จากเกาหลีใต้ถึงบราซิล: มองความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในพลวัตทางการเมือง และไทยอยู่ตรงไหนของกระบวนการ

ปภาวี

.

ประเทศไทยผ่านความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้ง ทั้งในยุคของรัฐบาลเผด็จการที่มาจากการรัฐประหารและรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่แทบไม่มีการนำกระบวนการตามแนวคิด “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” มาใช้อย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ที่สร้างรอยร้าวในสังคม ความสูญเสียและความบาดหมางเกิดขึ้นซ้ำอีก

ในบทความนี้ ชวนทำความรู้จักแนวคิดดังกล่าว พร้อมลองพิจารณาเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านในต่างประเทศที่มีการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้จริง ในสองเหตุการณ์ ได้แก่ เหตุการณ์ของอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ยุน ซอก- ยอล ที่ถูกลงโทษฐานเป็นผู้บงการก่อการกบฏ และเหตุการณ์ของอดีตประธานาธิบดีบราซิล ชาอีร์ โบลโซนารู ที่ถูกลงโทษฐานพยายามยึดอำนาจและทำลายประชาธิปไตยของประเทศ

ท้ายที่สุด ทบทวนเหตุการณ์ความรุนแรงในไทยที่ยังไปไม่ถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่กลับก่อให้เกิดปัญหา “การลอยนวลพ้นผิด” มาอย่างต่อเนื่อง

.

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) คือ แนวทางในการตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบหรือที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างในสังคม ๆ หนึ่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยา คืนสิทธิและศักดิ์ศรี พร้อมทั้งส่งเสริมโอกาสในการสร้างสันติภาพ ความปรองดอง และประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นในสังคมภายหลังจากการผ่านประสบการณ์ดังกล่าว[1]

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ใช่รูปแบบพิเศษของความยุติธรรม หากแต่เป็นความยุติธรรมที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสังคมที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังจากผ่านพ้นยุคสมัยที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเกิดความรุนแรงอย่างเป็นวงกว้าง ซึ่งในบางกรณี การเปลี่ยนผ่านนี้อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ในบางกรณีก็อาจต้องใช้เวลายาวนานหลายทศวรรษ[2]

แนวความคิดดังกล่าว ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อจัดการกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงจากความขัดแย้งในอดีต เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน กลไกนี้ครอบคลุมทั้งมาตรการทางกฎหมาย อาทิ การดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ การเยียวยาผู้เสียหาย การนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้ง และมาตรการทางโครงสร้างองค์กร เช่น การปฏิรูปองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง และการสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมยอมรับความจริงหรือจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อย้ำเตือนไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ศูนย์นานาชาติเพื่อความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (International Center For Transitional Justice- ICTJ) ได้กล่าวถึงกระบวนการนี้ ว่า การสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายอาญาในสภาวะปกติอาจไม่เพียงพอที่จะจัดการกับอาชญากรรมทางการเมืองที่มีลักษณะพิเศษ หรือ ความรุนแรงที่เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐทั้งระบบ กระบวนการนี้จึงต้องอาศัยการทำงานที่ครอบคลุมในหลายมิติ โดยประกอบด้วยกลไกหลัก 6 ประการ ได้แก่ (1) การดำเนินคดีอาญา เพื่อลงโทษผู้บงการระดับสูง (2) การค้นหาความจริง โดยคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง (3) การเยียวยาผู้เสียหาย ทั้งทางวัตถุและจิตใจ (4) ความยุติธรรมทางเพศ เพื่อคุ้มครองและเยียวยาสตรีจากความรุนแรง (5) การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคง และ (6) การบันทึกความทรงจำ ผ่านอนุสรณ์สถานหรือพิพิธภัณฑ์ เพื่อสร้างการจดจำ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก[3]

.

ในปัจจุบัน แนวคิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นผ่านประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ ที่จัดการับเหตุการณ์ความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนาดใหญ่ในสังคมของตน โดยอาจพอพิจารณาตัวอย่างผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศเกาหลีใต้และประเทศบราซิล

ในอดีต เกาหลีใต้สามารถปฏิรูปกองทัพและนำอดีตประธานาธิบดีเผด็จการทหารมารับโทษจากเหตุการณ์สังหารหมู่ควังจูได้สำเร็จ รวมทั้งยังสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตยผ่านการที่สังคมร่วมกันจดจำเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเผด็จการทหาร[4]

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ศาลเกาหลีใต้ได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล ในความผิดฐานเป็นผู้บงการก่อกบฏและมีเจตนาล้มล้างรัฐธรรมนูญ จากกรณีพยายามประกาศกฎอัยการศึกและส่งทหารเข้าไปปิดล้อมรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านการใช้อำนาจที่ไม่ชอบนี้[5]

ย้อนไปเมื่อปี 2565 ยุน ซอก-ยอล ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยนโยบายต่อต้านเกาหลีเหนือและต่อต้านสตรีนิยม อย่างไรก็ตาม ในช่วงดึกคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2567 เขาได้ตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกโดยอ้างว่าเพื่อ “กำจัดกลุ่มต่อต้านรัฐ” และป้องกันประเทศจากเกาหลีเหนือ แต่ในความเป็นจริงถูกมองว่าเป็นการพยายามแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งรัฐสภาอย่างถล่มทลายในเดือนเมษายน 2567 และพยายามตัดงบประมาณ รวมถึงดำเนินการถอดถอนคณะรัฐมนตรีจากประเด็นเรื่องอื้อฉาวทุจริตของ คิม กอนฮี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง[6]

แม้กฎอัยการศึกจะมีอายุสั้นมากเนื่องจากสมาชิกสภาและประชาชนออกมารวมตัวคัดค้าน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนการถอดถอนและจับกุมยุนในเวลาต่อมา ทว่าในเดือนมกราคม 2568 ยุน ซอก-ยอล ได้ขัดขวางการจับกุม โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเขาได้สร้างกำแพงมนุษย์ยืนเรียงกันเพื่อปกป้องเขาภายในที่พัก ส่งผลให้ทางการต้องใช้ตำรวจกว่า 3,000 นาย และความพยายามมากกว่าสองครั้งจึงจับกุมสำเร็จ[7]

ยุน ซอก-ยอล ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2568 และพรรคฝ่ายค้าน นำโดย ลี แจ-มยอง ก็ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในเดือนมิถุนายนอย่างถล่มทลาย รวมถึงอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการสมรู้ร่วมคิดพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้ยังถูกทยอยส่งเข้าคุกเป็นจำนวนมาก อาทิ ฮัน ด็อกซู อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานาธิบดีรักษาการ (จำคุก 23 ปี) และอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ลี ซัง-มิน (จำคุก 7 ปี)[8]

แม้กระบวนการยุติธรรมจะชี้ขาดโทษสูงสุดแก่อดีตผู้นำ แต่อารมณ์ความรู้สึกของสังคมเกาหลีใต้ยังคงแตกแยก สำนักข่าว BBC ระบุในรายงานตอนหนึ่งว่า “ผู้สนับสนุนของเขา (ยุน ซอก-ยอล) ส่วนใหญ่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งชายหนุ่มและผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะสะท้อนเรื่องเล่าฝ่ายขวาจัดและทฤษฎีสมคบคิดที่รุนแรง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าพรรคของยุนตกเป็นเหยื่อของการโกงการเลือกตั้ง พวกเขายังเชื่อด้วยว่าการประกาศกฎอัยการศึกของเขาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องประเทศ”[9]

ในแง่หนึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต่างรอคอยคำตัดสินเพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง แต่อีกแง่หนึ่ง ยุน ซอก-ยอล ยังคงมีฐานผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายหนุ่มและผู้สูงอายุฝ่ายขวาจัดที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด ว่ารัฐบาลของยุนถูกโกงเลือกตั้งและคำสั่งประกาศกฎอัยการศึกเป็นสิ่งจำเป็น

แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการแสวงหาความจริงนั้น ได้ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาของศาลในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยและการนำผู้นำสูงสุดมารับโทษ รวมถึงเหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึงคุณค่าของสังคมเกาหลีที่ประชาชนพร้อมจะออกมาตั้งคำถามและชุมนุมเรียกร้องให้ผู้นำใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมยึดโยงกับประชาชน

.

บราซิลมีการตัดสินจำคุกอดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนารู เป็นเวลา 27 ปี 3 เดือน ในความผิดฐานพยายามก่อรัฐประหารและล้มล้างประชาธิปไตย ร่วมกับพรรคพวกอีก 7 ราย และนายทหารอีก 5 นาย จากการสมรู้ร่วมคิดวางแผนยึดอำนาจและลอบสังหาร ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีฝ่ายซ้าย ที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2565 คดีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 140 ปีของประเทศที่ศาลลงโทษอดีตผู้นำและกลุ่มทหารในข้อหาทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยผู้พิพากษาต่างประณามโบลโซนารูว่าเป็น “ไวรัสแห่งระบอบอำนาจนิยม” และเป็นผู้บงการอาชญากรรมที่มีรัฐบราซิลเป็นเหยื่อ[10]

ผู้พิพากษา อเล็กซานเดอร์ เดอ มอเรส เปิดเผยว่า ศาลมีหลักฐานหนาแน่นกว่าพันหน้า รวมถึง “คลิปเสียง” ของทหาร 53 นาย ที่ร่วมกันวางแผนการร้ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ถึงมกราคม 2566 โดยแผนการดังกล่าวครอบคลุมถึงการลอบสังหารประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และผู้พิพากษาศาลสูงสุด เพื่อปูทางไปสู่การก่อสงครามกลางเมืองและรักษาอำนาจของโบลโซนารูเอาไว้[11]

ทว่าแผนการนี้ต้องล้มเหลวเนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากนายทหารระดับสูง แม้จะมีผู้พิพากษาบางรายเห็นแย้งว่าหลักฐานยังไม่หนักแน่นพอ แต่ศาลก็ยังมีมติลงโทษคนใกล้ชิดของโบลโซนารู ทั้งอดีตรัฐมนตรีกลาโหมและทหารคนสนิทในฐานะผู้ให้เงินทุนและร่วมวางแผนครั้งนี้[12]

คำพิพากษานี้นับเป็นจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตทางการเมืองของโบลโซนารู นักการเมืองที่โดดเด่นในสภาและกองทัพมาตั้งแต่ช่วงปี 2523 ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2561 ซึ่งตลอดวาระเขาได้สร้างประเด็นอื้อฉาวไว้มากมาย เช่น การปฏิเสธวัคซีนโควิด-19 และการสนับสนุนการทำลายป่าอเมซอน[13]

ในเชิงประวัติศาสตร์ทางการเมือง คดีนี้มีนัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศ เพราะเป็นครั้งแรกที่กองทัพต้องรับผิดชอบต่อการพยายามโค่นล้มประชาธิปไตย จากเดิมที่มักจะได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับโทษ ส่งผลเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่ากองทัพไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้อีกต่อไป[14]

อย่างไรก็ตาม ในเชิงกระบวนการยุติธรรม แง่หนึ่งโบลโซนารู และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นถูกตัดสินให้รับโทษในความผิดของเขา แต่ในเชิงของสังคมอีกแง่หนึ่งนั้นยังมีความไม่แน่นอน ในรายงานของสำนักข่าว The Guardian ได้ระบุความเห็นของคามิลลา โรชา (Camila Rocha) นักรัฐศาสตร์จาก Brazilian Centre for Analysis and Planning เตือนว่าสถานการณ์ในบราซิลยังไม่อาจไว้วางใจได้ เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนโบลโซนารูได้เริ่มวางแผนช่วยเหลือเขาออกจากคุกผ่านเกมการเมือง โดยตั้งเป้าที่จะเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาฝั่งขวาเข้ามาเพิ่มเพื่อถอดถอนผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เป็นปฏิปักษ์ รวมถึงการผลักดันให้ผู้นำฝั่งขวาคนใหม่ชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปเพื่อใช้อำนาจประธานาธิบดีในการอภัยโทษให้แก่โบลโซนารู นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะใช้แรงกดดันและความสัมพันธ์ระดับนานาชาติเข้ามาช่วยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของบราซิลอีกด้วย[15]

.

.

ในบริบทของประเทศไทย สังคมของเราผ่านวิกฤตความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการต่อต้านรัฐบาล ผู้นำเผด็จการ รวมถึงการขัดแย้งกันเองในหมู่ประชาชนที่มีความเห็นไม่ตรงกัน จนนำไปสู่การใช้กำลังสังหารปราบปรามผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลหรือฝ่ายที่มีอำนาจบริหารในขณะนั้น  แต่น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่มีทั้งการค้นหาความจริง การดำเนินคดีอาญา การชดเชยเยียวยา และปฏิรูปองค์กรด้านความมั่นคงอย่างแท้จริง[16]

ในบทสัมภาษณ์ “Never Again: ‘เปลี่ยนผ่าน’ ให้พ้นความรุนแรงและความยุติธรรมแบบไทยๆ”[17] ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ก้าวแรกต้องเริ่มจากการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นหลักการสำคัญที่ทุกฝ่ายยึดถือ การถูกละเมิดโดยรัฐเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการสืบค้นความจริง มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องของอดีตที่ควรถูกหลงลืมหรือก้าวข้ามไปเฉย ๆ ผู้นำในระบบเดิมจะต้องสำนึกได้ว่า ที่กระทำลงไปคือสิ่งที่ผิด และแสดงความสำนึกผิดผ่านกระบวนการคืนความยุติธรรมหรือการรับโทษจากการกระทำ

กระบวนการนี้จึงไม่ใช่กระบวนการที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนของสังคมและภาคประชาชนเพียงอย่างเดียว สิ่งที่อาจเรียกได้ว่ายากที่สุดคือการที่ผู้นำยอมรับผิดและยินยอมให้ตนเองถูกดำเนินคดีจากความผิดที่ตัวเองได้ก่อ และเมื่อมองถึงสภาพสังคมและการเมืองไทยในปัจจุบัน เรายังติดหล่ม “การลอยนวลพ้นผิด” กล่าวคือ เป็นสภาวะที่มีผู้กระทำผิด แต่ไม่มีผู้รับผิด ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงวาทกรรม หากเป็นสภาพความเป็นจริงที่ผู้นำที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนาดใหญ่ยังคงลอยนวลในสังคม โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป[18]

ในบทความ “ลอยนวลพ้นผิด: รื้ออดีต ในวันที่รัฐยุติ(ความเป็น)ธรรม”[19] ได้ตีแผ่บริบทการเมืองไทยว่า มักเผชิญกับเหตุการณ์ที่ “มีผู้กระทำผิด แต่ไม่มีผู้รับผิด” เมื่อรัฐใช้กองกำลังและความรุนแรงกับประชาชน ผู้มีอำนาจมักจะไม่ถูกดำเนินคดี ซ้ำร้ายยังมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อปกป้องผู้กระทำผิด นำมาสู่การฝังรากลึกของวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ถูกผลิตซ้ำและส่งต่อในสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ

หากกล่าวถึงตัวอย่างเหตุการณ์ในประเทศไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการลอยนวลพ้นผิดและไม่มีความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน อาจพอกล่าวถึง 5 เหตุการณ์ ได้แก่ 1) เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 2) เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 3) เหตุการณ์ตากใบ 2547 4) การสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง 2552-2553 และ 5) การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563

1. การสังหารนักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ภายใต้บริบทการชุมนุมแสดงความไม่พอใจต่อระบอบเผด็จการทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร กลุ่มนิสิตนักศึกษาออกมาประท้วงการจับกุมนักศึกษาที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 13 คน โดยผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุม ก่อนที่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จะถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปราม มีผู้เสียชีวิตกว่า 77 คน และบาดเจ็บกว่า 857 คน

ท้ายที่สุดรัฐบาลเผด็จการได้หมดความชอบธรรมและผู้นำต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ แต่ก็ไม่มีการแสวงหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน และในท้ายที่สุด ผู้นำที่ลี้ภัยไปรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ได้ถูกดำเนินคดีใด ๆ จากการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม

2. เหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง 6 ตุลา 2519 เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมของนักศึกษาเพื่อประท้วงการเดินทางกลับเข้าไทยประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่บวชเป็นพระ ท่ามกลางกระแสการปลุกปั่นความเกลียดชังจากภาครัฐและมวลชนฝ่ายขวา เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างโหดเหี้ยม มีการยิง เผาทั้งเป็น และทุบตีร่างศพอย่างไร้มนุษยธรรม ซึ่งรายงานรัฐระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 45 คน แต่บันทึกของกู้ภัยคาดว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 คน

หลังจากการสังหารผู้ชุมนุมและทำการรัฐประหาร ได้มีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมถึง 2 ฉบับเพื่อล้างผิดให้คณะรัฐประหาร และนิรโทษกรรมให้ “ทุกฝ่าย” ซึ่งในทางปฏิบัติ กลายเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ใช้ความรุนแรง ไม่ต้องมีใครรับโทษทางกฎหมาย รวมถึงตัดสิทธิผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าชดเชยเยียวยา

3. เหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 6 คน ในข้อหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ปล้นปืน ทำให้กลุ่มประชาชนรวมตัวประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัวที่หน้า สภ.ตากใบ ทำให้เกิดการสลายการชุมนุมในช่วงบ่ายด้วยรถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และกระสุนจริง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที 7 คน ผู้ชุมนุมกว่า 1,370 คน ถูกควบคุมตัวขึ้นรถบรรทุกทหาร เพื่อเดินทางไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ที่อยู่ห่างออกไป 150 กิโลเมตร โดยใช้วิธีจับมัดมือไพล่หลัง บังคับถอดเสื้อ และให้นอนซ้อนทับกัน 3-4 ชั้น เป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการถูกกดทับและขาดอากาศหายใจเพิ่มอีกถึง 78 คน

แม้ต่อมาจะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นตรวจสอบ และรัฐบาลยุคต่อมาจะจ่ายเงินเยียวยารวมกว่า 600 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายยังคงเรียกร้องความยุติธรรมทางอาญาให้มีการค้นหาความจริงมากกว่าตัวเงินชดเชยชีวิตที่เสียไป จนฟางเส้นสุดท้ายในปี พ.ศ. 2567 ศาลนราธิวาสรับฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทว่าเมื่อถึงเส้นตายก่อนคดีหมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 กลับไม่มีจำเลยคนใดมาปรากฏตัวต่อศาล คดีจึงสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติและตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดจากการสูญเสียที่เกิดขึ้น

4. การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2552-2553 เกิดจากการรวมตัวชุมนุมใหญ่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ จนกระทั่งช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 มีการใช้กำลังทหารและฝ่ายความมั่นคงเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งถูกใช้เป็นข้ออ้างและกรอบกฎหมายรองรับการใช้ “กระสุนจริง” ในการปฏิบัติการ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 94 คน และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 1,500 คน

หลังเหตุการณ์สงบลง รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อรายงานข้อเท็จจริง แต่รายงานดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความเป็นกลาง ให้น้ำหนักกับข้อมูลฝั่งรัฐและกล่าวหาผู้ชุมนุม ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกหนึ่งของรัฐในการแทรกแซงข้อมูลข่าวสาร บิดเบือนข้อเท็จจริง และเบี่ยงเบนความรับผิดชอบของผู้นำประเทศและผู้ปฏิบัติการ ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ข้อกล่าวหาในการปราบปรามชุมนุมของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะตกไป โดยชี้ขาดว่าการสลายการชุมนุมเป็นไปตามหลักสากลและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ส่งผลให้กลไกทางกฎหมายยังไม่สามารถเอาผิดกับฝ่ายนโยบายได้

5. การสลายการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563-2565 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษายุบพรรคอนาคตใหม่ เมื่อปี 2563 นำไปสู่กระแสการชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการรวมตัวของกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” และการชุมนุมอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ในการชุมนุมหลายครั้ง เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้กำลังในระดับต่าง ๆ ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เป็นไปตามหลักสากล ผ่านมาตรการที่เกินกว่าเหตุ เช่น การเข้าสลายโดยไม่แจ้งเตือนล่วงหน้า การใช้แก๊สน้ำตา การใช้กระบองทุบตี และการใช้กระสุนยาง ความรุนแรงนี้ส่งผลกระทบไปถึงกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุม เช่น แพทย์อาสา และผู้สื่อข่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และมีผู้ต้องพิการสูญเสียการมองเห็นอย่างน้อย 3 คน อย่างไรก็ดี ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกดำเนินคดี รวมถึงฝ่ายบริหารในระดับสั่งการก็ไม่ถูกสอบสวนต่อการสลายการชุมนุมดังกล่าว

เหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมามีจุดร่วมสำคัญคือการที่ประชาชนและนักศึกษาออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ หรือความยุติธรรม แต่กลับถูกภาครัฐใช้กำลังเข้าปราบปรามจนนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ท้ายที่สุด แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหรือจ่ายเงินเยียวยาในบางกรณี แต่กลไกทางกฎหมายปกติและการออกกฎหมายนิรโทษกรรมกลับถูกใช้เพื่อปกป้องฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงานเป็นหลัก ส่งผลให้ตลอดหลายทศวรรษ คดีความส่วนใหญ่ต้องสิ้นสุดลงหรือหมดอายุความไป โดยไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับนโยบายหรือผู้สั่งการคนใดต้องรับโทษทางอาญาต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง กลายเป็นความล้มเหลวในการสร้างพื้นที่หรือกลไกที่จะเยียวยาเหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบให้ได้รับการยอมรับ คืนสิทธิและศักดิ์ศรี ที่สืบเนื่องต่อกันไป

.

(ภาพจาก AFP)

.

เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบประสบการณ์ของเกาหลีใต้ บราซิล และไทย จะพบว่าทั้งสามประเทศต่างมีสิ่งที่ร่วมกันทางประวัติศาสตร์ คือ การเผชิญหน้ากับระบอบอำนาจนิยมและการใช้อำนาจรัฐล้นเกินนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน ทว่า ปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเดินทางไปสู่จุดที่ต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางอำนาจและการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองภายในประเทศเป็นสำคัญ เกาหลีใต้และบราซิลแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการทลายกำแพงให้มีการนำอดีตผู้นำสูงสุดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษได้จริง ในขณะที่ประเทศไทยยังคงติดหล่มอยู่ในวัฏจักรของการลอยนวลพ้นผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของเกาหลีใต้อันนำไปสู่การลงทัณฑ์อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล เกิดจากความเข้มแข็งของสถาบันประชาธิปไตยและการตรวจสอบ ทั้งฝ่ายค้านในรัฐสภา และที่สำคัญที่สุด คือ พลเมืองที่เข้มแข็งทางการเมืองและพร้อมลุกขึ้นปกป้องรัฐธรรมนูญทันทีที่มีการประกาศกฎอัยการศึกอย่างมิชอบ ประกอบกับระบบศาลของเกาหลีใต้มีความเป็นอิสระสูงและยึดโยงกับหลักการปกป้องระบอบประชาธิปไตย บาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ควังจูและการปกครองของเผด็จการทหารในอดีต ได้บ่มเพาะให้สังคมเกาหลีใต้ไม่ยินยอมกับผู้นำที่ละเมิดสิทธิของประชาชนได้โดยง่าย

ในส่วนของบราซิล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาลสามารถสั่งจำคุกอดีตประธานาธิบดีโบลโซนารูในข้อหาพยายามก่อรัฐประหารได้ คือ ความเป็นปึกแผ่นของสถาบันตุลาการที่ใช้กลไกทางกฎหมายและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในการเอาผิดฝ่ายความมั่นคง เป็นการส่งสัญญาณว่ากองทัพบราซิลไม่อาจใช้เอกสิทธิ์คุ้มกันทางการเมืองได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม บราซิลยังคงเผชิญความท้าทายจากขั้วตรงข้ามทางการเมือง สะท้อนว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ได้จบลงที่คำพิพากษาของศาล แต่ต้องต่อสู้กับการขับเคลื่อในสังคมต่อไป

เมื่อหันกลับมามองบริบทของประเทศไทย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่กลับจบลงด้วย “ความยุติธรรมแบบไทย ๆ” คือการที่ชนชั้นนำและกองทัพยังคงรักษาอำนาจนำในโครงสร้างรัฐได้อย่างเหนียวแน่นและยังคงมีบทบาทสูงในทางการเมือง

การเพิกเฉยต่อการสร้างความยุติธรรมที่รอบด้าน เหมือนการซ้ำเติมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำ ซึ่งไม่ควรจะเป็นคุณค่าในสังคมที่ควรยึดถือต่อไป เราควรตั้งคำถามอย่างจริงจังและตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยจะต้องมีความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กล้าที่จะชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของระบบและรื้อถอนวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด ปฏิเสธที่จะส่งต่อมรดกอันบิดเบี้ยวนี้ให้กลายเป็นภาระของสังคมในภายหน้า

.


.

[1] Justice, Balkan Transitional. “What is transitional justice.” International Assistance, and Civil Society (2018). https://www.ictj.org/sites/default/files/ICTJ-Global-Transitional-Justice-2009-English.pdf#page=2.08. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[2] เรื่องเดียวกับ 1.

[3] เรื่องเดียวกับ 1.

[4] บุปผาวัฒน์, ก่อการ. จากลุกขึ้นสู้ถึงสังหารหมู่ ความยุติธรรมเดินทางสู่ชาวกวางจูได้อย่างไร. พ.ค. 16, 2568. https://crcfthailand.org/2025/05/16/59325/. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[5] เปิดคำพิพากษาศาลเกาหลีใต้ จำคุกตลอดชีวิต อดีต ปธน.ยุน ซอก-ยอล ฐานบงการก่อกบฏ. 2569 ก.พ. 19. https://www.bbc.com/thai/articles/clyv817493xo. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[6] เรื่องเดียวกับ 5.

[7] เรื่องเดียวกับ 5.

[8] เรื่องเดียวกับ 5.

[9] เรื่องเดียวกับ 5.

[10] THE MOMENTUM TEAM. ครั้งแรกในรอบ 140 ปี บราซิลตัดสินจำคุกอดีตประธานาธิบดี ฐานก่อรัฐประหารและล้มล้างประชาธิปไตย. 12 ก.ย. 2568. https://themomentum.co/report-bolsonaro-sentenced-attacking-democracy-coup/. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[11] เรื่องเดียวกับ 10.

[12] เรื่องเดียวกับ 10.

[13] The Guardian. Bolsonaro sentenced to 27 years for plotting military coup in Brazil. 11 ก.ย. 2568. https://www.theguardian.com/world/2025/sep/11/brazil-supreme-court-bolsonaro-guilty-coup. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[14] เรื่องเดียวกับ 13.

[15] เรื่องเดียวกับ 13.

[16] กัลยกร สมศรี และ ธนธร จิรรุจิเรข,. ลอยนวลพ้นผิด: รื้ออดีต ในวันที่รัฐยุติ(ความเป็น)ธรรม. ต.ค. 29, 2567. https://theactive.thaipbs.or.th/data/impunity-history. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[17] ประจักษ์ ก้องกีรติ, สัมภาษณ์โดย ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล. Never Again: ‘เปลี่ยนผ่าน’ ให้พ้นความรุนแรงและความยุติธรรมแบบไทยๆ – ว่าด้วยความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านการเมือง กับ ประจักษ์ ก้องกีรติ. 10 เม.ย. 2566. https://www.the101.world/prajak-kongkirati-transitional-justice-interview/. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[18] เรื่องเดียวกับ 16.

[19] เรื่องเดียวกับ 16.

.

X