เมื่อวันที่ 4 และ 13 ส.ค. 2569ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์ วัย 29 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จ ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ เมื่อปี 2565 เขารับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่ลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน
การพบเจอกับทนายในครั้งนี้ เป็นการอัปเดตสถานการณ์ชีวิตหลังถูกคุมขังมาแล้วเกือบเดือนจากการตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อ และเดินเข้าเรือนจำตามคำพิพากษา อติรุจเล่าว่าปัจจุบันเขาถูกจำแนกมาอยู่ที่แดน 5 แล้ว ชีวิตที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเหมือนตอนอยู่ข้างนอก แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้เขาอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ขณะเดียวกันยังคงเฝ้ารอที่จะได้ฟังเรื่องราวความเป็นไปของสถานการณ์การเมือง การต่อสู้ และการเคลื่อนไหวจากข้างนอก
วันที่ 4 ส.ค. 2569 อติรุจอยู่ในชุดนักโทษสีฟ้า เขาเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่าปัจจุบันย้ายไปอยู่แดน 5 แล้ว แต่สีเสื้อไม่ได้บ่งบอกเรื่องสถานะนักโทษใด ๆ ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้ก่อนหน้านี้ อติรุจจะใส่เสื้อสีน้ำตาลเพราะอยู่ในแดนแรกรับ พอแยกแดนและต้องออกมาเจอญาติ หรือทนายความ ผู้ต้องขังก็ต้องใส่เสื้อสีฟ้า
เมื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ย้ายแดนในเรือนจำช่วงนี้ อติรุจเล่าว่าได้ยินข่าวมาบ้าง แต่ไม่ได้เกิดกับแค่ผู้ต้องขังการเมือง เกิดกับผู้ต้องขังหลายคน เนื่องจากเรือนจำจะย้ายผู้ต้องขังคดียาเสพติดไปที่สถานบำบัดฯ ทำให้ผู้ต้องขังคดียาหายไปเยอะ
เรือนจำเลยจะแบ่งผู้ต้องขังตามเกณฑ์ใหม่ เช่น แดน 5 ก็จะเป็นกลุ่มผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดที่มีโทษ 1 – 3 ปี แดน 4 เป็นกลุ่มผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดี แต่ตอนนี้ยังไม่มีการย้ายเกิดขึ้น
ในส่วนแดน 5 ที่เขาอยู่ เขาบอกว่าพออยู่ได้ ตอนนี้เขาได้ผ้ามา 2 ผืน เอาไว้ปูนอนและหนุน แต่ที่นอนฝุ่นเยอะ ทำให้เขามีอาการเหมือนเป็นไซนัส เดิมตอนอยู่นอกเรือนจำเขาก็เป็นภูมิแพ้อากาศอยู่แล้ว แต่มีอาการไม่มาก พอเข้าเรือนจำแล้วสุขลักษณะไม่ได้ดีเหมือนข้างนอก จึงทำให้เขาป่วย มีไข้ หมอบอกว่าถ้าไม่ใช่ภูมิแพ้กำเริบรุนแรง ก็เป็นไซนัส แต่เขาได้รับยาและกินจนเกือบหายแล้ว
อติรุจเล่าให้ฟังว่าใน แดน 5 มีผู้ต้องขังประมาณ 500 คน ห้องนอน 1 ห้องจะมีคนอยู่รวมกันประมาณ 39 – 45 คน ห้องนอนจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ๆ แต่ละคนมีพื้นที่ 80 ซม. x 2 ม. ในการนอนถือว่าค่อนข้างแออัด
ก่อนหน้านี้ เกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาป่วย เลยนอนเยอะและกินยา ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหน ในแดนมีห้องสมุด เรือนนอน สนามกีฬา โรงอาหาร ห้องโถง และมี “ป้อม” ซึ่งอติรุจบอกว่าจะเป็นพื้นที่ประมาณ 4 x 5 เมตร มีหลังคา ทีวี พัดลม ไม่ค่อยมีเก้าอี้ ส่วนมากผู้ต้องขังจะนั่งนอนกันที่พื้น เพื่อดูข่าวสารบ้านเมือง เขาชอบอยู่ป้อมมากกว่าไปห้องโถง เพราะห้องโถงจะมีผู้ต้องขังรวมกลุ่มกันเป็นบ้านนั่งอยู่ประจำเป็นจุดต่าง ๆ เขาจึงไม่กล้าเดินสุ่มสี่สุ่มห้า ส่วนมากถ้าลงมาจากเรือนนอนเขาจะอยู่ป้อมและห้องสมุด
จากการไปห้องสมุด เขาอ่านหนังสือไปแล้ว 2 เรื่อง มีเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ และหนังสือรวมงานเขียนของอลัน ทัวริ่ง
นอกจากนี้ ในแดนยังมีห้องทำกิจกรรม เล่นดนตรี ตีปิงปอง แต่ต้องจองคิวใช้งาน เขาเลยยังไม่ได้ไป และถ้าอาการป่วยหายแล้ว ก็คิดว่าจะไปออกกำลังกาย ในแดนจะมีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่มักเจอได้ในสวนสาธารณะ เช่น บาร์โหน ยกเวท แต่ข้อเสียคือร้อน ไม่ค่อยมีที่ร่ม และมีพื้นที่ที่กำลังก่อสร้าง เห็นว่ากันว่าจะสร้างสนามมวย แต่งบประมาณยังไม่มา
พอกลายเป็นผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดก็จะมีงานที่ทำได้ คือ ผู้ช่วยแดน แต่ส่วนมากผู้คุมจะเป็นคนเรียกคนให้ไปทำเอง เขาอาจไม่ได้ไปเป็น แต่จะรอเข้าร่วมอบรมที่มีใบประกาศ แล้วเอาไปยื่นขอเลื่อนชั้นดีกว่า ซึ่งการเลื่อนชั้นจะมีทุก ๆ 4 เดือน
เขาบอกว่า ถ้าหายป่วยแล้ว เขาคงปรับตัวได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เขานับวันออกเป็นเดือน โทษเต็ม 20 เดือน ปัจจุบันก็ใกล้จะได้นับ 1 แล้ว เพราะสำหรับเขา ถ้านับเป็นวันมันจะนานเกินไป
เมื่อพูดคุยเรื่องข่าวการเมืองในช่วงนี้ว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญมิน อ่อง หล่าย มาเยือนประเทศไทยในฐานะผู้นำครั้งแรก เขาบอกว่ารู้สึกเหมือนตอนที่ผู้นำประเทศอื่น ๆ มาเจอประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำไม่ควรมาจากการรัฐประหาร โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว เป็นท่าทีที่ดูไม่ดีในเวทีโลก
อติรุจพูดต่อในเรื่องของยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ซึ่งกำลังโดนกล่าวหาในข้อหาหมิ่นประมาทจากกรณีที่เขาเปิดเผยข้อมูลขบวนการฮั้วเลือกตั้งของสภาวุฒิสภา (สว.) เขาได้ดูข่าวในเรือนจำแล้ว และแสดงความกังวลกับการไปฟ้องต่างถิ่น ที่ไกล ๆ
เขาบอกว่า ตอนนี้แดน 5 คอมพิวเตอร์พัง ทำให้ไม่สามารถเยี่ยมออนไลน์และเยี่ยมทางไลน์ได้ และ Domi Mail ของเรือนจำตอนนี้ก็ใช้งานไม่ได้
ส่วนเรื่องอาหาร เขาบอกว่า อาหารเรือนจำจะจืด ๆ ข้าวเขายังกินข้าวหลวง ถึงจะแข็งแต่อย่างน้อยก็ไม่เสีย และคนในป้อมมักจะรวมกันหารเงินซื้อกับข้าวมาแบ่งกันกิน บางวันก็มีแจกไข่ต้ม ถ้าเขายังไม่กินก็สามารถทิ้งไว้ที่ป้อมมากินในวันถัดไปได้ และซื้อมาม่ามากินได้ แต่กินเยอะเกินก็ไม่ไหว หมอก็เตือนเขาว่าถ้ายังต้องกินยาเยอะ ให้ระวังของเค็มและรักษาสุขภาพด้วย
และอติรุจเล่าว่าสามารถสั่งขนมปังได้ แต่ถ้าอยากกินจะต้องสั่งล่วงหน้านาน คือ ถ้าจะกินพรุ่งนี้ ต้องสั่งตั้งแต่ก่อนหน้านั้น 1 – 2 วัน เขาเพิ่งลองสั่งแซนวิชมาเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะเสียไหม ส่วนน้ำที่มีปัญหากลิ่นคลอรีน ตอนนี้เขาซื้อน้ำกินเองแล้ว ในเรือนจำมีน้ำทั้งขวดเล็กขวดใหญ่ขายอยู่
สุดท้าย อติรุจบอกว่าถ้าเป็นไปได้อยากได้หนังสือสอนภาษามือ เพราะตอนนี้มีเวลาว่างก็อยากลองเรียนภาษามือดูบ้าง
วันที่ 13 ส.ค. 2569 อติรุจอยู่ในชุดนักโทษสีฟ้าเช่นเดิม วันนี้เขาบอกว่าเมื่อช่วงเช้า ได้เซ็นใบเด็ดขาดแล้ว และหากเขาติดจนชนป้ายจริง ๆ คงจะได้ออกในวันที่ 9 มี.ค. 2571 และตอนนี้เขาหายขาดจากอาการป่วยแล้ว และเริ่มออกกำลังกาย ทำให้ตัวไม่เหลวเหมือนตอนแรก
ตอนนี้ปรับตัวได้แล้ว และมีตารางเวลาที่ชัดเจน ตื่นเช้ามากินข้าว ออกกำลังกาย อาบน้ำ ไปห้องสมุด ยืมหนังสือมาอ่าน และบางวันก็ได้ดูวิดีโอที่เรือนจำอัดไว้ บางครั้งก็ได้ดูทีวีสดอยู่บ้าง
เขาบอกว่าเวลาเกือบ 1 เดือนในเรือนจำทำให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมในการอ่านหนังสือไป จากเดิมตอนอยู่ข้างนอก เขาจะอ่านให้จบทีละเล่ม แต่พออยู่ในนี้มันไม่มีอย่างอื่นให้ทำ เขาก็จะอ่านครั้งละหลาย ๆ เล่ม โดยหลังถูกจำแนกแดน ทำให้สามารถยืมหนังสือในห้องสมุดมาอ่านบนเรือนนอนได้
เขาเจอหนังสือเรื่อง “Sapiens” เขียนโดย ยูวัล โนอาร์ แฮรารี ซึ่งเขาอยากอ่านมาตลอด หนังสือเรื่องนี้มีหลายร้อยหน้า เลยค่อย ๆ อ่านไป และหากรู้สึกเบื่อก็จะอ่าน pocket book เล่มเล็ก ๆ คั่นก่อนค่อยกลับมาอ่านต่อ และเขาเจอหนังสือเรื่อง “The call of the wild” ซึ่งเขียนโดย แจ็ค ลอนดอน เกี่ยวกับสุนัขที่เคยโดนเลี้ยงอยู่ในคฤหาสน์ ถูกลักพาตัวไปใช้แรงงาน
ก่อนที่เขาจะเข้าเรือนจำ เขาได้ดูเรื่อง Project Hail Mary ที่เล่นโดย Ryan Gosling และรู้สึกประทับใจอยากเขียนบทความถึงเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ทำก็เข้าเรือนจำมาเสียก่อน และไม่กี่วันก่อน เรือนจำได้นำเรื่องนี้ที่อัดไว้มาฉาย ซึ่งเขาค่อนข้างเซอร์ไพรส์ จึงได้มีโอกาสเขียนไดอารี่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งเขาอยากส่งออกมาเป็นจดหมายให้ในภายหลัง
ในวันแม่ที่ผ่านมา (12 ส.ค.) เรือนจำเปิดเพลงนิดหน่อย และให้ใส่เสื้อหลากสีที่เป็นเสื้อที่ใส่เข้ามาได้ โดยเรือนจำจะให้แต่งตัวอย่างไรก็ได้ทุกวันหยุดราชการและเสาร์ – อาทิตย์ ช่วงนี้ยังมีกีฬาสี กีฬาแดนบ้าง จะให้ผู้ต้องขังเล่นกีฬาหรือเป็นกองเชียร์ แต่เขาไม่ได้เข้าร่วมเลย
อติรุจเล่าว่าสถานการณ์ตอนนี้ในแดน 5 ผู้ต้องขังคดียาเสพติดถูกย้ายไปสถานบำบัดเกือบครึ่งร้อย ทำให้ความแออัดลดลง และทราบว่าจะมีการย้ายแดน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่าเขาต้องกักโรคใหม่หรือไม่
ส่วนการเยี่ยมทางไลน์ของแดน 5 กลับมาแล้ว หลังจากหายไปเพราะคอมพิวเตอร์เสีย โดยให้สิทธิจองเยี่ยมได้คนละสองครั้งต่อเดือน ซึ่งคนก็แย่งกันจองมาก แต่ถ้าบังเอิญเยี่ยมแล้วคอมพิวเตอร์มีปัญหาในขณะเยี่ยมก็จะเสียสิทธิครั้งนั้นไปเลย เขาคิดว่าจะลองใช้บริการ เพราะคุณย่าที่ไม่สะดวกมาเยี่ยมที่เรือนจำจะได้เยี่ยมออนไลน์ได้
อ่านเพิ่มเติม
