“I’m a Victim of Torture by Thai Police” คือข้อความที่ อรรถสิทธิ์ นุสสะ เขียนบนป้ายกระดาษ และนำไปยืนถือที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2565
อรรถสิทธิ์ เป็นหนึ่งใน “เหยื่อ” ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐทำการซ้อมทรมาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล กรณีของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2564 ซึ่งอรรถสิทธิ์ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมที่หน้า สน.ดินแดง ที่มีนักกิจกรรมนัดจุดเทียนไว้อาลัยและทวงถามความยุติธรรมให้แก่ วาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชนอายุ 15 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิต โดยระหว่างที่เข้าร่วมกิจกรรม อรรถสิทธิ์ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดินแดง เข้าจับกุมและควบคุมตัวเข้าไปในสถานี และถูกซ้อมทรมานในคืนนั้น จนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณดวงตาและร่างกาย
เขาเล่าหลังเหตุการณ์ว่า ทางตำรวจพยายามให้บอกข้อมูลของคนที่ยิง คฝ. ในการชุมนุมก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2564 รวมทั้งกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้จุดไฟใส่ศาลพระภูมิของสถานีตำรวจในวันทำกิจกรรมดังกล่าว ทั้งที่เขายืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง ทางตำรวจได้ใช้กำลังทำร้าย เตะ ต่อย เอาหัวกระแทกเก้าอี้ไม้ และใช้กระบองกระแทกที่ซี่โครงด้านขวา เพื่อให้บอกข้อมูลและให้บอกรหัสเข้าถึงมือถือส่วนตัว โดยมีการบีบคอเมื่อเขาบอกรหัสเข้ามือถือผิด ยังเข้าถึงอุปกรณ์ไม่ได้ และข่มขู่จะฆ่าอีกด้วย การซ้อมและข่มขู่นี้ดำเนินอยู่กว่าชั่วโมงในพื้นที่ของห้องสืบสวน
“ผมไม่ได้มาประท้วงเลย แค่มาไว้อาลัยให้กับน้อง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องใช้กำลังกับผม” อรรถสิทธิ์เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไท
ในวันดังกล่าว ยังมี “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ที่เปิดเผยข้อมูลว่าถูกตำรวจซ้อมหลังจับกุมตัวเช่นกัน ต่อมาทั้งสองคนถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 (มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ) จากการร่วมกิจกรรมที่หน้า สน.ดินแดง
หลังจากนั้นทั้งสองคนได้รับการประกันตัว โดยคดีนี้ก็ยังค้างอยู่ในชั้นสอบสวนจนถึงปัจจุบัน กล่าวเฉพาะอรรถสิทธิ์ เขาเองถูกดำเนินคดีนี้เพียงคดีเดียว ไม่ได้มีคดีจากการชุมนุมอื่น ๆ แต่อย่างใด
.
ภาพอรรถสิทธิ์ในวันเกิดเหตุ
.
ปัจจุบันในวัย 39 ปี อรรถสิทธิ์ยังทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เขาย้อนเล่าว่าในช่วงปี 2563-65 ตัวเองเข้าร่วมเป็นผู้ชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการทำรัฐประหารก่อนหน้านั้น โดยในส่วนงานของเขาได้รับผลกระทบในเรื่องการเลื่อนตำแหน่งงาน และการชะลอของงานที่เข้ามา ทำให้เริ่มสนใจเข้าร่วมชุมนุมที่มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ลาออกไป และเข้าร่วมชุมนุมตามโอกาส ไม่ได้สังกัดกลุ่มเคลื่อนไหวใด โดยในช่วงชุมนุมเข้มข้นยังได้เข้าร่วมเป็นการ์ดอาสาด้วย
เกือบ 5 ปี ที่ผ่านมา อรรถสิทธิ์ ร่วมกับทีมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมจากการถูกซ้อมทรมานไปยังช่องทางต่าง ๆ ตั้งแต่การแจ้งความร้องทุกข์ในคคีอาญาไว้ที่ สน.ดินแดง ตั้งแต่หนึ่งวันหลังเกิดเหตุแล้ว โดยจนถึงปัจจุบันเรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้า
นอกจากนั้น ยังร้องเรียนไปที่ คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร, คณะอนุกรรมการคัดกรองกรณีถูกกระทำทรมาน และถูกบังคับให้หายสาบสูญ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยในส่วนของคณะอนุกรรมการคัดกรองฯ ได้ยุติการสอบสวน โดยมีความเห็นว่ายังไม่ใช่การกระทำทรมาน ตามคำนิยามของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เนื่องจากมิใช่การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ และนายอรรถสิทธิ์ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงสาหัส จึงเห็นควรยุติเรื่อง
รวมทั้ง เขายังได้ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย กว่า 3.3 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2567 เห็นว่าโจทก์ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าบาดแผลเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่จริง อรรถสิทธิ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา และคดียังอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์
ขณะเดียวกัน เมื่อกลางปี 2567 ทางผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และผู้รายงานพิเศษเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมและรวมกลุ่มโดยสงบ ยังได้ร่วมกันส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทย แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับกรณีรายงานความรุนแรงในกรณีของอรรถสิทธิ์ และขอให้ทางรัฐบาลไทยชี้แจงถึงกรณีนี้
ปัญหาที่อรรถสิทธิ์พบ คดีนี้เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะมีผลบังคับใช้ (วันที่ 22 ก.พ. 2566) ทำให้ผู้เสียหายต้องไปแจ้งความในพื้นที่เกิดเหตุเท่านั้น และเมื่อคู่กรณีคือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จึงอาจกระทบต่อทำสำนวนคดีและการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน ที่ผู้เสียหายสามารถแจ้งกับหน่วยงานได้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอัยการ ฝ่ายปกครอง และตำรวจในทุกท้องที่ รวมทั้งกฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับกุมและควบคุมตัวบุคคล รวมทั้งบันทึกข้อมูลการควบคุมตัวอย่างละเอียด
รวมถึงปัญหาการเข้าถึงพยานหลักฐาน ที่เพียงพอจะยืนยันถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิกล้องวงจรปิดที่อยู่ภายในสถานีตำรวจ ที่อาจมีภาพยืนยันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา
.
อรรถสิทธิ์เล่าว่าสิ่งที่เขาเจอ จากการพยายามร้องเรียนต่าง ๆ นี้ คือพบว่ากระบวนการในระบบราชการเต็มไปด้วยความล่าช้า เต็มไปด้วยการรอคอย และหลายกรณีก็ไม่รู้ว่าไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ไม่รู้ความคืบหน้าใด ๆ รวมทั้งการวินิจฉัยออกมาที่ทำให้เกิดความรู้สึก “อิหยังว่ะ”
เขาบอกด้วยว่า หลังเขาออกสื่อมากเข้า หัวหน้าที่ทำงานก็พยายามเตือนให้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองอีก หรือไปแสดงออกเยอะ แต่เขาก็ยังยืนยันออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป
“ผมพยายามลุยไปเต็มที่ ทำอะไรได้ก็ทำ ใช้ช่องทางต่าง ๆ ขยับไป เราไม่ค่อยกลัวแล้ว” อรรถสิทธิ์บอกถึงความรู้สึก
อรรถสิทธิ์ให้ความเห็นว่า แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการอุ้มหายฯ แล้ว แต่เขาเห็นว่ามาตรการเชิงป้องกันก็ดูยังต่ำเกินไป ยังมีความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินการซ้อมทรมานไม่ว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวจะเป็นใคร รวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ ของตำรวจ-ทหารที่อาจทำให้เกิดกรณีที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองได้ด้วย นอกจากนั้นการชดเชยเยียวยาผู้ถูกกระทำก็เป็นไปอย่างล่าช้าและมีข้อจำกัดมาก
แม้เวลาจะเนิ่นยาวออกไป กับการตามหาความยุติธรรม แต่อรรถสิทธิ์ก็ยังรอคอย เขาบอกว่าถ้าไม่มีช่องทางให้ไปอีกแล้ว คงจะกลับมาคิดอีกทีว่าจะทำอะไรต่อได้
“ผ่านไปหลายปี ผมก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม อยากให้มีการลงโทษผู้กระทำผิด อยากให้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มันดีขึ้น ไม่ควรมีใครโดนแบบนี้อีก” อรรถสิทธิ์กล่าวย้ำเตือน
.
| 26 มิถุนายนของทุกปี สหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันต่อต้านการทรมานสากล เนื่องจากเป็นวันครบรอบการมีผลบังคับใช้ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ซึ่งไทยเองก็ได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้ ตั้งแต่ปี 2550 และแม้จะมีการออก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทำให้มีกฎหมายรองรับปัญหาเรื่องการซ้อมทรมานและบังคับสูญหายที่ชัดเจนขึ้น แต่หลายภาคส่วนยังสะท้อนถึงปัญหาช่องโหว่ของกฎหมาย และการเรียกร้องความเป็นธรรมในหลายกรณีก็ยังคงดำเนินต่อไป |
.
ย้อนอ่านรายงานโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล 3 ปี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย แม้ความหวังยังคงอยู่ แต่ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างรอบด้านจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด?
รายงานโดย Policy Watch ถอดบทเรียน พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย 3 ปี ยังมีช่องโหว่
.

