“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 เขียนจดหมายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จำนวนสามฉบับ โดยสองฉบับแรกลงวันที่ 28 ต.ค. 2568 ฉบับแรกเก็ทพูดถึงอันตรายของชาตินิยมที่บิดเบือนไปสู่การทำร้ายมนุษยธรรม ผ่านกรณีศึกษาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเตือนว่าการใช้ความรุนแรงสยบความรุนแรงอาจกลายเป็นการทำร้ายคนในชาติด้วยกันเอง
ฉบับที่สองสะท้อนถึงพลังแห่งความหวังที่ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว ในการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยอ้างอิงถึงเพลงของ จิตร ภูมิศักดิ์ และวงสามัญชน พร้อมประสบการณ์จากผู้ต่อสู้รุ่นก่อนในคุก
ส่วนฉบับที่สาม ลงวันที่ 5 พ.ย. 2568 เก็ทเขียนถึงคำถามเรื่องความคุ้มค่าของชีวิตและความคุ้มค่าของการเคลื่อนไหว ผ่านการจินตนาการถึงชีวิตของ “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” “บุ้ง เนติพร” และ “ชุน แทอิล” ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานในเกาหลีใต้ หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่ เขาตั้งคำถามว่าใครมีสิทธิ์ตัดสินว่าชีวิตที่ใช้ไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่ และเสนอว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ควรส่งต่อคุณูปการจากการเสียสละนั้นให้เกิดผล
ในภาพรวมของการสื่อสาร เก็ทยังคงสะท้อนถึงการไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับมนุษยธรรม ความยุติธรรม และความหมายของการต่อสู้ ท่ามกลางการถูกคุมขังที่ยาวนานกว่า 800 วัน จดหมายทั้งสามฉบับเชื่อมโยงกันด้วยแก่นคิดเรื่องความเป็นมนุษย์ที่ไม่ควรถูกลดทอนด้วยอุดมการณ์ใด ๆ และพลังของความสามัคคีในการสานต่อการต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า
__________________________
.
ฉบับที่ 1 “ชาตินิยมที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร?”
เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ณ วันนี้ “ชาตินิยม” นั้นมีอิทธิพลในวงกว้างต่อผู้คนทั้งฝั่งอนุรักษ์นิยมและฝั่งก้าวหน้า บ้างรัฐชาติในฐานะบ้านเกิด บ้างนำชาติมาแสวงหาอำนาจ บางคนก็นำความรักชาติของตนไปอ้างความชอบธรรมในการทำร้ายคนชาติอื่น บางคนก็ใช้ความเป็นชาติทำร้ายคนชาติเดียวกัน เนื่องจากมุมมองการให้ความสำคัญต่อชาติที่ต่างกัน
เวลาใครประกาศว่าตนเป็นพวกชาตินิยม (Nationalism) ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อเกิดชาติไหนก็นิยมชมชอบในชาติตัวเองทั้งนั้น อย่างไรก็ตามเราเห็นกันอยู่บ่อยครั้งที่ความเชื่อว่าชาติของตนดี ขยายผลไปสู่ความเชื่อที่ว่าชาติของตนไม่เพียงแค่ “ดี” แต่ยัง “ดีกว่าชาติอื่น” “จากบ้านเราสู่เขา จาก Nationalism สู่ racism ”
เมื่อเรามองว่า กลุ่มของตนมีความเป็นมนุษย์สูงกว่ากลุ่มอื่น ก็ไม่ยากเลยที่เราจะปฏิบัติต่อคนกลุ่มอื่นแตกต่างจากการปฎิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ เรากินเนื้อสัตว์เป็นประจำอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจว่าสัตว์เหล่านั้นมาอยู่บนจานอาหารเราได้อย่างไร แต่หากวันหนึ่งเราเข้าร้านอาหารแล้วเชฟเสิร์ฟ “ข้าวขาคน” แทน “ ข้าวขาหมู” เราจะรู้สึกอย่างไร? นั่นแหละคือปฏิกิริยาที่บ่งชี้ถึงระยะห่างของอัตลักษณ์ การฆ่าและกินสัตว์ต่างเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องปกติ แต่การฆ่าและกินมนุษย์เผ่าพันธุ์เดียวกันเป็นเรื่องไม่ปกติ
กรณี “ข้าวขาคน” นั้นเป็นเรื่องสมมุติ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การทำร้ายสังหารคนที่ (รู้สึกว่า) มีความห่างทางอัตลักษณ์ก็มีอยู่ เช่น ในอดีตที่คนขาวนำคนดำไปเป็นทาส การสังหารหมู่ชาวยิวโดยนาซี การเข่นฆ่าล่าอาณานิคม คนขาวไม่ได้ไร้สติปัญญาแยกมนุษย์ผิวสีกับสัตว์หรือสิ่งของไม่ออก ทหารนาซีก็รู้ว่าชาวยิวเป็นมนุษย์ ในสงครามล่าอาณานิคมใครก็รู้ว่าคนต่างชาติที่เราไปล่าเขาล้วนเป็นมนุษย์ทั้งนั้น
การละเมิดมนุษยธรรมอย่างรุนแรงดังกล่าวก็ไม่ใช่ทุกเหตุการณ์ทุกรายละเอียดจะถูกกำกับโดยผู้นำ ที่โศกนาฏกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นก็เพราะเมื่อคนมองออกไปนอกกลุ่มของตน พวกเขาก็เห็นว่าความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มอื่นต่ำกว่า ผลประโยชน์อื่นเป็นตัวแทนของศักดิ์ศรีของกลุ่มตนนั้นมีคุณค่ามากกว่าชีวิตคนนอกกลุ่ม
จากเรื่องสมมุติสู่กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง สู่กรณีที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ ที่อย่างไรก็ตามก็สมควรหยิบยกขึ้นมาอธิบาย นั่นคือกรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เพียงข้ามเขตแดนไปความเป็นมนุษย์ก็ลดลงเร็วกว่านั้นหรือ? ชาติเราคือที่สุดแห่งความอารยะ ชาติเราเท่านั้นเป็นมนุษย์ขณะนั้นหรือ? ข้อพิพาทไทย-กัมพูชายังคงยืดเยื้อและไม่ยุติ ผมได้ทราบข่าวว่ามีทหารไทยที่ไปปฏิบัติหน้าที่เสียชีวิต มีข้อพิพาทเกิดขึ้นบริเวณชายแดนเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
จนกระทั่งมีประชาชนส่วนหนึ่งเสนอให้รัฐไทยทำสงครามกับกัมพูชา นับวันเรายิ่งเห็นปัญหาความรุนแรงมากขึ้นอย่างชัดเจน ปัญหาที่ผุดขึ้นมาให้สาธารณะชนเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ได้แก่ ปัญหาเชิงโครงสร้าง และปัญหาเชิงวัฒนธรรม ความโกรธของประชาชนที่คนในชาติถูกทำร้ายถูกสังหาร บ้านเรือนเสียหาย เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้คนจะโกรธ
แต่ผมอยากชวนมองว่า การใช้ความรุนแรงสยบความรุนแรงจะเป็นไปได้จริงหรือ หากเกิดสงครามขึ้นจริง นั่นหมายความว่าเราจะต้องส่งทหารไทยไปรบ พวกเขาจะต้องเสี่ยงชีวิต เสี่ยงบาดเจ็บ อย่างนี้คือการทำร้ายคนในชาติด้วยกันหรือเปล่า พลเรือนบริเวณชายแดนก็อาจได้รับลูกหลงจากภัยสงครามไปด้วย ความคิดชาตินิยมในทำนองของการใช้อารมณ์เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของชาติกำลังทำร้ายคนในชาติหรือเปล่า? สงครามที่หล่อเลี้ยงวัฏจักรความรุนแรงนี้ไม่เพียงทำร้ายคนไทยด้วยกัน แต่ยังทำร้ายเพื่อนมนุษย์อีกฟากฝั่งจะเป็นความชอบธรรมในการอ้างความอารยะของไทยได้อย่างไร
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ผมหมายถึงนโยบายของรัฐ ทางรัฐไทยและรัฐกัมพูชา เพราะหากท่านไม่ดำเนินการโดยสันติวิธี ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องส่งทหารไปรบจนบาดเจ็บล้มตาย ถึงที่สุดแล้ว ความเป็นชาตินิยมนี้ต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของชาติไว้ ก็มาทำร้ายคนในชาติและความเป็นมนุษย์เสียเอง ในปัญหาเชิงวัฒนธรรมอันเป็นฐานคิดของปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็ขอให้ผู้คนร่วมกันอภิปรายมายาคติของความเป็นชาติและความเป็นคน ว่าชาติต่างกันนั้นมีความเป็นคนต่างกันอย่างไร
ในส่วนสุดท้ายที่อยากชวนคิดก็คือ ชาตินิยมที่เข้าที่เข้าทางเข้าท่านั้นเป็นอย่างไร ชาตินิยมที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าแม้ประเทศที่เจริญแล้วมีประชาธิปไตยเต็มใบ ความเป็นชาตินิยมก็ยังคงมีอยู่ได้ในสังคมเหล่านั้น ผมหวังว่าความเป็นชาตินิยมที่ดีจะไม่ใช่การไปลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ทั้งของคนในชาติและคนต่างชาติ ความรุนแรงไม่ควรถูกใช้เป็นวิธีที่จำเป็นเสมอไป เราอาจจะต้องกลับถามว่าที่เราอ้างความจำเป็นของความรุนแรงมันเป็นการตอบสนองที่ถูกต้อง หรือเอาแต่ใจเรา…
.
——————————–
ฉบับที่ 2 “เราไม่ได้อยู่คนเดียว”
เรื่องราวของข้อความในจดหมายที่ผมพูดถึงเรื่อง “ความจริงใจในการเคลื่อนไหว” ผมได้บังเอิญอ่านเจอมาจากข้อความของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ การรับรู้ว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนั้น เราไม่ได้สู้อยู่เพียงลำพัง ก็ทำให้ผมรู้สึกชื่นใจมาก
ความรู้สึกทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังเช่นตอนที่ผมเข้าคุกครั้งแรกเมื่อปี 2565 วันหนึ่งขณะอยู่ในห้องขัง โดยมีเพื่อนผู้ต้องขังเอาเนื้อเพลงของ “จิตร ภูมิศักดิ์” มาให้อ่าน ผมได้อ่านเนื้อเพลงแสงดาวแห่งศรัทธาไป น้ำตาคลอไป “ขอเยาะเย้ยทุกข์อยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย”
ณ วันนั้น ผมได้ทบทวนว่าไม่ได้มีแค่ผมที่ต้องต่อสู้แล้วต้องติดคุก คนรุ่นก่อนอย่างจิตร ภูมิศักดิ์ ก็เคยต่อสู้แล้วติดคุกเช่นกัน
เพลงของวงสามัญชนก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ตราตรึงใจ “อยากบังเอิญเจอใครที่ยังฝันอยู่ นั่งฟังเพลงอยู่ตรงนี้ แบบว่ามีจริง ๆ ได้ก็คงดี บอกทีว่ายังฝันอยู่” ผมได้เจอกับหนังสือของอาสมยศ (สมยศ พฤษาเกษมสุข) ที่ห้องสมุดแดน 4 ก็เลยได้เล่าสู่กันฟังกับผู้ต้องขังที่ติดคุกมานานและได้เจออาสมยศ เรื่องที่น่าประหลาดก็คือ บางคนได้เจอคนระดับตำนานอย่างลุงสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ทอม ดันดี พี่กี้ อริสมันต์ หรือแม้แต่พวกเราที่ติดคุกตั้งแต่ปี 2563 เรื่องราวของผู้คนเหล่านั้นมีคุณค่าต่อผมมาก
ก่อนการตีพิมพ์ครั้งแรกของนิยายเรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ ผู้เขียนตั้งชื่อนิยายเรื่องนี้ว่า “the last man in Europe” เพียงแค่รู้ว่าผมไม่ใช่ “the last man” ผมก็ซึ้งใจแล้ว การยืนหยัดต่อสู้ของผมในวันนี้ นอกจากหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมแล้ว ผมก็หวังว่าใครก็ตามที่กำลังต่อสู้โดยมีความฝันและอุดมการณ์เดียวกันกับผม จะบังเอิญหันมาเห็นผม เพื่อให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง
หนทางข้างหน้าต้องพูดกันแบบจริงจังว่ายังมีอุปสรรคอีกมากมายรอเราอยู่ สิ่งสำคัญที่เราต้องเตรียมพร้อมก็คือ การรักษาจุดยืนให้มั่นคง ปกป้องหลักการต่อสู้เอาไว้ให้ได้ ผมหวังอย่างสุดใจว่าใครก็ตามที่บังเอิญได้เห็นข้อความนี้ จะรับรู้ได้ว่าในหนทางที่เราต่อสู้นี้พวกเราไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง
.
——————————–
ฉบับที่ 3 “ความคุ้มค่าของชีวิตและความคุ้มค่าของการเคลื่อนไหว”
ในพหุจักรวาลมากมายคงมีความเป็นไปได้หลายอย่างที่รอให้เราจินตนาการถึงอยู่ ผมจินตนาการว่าถ้าลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ไม่ได้อัตวินิบาตกรรมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 จะเป็นอย่างไร วันนี้ลุงแกอาจได้เป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพคนทำงานในปีกของคนขับรถแท็กซี่ ผมอาจได้พบแกที่ศาลที่ชุมนุมหรือวงเสวนา แกคงเป็นคนที่ยังโลดแล่นเคลื่อนไหวทางการเมือง
ถ้าวันนี้พี่บุ้งยังอยู่จะเป็นยังไง คงส่งข้อความมาถามผมว่า “จะเอายังไงต่อ?” เราคงได้ปรึกษาหารือกัน มองไปไกลต่างแดนต่างห้วงเวลา
หาก ชุน แทอิล ไม่ได้จุดไฟเผาตัวเองประท้วงรัฐและนายจ้างให้รักษากฎหมายแรงงาน ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2513 เขาอาจเป็นคนสำคัญของขบวนการแรงงานในเกาหลี การศึกษากฎหมายด้วยตัวเองของเขาอาจส่งผลให้เขาเป็นนักปกป้องสิทธิคนสำคัญ
เมื่อวิเคราะห์จากเส้นทางชีวิตบุคคลที่ผมกล่าวมา จะพบว่าการใช้ “ชีวิต” ในการประท้วง ไม่ใช่ความคิดสั้นแต่อย่างใด ชุน แทอิล เขียนจดหมายถึงหน่วยงานภาครัฐเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมหลายฉบับ แต่จดหมายของเขาก็ถูกรัฐเมินเฉย เขาประท้วงให้นายจ้างตระหนักถึงสิทธิแรงงาน แต่ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ลุงนวมทอง ประท้วงต้านรัฐประหารอย่างสุดใจ แต่ก็ไม่เป็นผล แกถึงกับขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของแกชนรถของทหาร แต่กลับได้รับเพียงความนิ่งเฉย แถมมีประโยคถากถางว่า “ไม่มีใครกล้าตายเพื่ออุดมการณ์”
พี่บุ้งเองก็เคลื่อนไหวทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ในการเดินทางต่อสู้ก็ถูกดำเนินคดี ถูกจับขังคุก พบเจอความอยุติธรรม ทางกระบวนการมากมาย จนนำมาสู่ข้อเรียกร้องสุดท้ายของพี่บุ้งคือ “ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม”
ก่อนที่พวกเขาทั้งสามจะเสียชีวิตพวกเขาได้สู้อย่างสุดใจแล้ว แต่ผู้มีอำนาจกลับไม่สนใจเสียงของพวกเขาเลย หากพวกเขามีชีวิตอยู่ ย่อมก่อให้เกิดความเป็นไปได้อีกมากมาย หากตายคนตายก็ทำอะไรไม่ได้อีก แต่ใครเล่าบอกได้ว่าชีวิตของพวกเขานั้นใช้คุ้มหรือไม่? คนที่เป็นผู้ตอบคำถามนี้ได้ ก็คือพวกเขาเอง
ในแง่ผลลัพธ์ด้านการเคลื่อนไหวอันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตประท้วงนั้น บางคนบอกว่า “ลุงนวมทองตายแล้วยังไง ตอนรัฐประหารปี 49 ก็ไม่ได้จบ รัฐประหารปี 57 ก็ยังมีอยู่ บุ้งตายแล้วยังไง กระบวนการยุติธรรมก็ไม่เห็นถูกแก้ไข การตายของพวกเขาไม่ได้นำมาซึ่งการลุกฮือของประชาชนเลย เป็นการตายที่สูญเปล่า”
ผมเห็นว่าคำพูดทำนองนี้เป็นการมุ่งมองไปที่ผู้ประท้วงที่ตายไปแล้วจนไม่หันมองคนที่ยังอยู่ อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า คนตายนั้นทำอะไรไม่ได้แล้ว พวกเขาทำไม่ได้แม้แต่การมารับฟังคำวิจารณ์ อย่างไรเสีย เขาก็ยังสู้อย่างเต็มที่เท่าที่สถานการณ์ในห้วงจังหวะที่พวกเขาเผชิญจะเอื้ออำนวยได้ คำถามที่ว่า “การตายของพวกเขานั้นคุ้มค่าต่อการเคลื่อนไหวไหม” ผมว่าควรหันมาถามคนเป็นที่ยังเคลื่อนไหวได้ ไปต่อได้มากกว่า ว่าจะส่งต่อคุณูปการจากการเสียสละของผู้วายชนม์ได้อย่างไร
ดังมีกรณีศึกษาจาก “ชุน แทอิล” หลังจากเขาเสียชีวิตเพื่อน ๆ ของเขาได้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน “ซุงจิงสิ่งทอ” ซึ่งเป็นตัวแทนของแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอมากกว่า 20,000 คน เพื่อน ๆ ของชุน แทอิล ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานและส่งต่อแรงบันดาลใจมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อกลับมองที่สังคมไทย หากเราเห็นด้วยกับ “การต้านรัฐประหาร” ของลุงนวมทอง และ “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” พี่บุ้งเรียกร้อง สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงไปวิจารณ์ว่าการตายของพวกเขาคุ้มค่าหรือไม่ แต่คือการขบคิดจะทำอย่างไรให้ข้อเรียกร้องนั้นเป็นจริงได้และไปลงมือทำ
ชีวิตที่ถูกใช้อย่างคุ้มค่าไม่ใช่เพียงชีวิตที่ยืนยาว แต่คือชีวิตที่ได้ใช้อย่างสาแก่ใจ ซึ่ง “สาแก่ใจ” ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป การจะตอบได้ว่าชีวิตนั้นใช่หรือไม่ คนที่ตอบได้ดีที่สุดก็เห็นจะเป็น “เจ้าของชีวิตนั่นเอง” ส่วนการคุ้มค่าของการเคลื่อนไหวนั้นเป็นหน้าที่ของ “คนที่ยังมีชีวิตอยู่” ที่ต้องร่วมกันขบคิดและลงมือทำ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
.
| ถึงปัจจุบัน (9 พ.ย. 2568) เก็ทถูกคุมขังมาแล้ว 809 วัน หรือ 2 ปี 2 เดือน 22 วัน เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาในคดีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรมเดินขบวนไปงาน APEC2022 จำคุก 2 ปี เป็นผลให้รวมโทษของเก็ทในคดีมาตรา 112 ทุกคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว เป็นระยะเวลา 10 ปี กับอีก 6 เดือน 📩 สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 33 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
ย้อนอ่านจดหมายของเก็ท
.
