เปิดบันทึกไต่สวนมูลฟ้องคดีประชาชนถูก ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ฟ้องหมิ่นประมาทฯ กรณีคอมเมนต์ใต้โพสต์เรื่องการซื้อเสียงช่วงเลือกตั้ง ก.พ. 2569 

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีของ อำนาจ (สงวนนามสกุล) ประชาชนจากกรุงเทพฯ วัย 45 ปี ที่ถูก รัตติกาล แก้วเกิดมี ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากกรณีคอมเมนต์ใต้โพสต์เฟซบุ๊กของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งตั้งคำถามเรื่องการซื้อเสียงช่วงเลือกตั้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 

ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง รัตติกาลได้เดินทางมาเบิกความด้วยตนเอง ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่ได้เดินทางมาศาล แต่ได้ตั้งทนายความเพื่อซักค้าน หลังการไต่สวน ศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีหรือไม่ ในวันที่ 7 ก.ค. 2569

.

รัตติกาล แก้วเกิดมี ฟ้องผู้โพสต์ตั้งคำถามเกี่ยวกับการซื้อเสียง และประชาชนที่มาคอมเมนต์ โดยเห็นว่า เป็นการใส่ความว่าตนซื้อเสียง

ย้อนไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งประจำการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 3 ก.พ. 2569  ตฤณห์ โพธิ์รักษา อาจารย์จากภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ใช้เฟซบุ๊กของตนเองที่มีชื่อว่า “Aj. Trynh Phoraksa (ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา)” โพสต์ข้อความและภาพการสนทนาในแชทไลน์เกี่ยวกับการซื้อเสียงในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

ภายใต้โพสต์ดังกล่าวมีหลายบุคคลได้ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมถึงอำนาจได้เข้าไปแสดงความคิดทำนองยืนยันข้อเท็จจริงโดยไม่ได้ระบุชื่อบุคคลที่สาม ต่อมา รัตติกาลได้คอมเมนต์ตอบอำนาจว่า “เตรียมรับหมายศาลค่ะมีหลักฐานอะไร”

ในวันถัดมา (3 ก.พ. 2569) รัตติกาลได้โพสต์ข้อความและภาพลงเฟซบุ๊กในขณะที่ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.บางเขน โดยระบุว่า “…นี่ไม่ใช่การลงบันทึกประจำวัน แต่คือการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด…” ก่อนที่จะได้ให้ทนายส่วนตัวเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 รัตติกาลได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ตฤณห์ โพธิ์รักษา เป็นจำเลยที่ 1 และ อำนาจ เป็นจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 

ในคำฟ้องบรรยายโดยสรุปว่า โพสต์ของจำเลยที่ 1 เป็นการใส่ความโจทก์ว่า เป็นนักการเมืองที่ทุจริต ใช้เงินซื้อเสียงเลือกตั้งและเป็นการกระทำผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศ ทำให้คะแนนนิยมลดน้อยลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งผู้แทนสภากรุงเทพฯ เมื่อปี 2565 โดยข้อความที่โพสต์เป็นความเท็จทั้งสิ้น

สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 ได้แสดงความเห็นต่อโพสต์ของจำเลยที่ 1 ในลักษณะยืนยันข้อเท็จจริงจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาใส่ความโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้โพสต์และจำเลยที่ 2 ได้เข้ามาแสดงความเห็นยืนยันข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 โพสต์ใส่ความโจทก์

ทั้งนี้ในคำฟ้องได้ระบุว่า สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 แล้ว แต่เนื่องจากพนักงานสอบสวนดำเนินการล่าช้า จึงนำคดีมาฟ้องกับจำเลยที่ 1 ด้วยตนเอง แต่สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพราะต้องการดำเนินคดีด้วยตนเอง

ต่อมา ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องเป็นวันที่ 15 มิ.ย. 2569 โดยทนายโจทก์ได้นำพยานเข้าเบิกความ 1 ปาก คือ รัตติกาล แก้วเกิดมี 

.

รัตติกาลยอมรับว่า โพสต์และคอมเมนต์ไม่ได้ระบุชื่อใครและมีการเบลอหน้าไว้ และไม่ทราบว่าจำเลยทั้งสองรู้จักกันหรือไม่

วันที่ 15 มิ.ย. 2569 เวลา 9.00 น. ที่ห้องพิจารณาที่ 814 โจทก์พร้อมทนายความส่วนตัว และทนายจำเลยมานั่งรอห้องพิจารณาเปิดตั้งแต่ก่อนเวลานัด ในเวลา 9.21 น. ผู้พิพากษาได้ออกนั่งพิจารณาและดำเนินคดีก่อนหน้าให้แล้วเสร็จ

เวลา 9.39 น. ผู้พิพากษาสอบถามว่า ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะไต่สวนหรือไม่ จากนั้นทนายโจทก์จึงได้นำพยานผู้กล่าวหา รัตติกาล แก้วเกิดมี เข้าสาบานตน

พยานเบิกความว่า อายุ 45 ปี ประกอบอาชีพนักการเมือง ยืนยันเบิกความตามคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องที่ทนายโจทก์ยื่น ทนายโจทก์ถามว่า พยานเคยดำรงตำแหน่งอะไรในเขตสายไหม พยานตอบว่า เป็นสมาชิกสภาผู้แทนกรุงเทพฯ 2 สมัย ช่วงปี 2553-2556 และ 2565-2568 ช่วงที่ 2 ไม่ได้อยู่ครบวาระ เนื่องจากลาออกมาลงสมัคร สส. เขตสายไหมในนามพรรคเพื่อไทย

ทนายโจทก์ถามว่า ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดการหาเสียงช่วงไหน พยานตอบว่า ช่วง 21 ธ.ค. 2568 – 7 ก.พ. 2569 และกำหนดการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว พยานจับสลากหมายเลขได้ หมายเลข 7 พรรคได้หมายเลข 9 

ทนายโจทก์ถามว่า วันที่ 3 ก.พ. 2569 จำเลยที่ 1 ได้ทำอะไร พยานตอบว่า โพสต์ภาพและข้อความ ทนายโจทก์ขอย้อนกลับไปถามก่อนว่า จำเลยที่ 1 ใช้เฟซบุ๊กอะไร พยานตอบว่า ใช้ชื่อว่า ตฤณ โพธิ์รักษา เป็นภาษาอังกฤษ โพสต์เป็นสาธารณะ กล่าวคือ ใคร ๆ ก็สามารถเห็นและเข้าถึงได้

ทนายโจทก์ถามว่า ในโพสต์เนื้อหามีประมาณว่าอะไร พยานตอบว่า ทำนองว่า ข้อความนี้มาจากชาวบ้าน ประชาชน มีข้อความว่า “ลูกกูได้ 700 บาท” ทนายโจทก์ถามต่อว่า ข้อความนั้นหมายถึงใคร พยานตอบว่า หมายถึงพยาน

พยานเบิกความรับทนายโจทก์ว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 โพสต์ทำให้พยานได้รับความเสียหาย โดยเป็นการกล่าวหาว่า มีการใช้เงินซื้อเสียง ทนายโจทก์ถามว่า เสี่ยงต่อการทำให้พยานถูกดำเนินคดีอะไร พยานตอบว่าคดีอาญา ทนายโจทก์ถามต่อว่า กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการเลือกตั้งใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ ซึ่งในความเป็นจริงพยานไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้มีการซื้อเสียง

ทนายโจทก์ถามว่า จากนั้นจำเลยที่ 2 มาโพสต์ตอบว่าอะไร พยานตอบว่า โพสต์ว่ามีการซื้อเสียง ยืนยันว่าเป็นเขตเลือกตั้งของผมเอง พยานจึงไปตอบข้อความว่า เตรียมรับหมายศาล เพราะข้อความที่กล่าวหาไม่เป็นความจริง

พยานรับกับทนายโจทก์ว่า ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 รอดำเนินคดีพร้อมกันโดยประสงค์จะดำเนินคดีเอง และได้ทราบโพสต์นี้ที่สำนักงานเขตที่พยานทำงาน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ใครก็สามารถเข้าถึงโพสต์ได้

ทนายโจทก์ถามว่า เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่เห็นด้วยหรือเห็นตรงข้ามกับพยาน พยานตอบว่า เป็นฝ่ายตรงข้ามแน่นอน เพราะถ้าเชียร์พยานต้องยืนยันว่าพยานไม่ได้ทำ เมื่อทนายโจทก์ให้พยานดูภาพคอมเมนต์ พยานรับว่าเป็นข้อความยืนยันว่ามีการซื้อเสียง

ทนายโจทก์ถามว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พยานได้รับการเลือกตั้งในเขตสายไหมหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ได้รับ และเบิกความรับที่ทนายโจทก์ถาม เชื่อว่าเป็นเพราะการร่วมกันหมิ่นประมาทในครั้งนี้ จากการเทียบเคียงผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพฯ สมัยที่ 2 พยานได้คะแนนเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 44,507 คะแนนเสียง ส่วนการเลือกตั้ง สส. พยานได้ 23,498 คะแนนเสียง ลดไปประมาณครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ตนไม่รู้จักกับจำเลยทั้งสอง

ตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน

พยานรับว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 แสดงความเห็น ไม่ได้ระบุชื่อบุคคล พยานเป็นผู้รับสมัครเขต 11 ก่อนที่ทนายจำเลยจะให้พยานดูรูปโพสต์ตามฟ้องและถามว่า ในภาพไม่ได้ระบุว่าเป็นผู้รับสมัครเขตใดใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่

ทนายจำเลยถามว่า ในโพสต์มีข้อความว่า “มีชาวบ้านส่งมาครับ จริงไม่จริงไม่ทราบนะครับ พื้นที่นี้มีไว้ประชาสัมพันธ์ และตั้งคำถามครับ” ลักษณะข้อความเป็นคำถามในตัวใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ และรับว่าภาพมีการเซนเซอร์ ปิดบังหน้า

ทนายจำเลยถามว่า ไม่มีใครมาโพสต์ตอบจำเลยที่ 1 ว่าเป็นพยานใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่มี และรับว่า มีแต่พยานมาตอบกลับว่า เตรียมรับหมายศาล และนอกจากนี้คอมเมนต์อื่น พยานก็ไม่ได้ไปคอมเมนต์ยืนยันว่าเป็นตัวพยาน

พยานรับว่า ไม่ทราบว่า จำเลยทั้งสองรู้จักกันหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่ทราบดีว่า การเป็นผู้แทนห้ามซื้อขายเสียง ทราบว่า การตั้งคำถามเรื่องการซื้อเสียง เป็นกลไกการตรวจสอบตามหลักประชาธิปไตย

พยานรับว่า ผลการเลือกพยานได้คะแนนลดลง แต่ก็เป็นผู้ที่มีคะแนนอันดับ 2 ทนายจำเลยถามต่อว่า ทราบไหมว่าพื้นที่การเลือกตั้ง สส. กับ สก. มีขนาดพื้นที่ต่างกัน พยานตอบว่า ทราบ โดยพื้นที่ของ สก. จะมากกว่า สส. 

พยานไม่แน่ใจว่า จำนวนผู้สมัคร สก. น้อยกว่า สส. หรือไม่ ทนายจำเลยได้ให้พยานดูว่า ผู้สมัครหมายเลข 7 มีผู้หญิงอีกหลายคน พยานดูและตอบว่า ใช่ 

ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน

พยานรับว่า ได้ใช้เฟซบุ๊กหาเสียง โดยเป็นบัญชีของพยาน รับว่า ตามข่าวทั่วไป กกต. ระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวมี สส. 400 เขต มี ผู้สมัคร 5,000 คน ทั่วประเทศ 

ทนายจำเลยให้พยานดูโพสต์ของจำเลยที่ 1 พยานดูและรับว่า โพสต์ไม่ได้ระบุชื่อพยาน ทนายจำเลยถามต่อว่า ในภาพประกอบโพสต์เป็นการพูดคุยในแอปพลิเคชั่นไลน์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ใช่ ก่อนตอบใหม่ว่า ใช่ พยานรับว่า ในภาพที่ทนายจำเลยให้ดูมีเลข 7 แต่ไม่เห็นหน้าเพราะมีการเบลอหมด และพยานไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1

ทนายจำเลยถามว่า ที่จำเลยที่ 2 แสดงความเห็นก็ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อพยาน ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ (ทนายโจทก์ค้านคำถามนี้ว่า ทนายเป็นทนายจำเลยที่ 1 ไม่ใช่จำเลยที่ 2 แต่ศาลก็บันทึกคำถาม-คำตอบให้)

ทนายจำเลยถามว่า ข้อความที่จำเลยที่ 2 แสดงความเห็นไม่ได้ระบุว่าที่ไหน เขตไหน พยานตอบว่า ใช่ ทนายจำเลยถามว่า ทราบไหมว่า จำเลยที่ 1-2 รู้จักกันหรือไม่ และไม่มีหลักฐานมาแสดงว่ารู้จักกันใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่

ทนายจำเลยถามว่า ตอนไปแจ้งความ ระบุแค่จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 เพราะมีชื่อเสียงแต่ไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ และรับว่า ได้ถ่ายรูปเฟซบุ๊กชี้แจงว่ามีการไปแจ้งความไว้ พร้อมนำภาพถ่ายโพสต์ของจำเลยที่ 1 ไปประกอบการแจ้งความด้วย

ทนายจำเลยถามว่า ขณะนั้นก็ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1-2 จะมีการนัดแนะ พูดคุยเกี่ยวกับการโพสต์ (ศาลกล่าวว่า ถามว่าไม่รู้จักกันก็พอแล้ว)

ทนายจำเลยให้พยานดูเอกสารท้ายฟ้องว่า โพสต์ของจำเลยที่ 1 มีทั้งหมด 12 หน้า มีเฉพาะหน้าแรกที่พยานเห็นว่าเกี่ยวกับพยาน ส่วนที่เหลือเป็นข้อความเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไป ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่

พยานรับว่า ในการเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิ์ 95,000 ราย พยานไม่ได้ทำแบบสำรวจความเห็นว่าทำไมไม่เลือกพยาน ทนายจำเลยถามต่อว่า คะแนนเลือกตั้งที่หายไปจึงระบุไม่ได้ว่า มีเหตุโดยตรงจากโพสต์ของจำเลยที่ 1 พยานตอบว่า ไม่จริง เพราะจำเลยที่ 1 โพสต์ แม้จะมีการเบลอภาพแต่คนที่แชร์ไปมีแต่คนบอกว่าเป็นตัวพยาน อีกทั้งตัวสี ท่าโพสต์ มีแค่ตัวพยานที่ใช้ในลักษณะแบบในภาพ

ทนายจำเลยถามว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้มีประชาชนกี่คนไม่เลือกพยาน พยานตอบว่า ไม่สามารถบอกได้ จะมาบังคับแบบนี้ไม่ได้ 

ทนายจำเลยถามว่า ขณะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจพยานได้กล่าวว่า ไม่ควรกลั่นแกล้งกันแบบนี้ ให้มีการร้อง กกต. ได้เลย และทางพรรคของพยานมีนโยบายเรื่องการซื้อเสียงอย่างไร พยานตอบว่า ทางพรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายซื้อสิทธิ์ขายเสียง  พยานรับว่า โดยทั่วไปเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องร้ายแรง เกี่ยวเนื่องกับประโยชน์สาธารณะ

ตอบทนายโจทก์ถามติง

ทนายโจทก์ถามว่า ที่ตอบทนายจำเลยไปตามภาพถ่ายที่มีภาพหมายเลข 7 ปรากฏและพรางบุคคลไว้เป็นภาพใคร พยานตอบว่า เป็นภาพพยาน ทนายโจทก์ถามต่อว่า ภาพถ่ายของพยานพร้อมหมายเลขผู้สมัครกับภาพโปรไฟล์ในเฟซบุ๊กของพยานแตกต่างกันใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่

ทนายโจทก์ถามว่า จำเลยที่ 2 เข้ามาแสดงความเห็นใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ ทนายโจทก์ถามต่อว่า ที่ตอบทนายจำเลยว่า มีผู้สมัครหญิงหลายคน มีเขตพยานหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ใช่ผู้สมัครเขตสายไหมและภาพผู้สมัครแต่ละคนมีลักษณะท่าทางไม่เหมือนพยาน

ทนายโจทก์ถามว่า ภาพที่จำเลยที่ 1 โพสต์ กับภาพผู้สมัครที่ทนายจำเลยให้ดูเป็นภาพเดียวกันหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ ทนายโจทก์ถามต่อว่า ภาพถ่ายพยานพร้อมหมายเลขผู้สมัคร กับ ภาพในโพสต์ของจำเลยที่ 1 และภาพผู้สมัครที่ทนายจำเลยให้ดูเป็นภาพเดียวกันหรือไม่ พยานตอบว่า ใช่

ทนายโจทก์ถามว่า พยานติดตั้งป้ายโฆษณาหาเสียงตั้งแต่ช่วงไหน พยานตอบว่า ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และเบิกความตอบต่อว่า ตามกฎห้ามติดตั้งเกินกว่า 2 เท่าของจำนวนหน่วย น่าจะติดประมาณ 200-300 ป้ายบริเวณที่คนเห็นได้ชัด ถนน หมู่บ้าน ซอย และมีในโซเชียลมีเดีย

ทนายโจทก์ถามว่าแม้จะมีการพรางใบหน้า แต่ชาวบ้านเขตสายไหมก็ทราบว่าเป็นใคร ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ทราบว่าเป็นพยาน

.

.

หลังไต่สวนเสร็จสิ้นศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาและกำหนดนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องเป็นคดีหรือไม่ ในวันที่ 7 ก.ค. 2569

X