“อยากได้รับอิสรภาพจากกฎหมายนิรโทษกรรมที่รอคอย”: ‘วิจิตร’ ยืนหยัดด้วยธรรมะและความหวังในปีแรกของชีวิตในเรือนจำ

เมื่อวันที่ 24 และ 26 ธ.ค. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม ‘วิจิตร’ อดีตผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ต้องขังในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่กำลังใช้ชีวิตในแดน 7 ของเรือนจำกลางคลองเปรม หลังจากอัปเดตข่าวการเมืองและสถานการณ์ต่าง ๆ  จึงถามไถ่ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง

“เมื่อวานมีการเอายามาฉีดพ่นไล่แมลงในแดน 7 ในห้องนอนด้วย เราก็คิดว่าสักพักคงเข้าไปนอนได้ ปรากฏว่าประมาณตีหนึ่ง เดินเข้าห้องน้ำแล้วมีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย แล้วก็เจ็บทั้งสองข้างเลย ร้าวมาถึงข้างหลังกลางลำตัว เวลาหัวเราะมาก ๆ หรือกลืนน้ำลายก็จะเจ็บ”  วิจิตรเล่าด้วยทีท่ากังวล

เขาบอกเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ แต่ได้รับคำแนะนำให้กินยาประจำของตัวเองก่อน และพักสัก 2-3 ชั่วโมง “พอกินแล้วก็ทุเลาลงครับ เมื่อคืนมีอาการเจ็บนิด ๆ เมื่อเช้าก็หน่วง ๆ คงจะแพ้สารที่พ่น มันคงมีละอองอะไรอยู่ ปอดเราก็ไม่ค่อยแข็งแรงด้วย” แม้จะมีอาการไม่สบาย แต่เขาก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามสงบ  

การเจอกันครั้งนี้เป็นการพบกันก่อนปีใหม่และพูดถึงความหมายของการเปลี่ยนปีในชีวิต พร้อมพูดถึงความทรงจำ ความหวัง และความหมายของวันพิเศษในมุมมองของชายผู้หนึ่ง ที่กำลังเผชิญกับปีใหม่ครั้งแรกในชีวิตภายหลังกำแพงเรือนจำ

________________________________________

เมื่อพูดคุยถึงความทรงจำเกี่ยวกับปีใหม่ วิจิตรหัวเราะเบา ๆ  “อายุปูนนี้ไม่สนุกกับการไปเคาท์ดาวน์อย่างวัยรุ่นหรอก ปกติก็ทำบุญทำทานตามปกติ อยู่ในเรือนจำก็คงนั่งสมาธิภาวนาเหมือนเดิม แดน 7 ค่อนข้างสะดวกในการปฏิบัติธรรม คนไม่เยอะเกิน หนังสือสวดมนต์เยอะ อากาศถ่ายเท”  

แต่เมื่อย้อนภาพไป “คงเป็นตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ผมกลับจากกรุงเทพฯ เอาเงินไปใส่มือเขาที่บ้านต่างจังหวัด เอาผลไม้ไปฝาก แล้วก็คิดถึงตอนลูกเด็ก ๆ พาเขาไปเที่ยว ลูกทั้ง 3 คน ขี่คอพ่อหมด อาทิตย์ต่อ ๆ มาก็พาไปเที่ยววันเด็ก”  เขายิ้มเล็กน้อย “ตอนนี้โตหมดแล้ว เขาก็ไปกันเอง”  

การเปรียบเทียบปีใหม่ปีนี้กับปีที่แล้วทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน “ปีที่แล้วก็ทำบุญทำทานอยู่ข้างนอก เมื่อไม่นานมานี้ก็มีพระคุณเจ้ามาบิณฑบาตรในเรือนจำ ก็ได้ทำบุญอยู่ แต่ถ้าจิตใจเรามีธรรม เราจะปฏิบัติธรรมได้ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง” 

แต่ท่ามกลางการพูดถึงการปฏิบัติธรรม วิจิตรก็แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์โลก “เพื่อส่งความรักความปรารถนาดีให้คนอื่น โดยเฉพาะบ้านเมืองของเราที่กำลังมีปัญหาอยู่ตอนนี้ เราเกิดความสังเวชใจมากที่ชีวิตเพื่อนมนุษย์ถูกนำมาเป็นเครื่องสังเวยความโลภของผู้มีอำนาจทั้ง 2 ประเทศ สื่อก็กระพือข่าวโหมความขัดแย้ง เราสะเทือนใจมาก”

น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้นจากประสบการณ์ในอดีต “สำหรับคนที่โตมากับสงคราม แค่ 1 ชีวิตที่สูญเสียไปก็มากพอแล้ว อยากให้สงครามยุติโดยเร็ว ยืนยันว่าทุกอย่างต้องจบลงที่โต๊ะเจรจา สันติภาพเท่านั้นที่จะนำความสุขมาสู่โลกได้”

กับการเปลี่ยนปีในช่วงเวลาแห่งการไร้อิสรภาพ วิจิตรย้ำว่าคือประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เพิ่งจะได้ผ่านปีใหม่ในเรือนจำครั้งแรก ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยเจอมาก่อน  “ไม่เป็นไรครับ ปีไหนก็เหมือนกัน ถ้าเรามีความรักให้เพื่อนมนุษย์ มิตรภาพมีได้ทุกหนแห่ง”

เมื่อถูกถามว่าจะอธิบายอย่างไรให้คนข้างนอกเข้าใจว่าปีใหม่ในเรือนจำเป็นอย่างไร เขาตอบว่า  “วันเวลาต่าง ๆ เป็นเรื่องสมมติ แต่สิ่งที่เป็นความจริงคือความรัก ความปรารถนาดีที่มีต่อกัน และให้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ เริ่มต้นสิ่งดี ๆ ให้ตัวเอง คนรอบข้าง และสังคมโดยรวม ช่วยจรรโลงความสวยงามในโอกาสพิเศษนี้”

วิจิตรสังเกตเห็นบรรยากาศรอบตัวด้วยสายตาที่อ่อนโยน “ผู้ต้องขังบางคนมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด ในความกดดัน ความทุกข์ทรมาน เขาก็ยังมีความหวังว่าจะมีคนมาเยี่ยม มีของกินแปลก ๆ มาให้ซื้อทานได้”

ขณะที่ความหวังสำหรับปี 2569 วิจิตรสะท้อนว่า  “อยากได้รับอิสรภาพจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่รอคอยครับ อยากกลับไปอยู่กับครอบครัว กลับไปดูแลเขา กลับไปเป็นพ่อของลูก ๆ และได้ออกไปทำธุรกิจตามแผนที่เราคิดไว้สักที แล้วก็สุดท้ายก็อยากมีกำลังมากพอที่จะกลับมาเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้องค์กรต่าง ๆ ที่ไม่ทอดทิ้งลุงในยามนี้” 

ขณะเดียวกันเขายังคงห่วงใยบ้านเมือง  “ก็คงอยากให้สงครามยุติ ผู้คนได้กลับไปทำมาหากินที่บ้าน หวังว่ารัฐบาลใหม่จะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของบ้านเราได้”

สำหรับคนวัย 59 ปี ความหมายของคำว่า ‘ยืนหยัด’ ในเรือนจำมีมิติที่แตกต่าง “ย่อมหมายถึงความอดทน อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ ต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง ที่ต้องอยู่ในสถานที่ที่ถูกคุมขัง”

เขาเล่าถึงบทบาทที่ตัวเองพยายามทำในเรือนจำ “เราก็พยายามแนะนำผู้ต้องขังคนอื่นให้ใช้หลักธรรมในการยึดเหนี่ยวจิตใจ ดีกว่ามานั่งทุกข์ระทม วันแล้ววันเล่า ให้เขาได้เห็นความทุกข์มากขึ้น เมื่อเรารู้ทัน เราก็จะพ้นทุกข์”

วิจิตรกล่าวต่อไปว่า  “อยู่ในนี้มันมีความทุกข์อยู่เต็มหัวใจ เรียกได้ว่ามีวัตถุดิบเหลือเฟือ จึงไม่มีโอกาสไหนที่จะฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อหาทางพ้นทุกข์ ใช้สติรู้เท่าทันขันธ์ 5 เพื่อที่จะละวางมันได้ เท่ากับตอนอยู่ในคุกแล้ว”

เมื่อถามว่าอะไรคือแรงที่ทำให้ยังยืนหยัดอยู่ได้ คำตอบที่ได้มีหลายข้อ  “เพราะเรามีความหวังว่าเราจะได้เสรีภาพในเวลาไม่นาน ครอบครัวที่น่ารัก ลูกและภรรยาไม่ทอดทิ้ง โอกาสที่เรามีในนี้ เราจะใช้ในการศึกษาดูตัวเองอย่างเต็มที่ อยู่ในนี้นั่งสมาธิได้มากมาย ความหวังในการออกไปทำธุรกิจใหม่ และการได้ออกไปดูแลองค์กรที่คอยช่วยเหลือเรามาตลอด รวมถึงพี่น้องที่อยู่ข้างนอก กองทุนต่าง ๆ คนที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตย”

เขาย้ำอีกครั้ง  “สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีความหวังว่าจะได้ออกไปจริง ๆ และยังยืนหยัดอยู่ได้ ทุกครั้งที่รู้ข่าวว่ามีการจัดกิจกรรมให้ เราจะมีกำลังใจขึ้นมาก”

สำหรับคำอวยพรปีใหม่ที่อยากส่งถึงคนข้างนอก  “ขออวยพรให้ทุกท่านทุกคน มีแต่ความสุขความเจริญ มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีความเข้มแข็งในการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มีขวัญกำลังใจดี”

สำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ “ขอให้ทุกท่านมีความมั่นคงในอุดมการณ์ มีขวัญกำลังที่เข้มแข็งในสิ่งที่เห็นว่าเป็นความดีงามของประเทศชาติ เราต่อสู้เพื่อลูกเพื่อหลาน เพื่ออนาคต ขอให้มีกำลังใจ มีสุขภาพแข็งแรง”

สำหรับครอบครัว ข้อความของเขาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย “อยากฝากบอกพวกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วงพ่อ พ่อสบายดี มีกำลังใจดีมาก ขอให้ลูกตั้งใจเรียน ตั้งใจตักตวงความรู้เพื่อจะได้เป็นทรัพย์ที่มีค่าติดตัวไปทั้งชีวิต เป็นเด็กดี เป็นคนดีของสังคม ประพฤติตนให้มีคุณค่าต่อบุคคลอื่นทุกหนแห่งที่มีโอกาส พ่อจะภาคภูมิใจที่สุด”

วิจิตรฝากข้อความถึงภรรยาว่า ก็ขอให้มีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี ทำใจให้สบาย ไม่ต้องเป็นห่วงคนที่อยู่ในนี้ อีกไม่นานคงได้กลับมาเจอกัน ได้ดูแลกันและกันจนตายจากกันไป ขอบคุณที่มาหาตลอด ไม่เคยทิ้ง ไม่เคยขาดหายไป ถือว่ามันเป็นบทพิสูจน์ความรักของเรา สุดท้ายก็ขอขอบคุณหุ้นส่วนทุก ๆ คน

ช่วงท้ายของการพูดคุย ภายใต้คำถามถึงความหมายของเสรีภาพ วิจิตรตอบด้วยคนผ่านโลกมามากพอ “เสรีภาพที่แท้จริงคือเสรีภาพจากความทุกข์ จากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ทำให้เราต้องทุกข์ ตามแนวทางของพระพุทธองค์ ส่วนเสรีภาพในทางโลกคือการได้บำเพ็ญความดี สร้างคุณประโยชน์ให้สังคม ให้โลก เป็นเสรีภาพจากความเห็นแก่ตัว”

เมื่อพูดถึงโลกข้างนอกที่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย เขารู้สึกเสียดาย “รู้สึกเสียดายในบางเรื่องที่เราไม่มีโอกาสทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวเอง ครอบครัว และสังคมโดยรอบ เราไม่ได้สร้างงานสถาปัตย์ทางพุทธ เราไม่ได้ทำอะไรดี ๆ ให้ครอบครัว เราไม่ได้ทำอะไรดี ๆ ให้พนักงานที่เขาฝากชีวิตไว้กับเรา”

แต่เขาก็พบทางออกของตัวเอง “ตั้งแต่ติดคุกมามันยาวนานมาก เพราะวันหนึ่งของเราข้างนอกมันมีค่ามากเลย แต่พอไปไหนไม่ได้ก็เอาเวลามาสร้างคุณค่าทางอื่น เช่น การปฏิบัติธรรมและการเผยแพร่หลักธรรม เพราะถ้ามีผู้ต้องขังแม้คนเดียวในที่นี้ฟังคำพูดของเราแล้วเปลี่ยนแปลงได้ ก็ถือเป็นการสร้างความดีแล้ว ความเยือกเย็นของพระสัจธรรมย่อมส่งผลดีต่อตัวเขา และคนรอบข้างเขา”

เขายิ้มอีกครั้งก่อนพูดประโยคสุดท้าย  “ตอนนี้เราก็พูดคุยเป็นรายคน แต่ถ้ามีโอกาสได้จับไมค์พูดน่าจะดี”

___________________________________________________________

‘Still Standing’ คือบันทึกเยี่ยมจากทนายความที่สะท้อนเสียงของผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงปลายปี ช่วงเวลาที่โลกข้างนอกกำลังเตรียมปิดสิ่งเก่า และเปิดสิ่งใหม่ ด้วยความหวัง ความฝัน และคำอวยพร แต่สำหรับหลายคน ปีใหม่ในกรงขังไม่ได้มีดอกไม้ไฟหรือเสียงนับถอยหลัง มีเพียงความเงียบงัน ความคิดถึง และคำถามว่าอีกกี่ปีใหม่ที่ต้องผ่านไปในที่แบบนี้ แต่หลายคนก็ยังเลือกจะยืนหยัดปกป้องสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ามีคุณค่าต่อไป

X