“ไม่ควรเกิดสงครามแม้แต่วินาทีเดียว”: จาก รพ.ราชทัณฑ์  “วิจิตร” ค่อย ๆ ฟื้นจากโรคปอด ห่วงบ้านเกิดบุรีรัมย์ ย้ำความเกลียดชังไทย-กัมพูชาไร้ประโยชน์

ระหว่างปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม 2568 ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทนายความเข้าเยี่ยม “วิจิตร” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังทางการเมืองและอดีตผู้รับเหมาก่อสร้างวัย 59 ปี ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความทางการเมืองในช่วงหลังรัฐประหาร ปี 2557-2558 รวม 10 โพสต์ และถูกคุมขังหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10 ปี โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี

การพบกันครั้งนี้เขาพูดเรื่องสุขภาพที่ค่อย ๆ ฟื้นคืนมาหลังจากรักษาอาการป่วยปอดติดเชื้อเรื้อรัง การปรับตัวเข้ากับชีวิตในนั้นด้วยการออกกำลังกายและการทำสมาธิ รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้ในเส้นทางที่ยาวไกล และยังฝากคำขอบคุณทุกฝ่ายที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและให้กำลังใจ

วิจิตรให้ความเห็นเรื่องการปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยประสบการณ์ของผู้ที่เคยอยู่กับสมรภูมิรบมาก่อน เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว เขาถ่ายทอดความเข้าใจเกี่ยวกับความไร้สาระของสงครามและคุณค่าของสันติภาพ พร้อมทั้งส่งข้อความถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและการปฏิรูประบบความยุติธรรมที่เขามองว่าจำเป็นต่อการสร้างประชาธิปไตย

__________________________

“อาการป่วยดีขึ้นเยอะ แต่ยังหายใจได้ไม่สุดปอด หายใจได้ประมาณ 90% ก็พอที่จะยังชีพแล้ว”  วิจิตรกล่าว  เท่าที่สังเกตผมที่ยาวขึ้นและใบหน้าที่ไม่โทรมเหมือนช่วงเริ่มป่วย เป็นสัญญาณของการฟื้นตัวที่เขากำลังผ่านไป 

วันที่ 17-18 สิงหาคม วิจิตรต้องเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยเริ่มงดน้ำงดอาหารตั้งแต่สี่ทุ่มของวันที่ 17 และตรวจตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าของวันที่ 18 จากนั้นวันที่ 19 ก็จะไปตรวจที่โรงพยาบาลทรวงอกอย่างละเอียด  อาการที่ดีขึ้นสะท้อนได้จากการลดยาจากมื้อละสิบกว่าเม็ด เหลือ 6-7 เม็ด และตอนเย็นกินแค่ยาสเตียรอยด์ 3 เม็ด  

“อาการไอไม่มีแล้ว แต่มีอาการเห็นอะไรก็อยากกินไปหมด” เขาหัวเราะเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ขณะที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

วิจิตรยังวางแผนการฟื้นฟูร่างกาย “ผมก็พยายามออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ตื่นมาตีสี่ ก็จะนั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง แล้วก็เดินเร็วกลับไปกลับมาถึงตีห้า ค่อยอาบน้ำ ก็ออกกำลังกายในห้องนั่นแหละครับ” 

การออกกำลังกายกลายเป็นหนึ่งกิจวัตรประจำวัน เขาเล่าว่าจะพยายามแกว่งเท้าให้ได้วันละ 2,000 ครั้ง และขณะนี้สามารถวิดพื้นได้วันละ 30 ครั้ง  “คือเราต้องแข็งแรง เพราะเรามีภาระต้องต่อสู้อีกเยอะ ทั้งชีวิตครอบครัวและเส้นทางสายประชาธิปไตย” 

ในช่วงเวลายากลำบาก วิจิตรไม่ลืมที่จะขอบคุณผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หรือให้กำลังใจผ่านโลกออนไลน์ด้วย  แต่แล้วบรรยากาศของการสนทนาก็เปลี่ยนไปเมื่อหัวข้อพูดคุยเป็นเรื่องข่าวสารจากภายนอก โดยเฉพาะเรื่องการปะทะกันของไทย-กัมพูชา เขาซักถามรายละเอียดอยู่นาน ความกังวลปรากฏบนใบหน้า

“ผมไม่รู้จะถามใครเลย ที่บ้านมีพี่น้อง 5 คน อยู่ที่บุรีรัมย์ อยากให้เขามาส่งข่าวให้ผมที ผมนอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าใครเป็นอะไรบ้าง” ประสบการณ์ในอดีต ทำให้วิจิตรเข้าใจถึงความน่าสะพรึงกลัวของสงคราม “ในอดีตผมเห็นสงครามจนเคยชิน เห็นแม่อุ้มลูกเลือดท่วมตัว ความตายจากสงครามเป็นอะไรที่เฉียบพลันมากนะ มันไม่ควรเกิดสงครามเลยแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ควรมีสักชีวิตที่ต้องสูญเสียไปด้วยเหตุผลนั้น” 

วิจิตรเล่าถึงความเป็นจริงของการใช้ชีวิตในพื้นที่ชายแดน “การปฏิสัมพันธ์ของคนในพื้นที่เป็นเรื่องปกติมาก ผมก็มีที่ดินของแม่ที่ได้รับมรดกจากตาอยู่ฝั่งเขมรเกือบ 30 ไร่”  

เขาเห็นความไร้สาระของความเกลียดชังที่ไม่มีเหตุผล “ความเกลียดชังต่อคนกัมพูชาที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอะไรเลย คนไทยต้องแสดงความมีวุฒิภาวะ ความมีอารยะต่อคนเขมรสิ”  

ในทัศนะของวิจิตร “ความเกลียดชังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับทั้ง 2 ฝ่าย การรบแบบใช้กำลังก็เช่นกัน ต่อให้ฆ่ากันตายเป็นพันเป็นล้านคน สุดท้ายก็ต้องมาตั้งโต๊ะเจรจากันอยู่ดี”  เขามองเห็นว่าผู้ที่ได้ประโยชน์จริงจากความขัดแย้งคือ “คนเฉพาะกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์จากการแสดงแสนยานุภาพโดยใช้ชีวิตของทหารชั้นผู้น้อย แค่ 1 ชีวิตที่เสียไปก็มากไปแล้ว”

เมื่อได้ยินว่าตอนนี้มีการเจรจาหยุดยิงแล้ว และครอบครัวของเขาปลอดภัยเพราะออกจากพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ วิจิตรดูโล่งใจขึ้นทันที “ฟังข่าวทางบ้านปลอดภัย ผมก็สบายใจที่สุด มีการเจรจาทางการทูตด้วย ผมก็สบายใจ อีกหน่อยจะได้กลับไปทำมาหากิน”

เขาให้มุมมองทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปัญหาเขตแดน “เรื่องผลประโยชน์ เรื่องดินแดนอะไร มันพูดคุยกันได้ แต่ก่อนเราก็ไม่เคยมีการปักปันเขตแดนชัดเจนว่าตรงไหนของใคร เพราะบ้านเราดินแดนเยอะ เวลารบกันนี่เค้าไม่ได้รบเอาพื้นที่เหมือนพวกฝรั่งนะ แต่เป็นการรบเอาผู้คน กวาดต้อนคนไป และทำลายศูนย์กลางอำนาจ”  เขาอธิบายว่าการแบ่งปันเขตแดนในแบบรัฐสมัยใหม่ เริ่มจริงจังในสมัยรัชกาลที่ 4 “ซึ่งรัฐสมัยใหม่การแบ่งปันเขตแดนเป็นเรื่องจำเป็น แต่สามารถเจรจากันได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง”

เมื่อพูดคุยถึงปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะน่านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายที่เชียงราย และน้ำท่วมที่สุโขทัย วิจิตรถอนหายใจด้วยความกังวล ระบายว่า ถ้าปล่อยให้ทำแบบนี้ต่อไปโดยไม่สนใจเรื่องสารพิษ ไม่มีการควบคุมมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมตามสากล มันจะแย่กันไปหมด  “จับปลาก็ไม่ได้ ทำการเกษตรอะไรก็มีสารพิษ แล้วโรคจากสารพิษแบบนี้ หมอรักษายากมาก เพราะมันมีความซับซ้อนทางเคมี”

วิจิตรแสดงความเห็นเรื่องแร่หายากที่ใช้ในการผลิตเทคโนโลยี “โดยเฉพาะแร่ rare earth ที่ใช้ในการทำชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มันไม่ได้หายากนะ แต่มันมีน้อย เหมือนเราต้องทำลายภูเขาทั้งลูกเพื่อให้ได้แร่นี้มาไม่กี่ตัน คือถ้าไปทำตรงทะเลทรายที่ไม่มีคนอยู่ก็คงไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมมากหรอก”

เมื่อพูดถึงคดีของน้องเมย วิจิตรแสดงความเห็นที่ก้าวหน้าเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ “เห็นด้วยกับการใช้ความสมัครใจแทนการเกณฑ์ทหาร จะได้คนที่มีความรู้และความตั้งใจมาทำงานจริง ๆ กองทัพจะต้อง smart and small เพราะเดี๋ยวนี้สงครามยุคใหม่ต่อสู้กันด้วยอาวุธที่ทันสมัยมาก”

แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่เข้าใจคือระบบความยุติธรรมแบบคู่ขนาน “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีศาลทหารแยกออกมา ทำไมไม่ใช้ศาลพลเรือน ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน 1 ชีวิต 1 ลมหายใจมีคุณค่าไม่ต่างกัน ถ้าจะพิพากษาโทษ ก็ควรใช้ศาลเดียวกัน”

คำพูดสุดท้ายของเขาสรุปสิ่งที่เผชิญอยู่ “ประเทศนี้มันมีรัฐซ้อนรัฐ ประชาชนไม่ใช่เจ้าของอำนาจที่แท้จริง เรากำลังต่อสู้เพื่อสิ่งนี้อยู่”

ปัจจุบัน (8 ส.ค.2568) วิจิตรถูกคุมขังในระหว่างต่อสู้คดีชั้นอุทธรณ์มาแล้ว 144 วัน

ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงวิจิตร และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“การให้อภัยคนเป็นสิ่งที่ควรทำ”: “วิจิตร” ยังรักษาปอดอักเสบใน รพ.ราชทัณฑ์ ยังหวังนิรโทษกรรมคืนโอกาสชีวิตผู้ต้องขังการเมือง

“วิจิตร”: เมื่อเด็กชายในสงครามคอมมิวนิสต์ ผู้สร้างโบสถ์วิหาร ต้องเผชิญคดีการเมือง

X