ่านการเลื่อนชั้น จากชั้นดีมากเป็นชั้นเยี่ยมเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพราะขาดใบประกาศอบรม 5 วัน และกำชับให้แม็กกี้เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางเรือนจำจัดด้วย
เมื่อแม็กกี้ฟังจบ แม็กกี้บอกว่า “หนูขอบอกว่า ใบประกาศเพิ่งมาถึง ถึงวันที่พ่อตายเลย และอยากบอกว่าก่อนหน้านี้ก็ลงชื่อที่จะอบรมแล้วที่แดน 1 แต่หนูต้องย้ายมาที่แดน 3 ก่อน แล้วก็ไม่รู้เรื่องอบรมที่ลงชื่อไว้เลย คือก็ไม่ได้เข้าร่วม และกิจกรรมโครงการอบรมที่เรือนจำจัด ใช่ว่าทุกคนจะเข้าร่วมได้ บางทีก็กำหนดเงื่อนไขคนเข้าร่วม เช่น ถูกลงโทษไม่เกิน 15 ปี แล้วของหนูลงโทษ 25 ปี นี่ก็ไม่ได้เข้าร่วมแล้ว หรือโครงการจำกัดคนเข้าร่วม มีคนลงชื่อไม่ทันก็มี ใบประกาศล่าสุดที่ได้มาเป็นโครงการอบรมมัดผ้าผูกผ้า”
เมื่อบอกลากันแล้ว แม็กกี้ทิ้งท้ายว่า “น่าจะมีเยี่ยมใกล้ชิดช่วงเดือนมีนาคม-มษายน ฝากให้ช่วยพาแม่มาเยี่ยมหนูด้วยนะ”
_______________________________________
ทั้งนี้แม็กกี้ถูกจับกุมตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2566 ในคดีมาตรา 112 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าทวีต 18 ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี จนกระทั่งวันที่ 14 มีนาคม 2567 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 50 ปี แต่เนื่องจากรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้เหลือกึ่งหนึ่ง คือจำคุก 25 ปี โดยไม่รอลงอาญา
ภายหลังการพิพากษา แม็กกี้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาที่เรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากได้รับโทษจำคุกเกิน 15 ปี จนถึงปัจจุบัน (17 ม.ค. 2569) แม็กกี้ถูกคุมขังมาแล้ว 819 วัน หรือ 2 ปี 2 เดือนกับ 28 วัน เธอยังเหลือโทษอีกกว่า 22 ปี
.
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงแม็กกี้ และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการFree Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
.
