บทสัมภาษณ์โดย ณัฐภัทร มาเดช
.
สันติวิธีจะยังใช้ได้ผลอยู่ไหม… ในรัฐที่ยังมีคำถามเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน?
สันติวิธีจะยังใช้ได้ผลอยู่ไหม… ในรัฐที่พร้อมยกระดับการใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ออกมาชุมนุม?
สันติวิธีจะยังใช้ได้ผลอยู่ไหม… ในรัฐที่ดูเหมือนไม่ได้รู้สึกรู้สากับชีวิตคน?
ชุดคำถามดังกล่าวคงเป็นชุดความคิดสามัญที่ก่อตัวขึ้นในหัวของผู้ที่เฝ้ามองความเป็นไปของสังคมมาอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงอาจเป็นคำถามที่แวะเวียนอยู่ในบทสนทนาของเหล่านักเคลื่อนไหวทางสังคมที่หมกหมุ่นครุ่นคิดถอดบทเรียนการต่อสู้ของตนและพวกพ้องในช่วงเวลาที่ผ่านมา
คำถามเหล่านี้พาเราไปสนทนากับ ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สนใจศึกษาเรื่องปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมมาหลายปี
น่าสังเกตว่าเธอเลือกที่จะใช้คำว่า “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” มากกว่าจะใช้คำว่า “สันติวิธี” ในขณะที่บางคนอาจมองว่าทั้งสองคำนี้มีความหมายที่ไม่แตกต่างกัน เธอกลับมองว่าแม้ทั้งสองคำจะมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่กลับให้มุมมองการรับรู้ต่อเรื่องความรุนแรง-ความไม่รุนแรงอย่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ไม่เพียงการใช้คำที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่เธอยังมองว่าในสังคมไทยยังมีมายาคติอยู่อีกมากเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นมุมมองที่ว่าการกระทำดังกล่าวต้องไม่ผิดกฎหมาย การกระทำดังกล่าวต้องไม่สร้างความอึดอัดใจให้กับผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการกระทำดังกล่าวต้องกระทำไปอย่างสงบ ไม่โหวกเหวก รบกวนผู้อื่น
แล้วอะไรคือความแตกต่างของ “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” และ “สันติวิธี” อะไรคือเส้นแบ่งว่าจุดไหนคือไม่รุนแรง จุดไหนคือรุนแรง
ชวนคลี่คลายมายาคติของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไปกับ ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ รวมไปสนทนาถึงอนาคตและที่ทางของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในสังคมไทยภายใต้ร่มเงาของรัฐที่ดูเหมือนยังอยู่ภายใต้ร่มเงาของความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ
.
สันติวิธี-ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ในการต่อสู้ทางการเมืองร่วมสมัย
หลักการของ “สันติวิธี” กับ “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” คืออะไร และในเชิงหลักการ ทั้งสองคำมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
บ่อยครั้งผู้คน ทั้งในสังคมไทยและสังคมอื่น ๆ มักใช้คำว่า “สันติวิธี” และ “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” สลับกันไปมา จริงอยู่ว่าทั้งสองคำมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด แต่ในโลกของการศึกษาเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งสองคำหรือทั้งสองแนวคิดนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทีเดียว
ในโลกของการไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งแปลมาจากคำว่า Nonviolence แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรก คือ Principle Nonviolence หรือการไม่ใช้ความรุนแรงบนฐานศาสนธรรม หมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรงในฐานะวิถีชีวิต หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากพื้นฐานทางศาสนา หากจะอธิบายในภาษาง่าย ๆ ของดิฉันเอง ก็คือ การไม่ใช้ความรุนแรงในทุกขณะจิต และในทุกมิติของชีวิต เพราะเชื่อว่าการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นวิถีชีวิตของคุณ
ตัวอย่างของการไม่ใช้ความรุนแรงในกลุ่มนี้ ได้แก่ มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) ผู้ที่ไม่ได้ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงเพียงแค่ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของอินเดียเท่านั้น แต่ยังทานมังสวิรัติเพราะเชื่อในการไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น ๆ และสร้างอาศรมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม และ มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr. ) ศาสนาจารย์และผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้เขียนใน “จดหมายจากคุกเบอร์มิงแฮม” (Letter from Birmingham Jail – จดหมายที่มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ เขียนขึ้นขณะโดนคุมขังอยู่ที่เรือนจำเบอร์มิงแฮม) ถึงหลักการของคริสตศาสนาในการไม่ใช้ความรุนแรงเอาไว้อย่างชัดเจน
การไม่ใช้ความรุนแรงอีกกลุ่มหนึ่ง คือการไม่ใช้ความรุนแรงบนฐานความเข้าใจเรื่องอำนาจ (Strategic Nonviolence) คนที่เสนอแนวคิดการไม่ใช้ความรุนแรงดังกล่าวนี้คือ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นักวิชาการด้านการไม่ใช้ความรุนแรงคนสำคัญของโลก ที่อธิบายว่า คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนธรรมะธรรมโม หรือไม่ต้องเลือกไม่ใช้ความรุนแรงในทุกมิติของชีวิตก็ได้ แต่คุณเลือกจะใช้การไม่ใช้ความรุนแรงในฐานะเครื่องมือเพื่อท้าทายและบั่นทอนอำนาจของคู่ขัดแย้ง โดยคุณเข้าใจว่าอำนาจทำงานยังไง คุณเลือกวิธีการไม่ใช้ความรุนแรงเพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ใช้มันในฐานะที่ได้แรงบันดาลใจจากศาสนา
วิธีการไม่ใช้ความรุนแรงบนฐานความเข้าใจเรื่องอำนาจนี้มักเรียกว่า “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” (Nonviolent Action)
เมื่อกลับไปพิจารณาคำและแนวคิด Non-violence มีการแปลคำนี้เป็นภาษาไทยอย่างน้อย 2 คำ ได้แก่ “การไม่ใช้ความรุนแรง” และ“สันติวิธี” ซึ่งเป็นคำที่คนไทยมักรู้จักมากกว่า อาจารย์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยตั้งข้อสังเกตถึงคำแปลทั้งสองคำนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ การแปลคำว่า Nonviolence เป็น “สันติวิธี” มันจะชวนให้เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวคิดนี้ และกระทั่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดของการไม่ใช้ความรุนแรงด้วย นั่นคือ คนมักจะเข้าใจว่า “สันติวิธี” ต้องทำได้แค่สวดมนต์ หรือนั่งสมาธิ ทั้ง ๆ ที่ในโลกของการไม่ใช้ความรุนแรงครอบคลุมวิธีการที่หลากหลายกว่านั้นมาก
.

.
จริง ๆ แล้วการไม่ใช้ความรุนแรง (Nonviolent) นั้น คุณจะสวดมนต์ก็ได้ นั่งสมาธิก็ได้ หรือจะประท้วงด้วยวิธีการแบบยียวนกวนประสาท ปิดถนน คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือคว่ำบารตทางสังคมหรือไม่ปฏิสังสรรค์กับคนกลุ่มนั้นก็ได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ในช่วงการประท้วงปี 2563-2564 มีร้านค้าจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐที่สลายการชุมนุม ก็เลือกที่จะติดป้ายหน้าร้านว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารสวมเครื่องแบบมาใช้บริการก็จะสงวนสิทธิ์ไม่ให้บริการ หรือถ้าจะมาใช้บริการ ก็ให้มาในฐานะเพื่อนมนุษย์ (ไม่สวมเครื่องแบบ) เท่านั้น ดังนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่าเวลาพูดเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรง ขอบเขตมันกว้างกว่าแค่การสวดมนต์ ภาวนา อ้อนวอน หรือนั่งสมาธิ
แต่ต้องขอสารภาพตามตรงว่าแม้กระทั่งตัวดิฉันเอง บางครั้งก็ใช้ 2 คำนี้สลับกันไปมา เพราะหากดิฉันต้องคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงมาก่อน ดิฉันก็อาจเลือกใช้คำว่า “สันติวิธี” เพราะไม่มีเวลามากพอจะอธิบายถึงข้อจำกัดของคำ ๆ นี้ แต่หากเป็นไปได้ ดิฉันก็อยากชี้ชวนให้สังคมไทยลองเปลี่ยนคำแปลของคำว่า Nonviolence เป็นคำว่าการไม่ใช้ความรุนแรงแทน เพราะดิฉันคิดว่าภาษาที่เราเลือกใช้ ย่อมเป็นข้อจำกัดทางความคิด (mental block) ของเราได้เหมือนกันนะ ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
ตัวอย่างที่น่าสนใจในกรณีนี้ ได้แก่ คำว่า Civil Disobedience ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า “ดื้อแพ่ง” อาจารย์ชัยวัฒน์นี้เองที่เป็นคนเสนอคำแปลใหม่ให้แก่คำนี้ว่า “อารยะขัดขืน” ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดนี้โดยยึดโยงกลับไปที่รากศัพท์คำภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง นั่นคือ ในขณะที่คำว่า “ดื้อแพ่ง” มีนัยยะสื่อถึงความดื้อด้านจะละเมิดกฎหมายโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่คำว่า “อารยะขัดขืน” พาเรากลับไปที่ความหมายดั้งเดิมของ Civil Disobedience นั่นคือผู้คนสามารถเลือกที่จะไม่เชื่อฟังหรือปฏิบัติตามกฎหมายบางประการที่เห็นว่าไม่ชอบธรรมหรือไม่ยุติธรรมได้ โดยมีเป้าหมายจะทำให้สังคมเป็นอารยะหรือเป็นธรรมมากกว่าเดิม
พูดอีกอย่างหนึ่ง อารยะขัดขืนหรือ Civil Disobedience ก็คือความตั้งใจไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อละเมิดกฎหมายที่เห็นว่าไม่ยุติธรรมหรือไม่เป็นธรรม โดยมุ่งหวังจะให้สังคมได้ร่วมกันฉุกคิด ตั้งคำถามและร่วมกันเปลี่ยนแปลงให้สังคมเกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
อันที่จริง อารยะขัดขืนหรือ Civil Disobedience ยังมีเงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักละเลยไป นั่นคือ เมื่อนักปฏิบัติการไร้ความรุนแรงเลือกขัดขืนกฎหมายข้อใดข้อหนึ่งแม้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะไม่เป็นธรรมก็ตาม ทว่า โดยภาพรวมแล้ว นักปฏิบัติการไร้ความรุนแรงยังเคารพกฎหมายและเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายในบ้านเมือง เพราะฉะนั้นต่อให้คุณขัดขืนกฎหมายที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม แต่คุณก็ยอมรับการรับโทษทัณฑ์จากการละเมิดกฎหมายดังกล่าวนั้นอยู่ดี
มหาตมะคานธีเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ลุกขึ้นมาปฏิบัติการอารยะขัดขืนโดยการชี้ชวนให้คนอินเดียร่วมกันผลิตเกลือ ในห้วงเวลาที่รัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้นมีคำสั่งห้ามคนอินเดียผลิตเกลือโดยเด็ดขาด สุดท้ายคานธีและคนอินเดียจำนวนมากก็ถูกจับจากการละเมิดกฎหมายดังกล่าว ทว่า คานธีไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด อันที่จริงเป็นความมุ่งหวังของเขาที่จะถูกจับและดำเนินคดีเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อคนคนหนึ่งที่เคารพกฎหมายอย่างถึงที่สุด และมักจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กลับลุกขึ้นมาขัดขืนกฎหมายข้อหนึ่ง ถ้าสังคมไม่ได้มืดบอดจนเกินไป ย่อมต้องชวนกันตั้งคำถามว่ากฎหมายนั้นมีอะไรที่เป็นปัญหาหรือ
โดยสรุปแล้ว อารยะขัดขืนเป็นการไม่ใช้ความรุนแรงเมื่อความมุ่งหวังให้เกิดอารยะด้วย 2 เหตุผล อย่างแรกคือการชี้ชวนสังคมให้ตั้งคำถามกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพื่อให้สังคมเกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น และอย่างที่สองคือนักปฏิบัติการไร้ความรุนแรงเลือกใช้วิธีการอันเป็นอารยะ นั่นคือ การไม่ใช้ความรุนแรง ก็เพราะมุ่งหวังว่าวิธีดังกล่าวจะชี้ชวนให้สังคมคลี่คลายไปสู่การเป็นสังคมที่เป็นอารยะที่ไม่ตอบโต้กันด้วยความรุนแรงได้มากขึ้น
เพราะฉะนั้นแล้ว คำแปลมันสำคัญนะ จริง ๆ แล้ว คำว่า “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” มันสื่อถึงคำดั้งเดิมคือ Nonviolent Action ได้ชัดเจนกว่า ส่วนคำว่า “สันติวิธี” ดูเหมือนจะสื่อถึง Peaceful way เสียมากกว่าหรือเปล่า
.

ในกรณีของนักเคลื่อนไหวที่เลือกใช้วิธีการทางสันติวิธีและถูกดำเนินคดี จากนั้นก็เดินหน้าต่อสู้ทางกฎหมายอย่างเต็มที่ กรณีเหล่านี้ก็ยังถือว่าเป็นการปฏิบัติการไร้ความรุนแรงที่ยึดหลักอารยะขัดขืนอยู่หรือเปล่า เพราะอาจมีบางมุมมองที่มองว่าการเลือกต่อสู้คดีเป็นการไม่ยอมรับผลลัพธ์จากการกระทำที่ตัวเองทำ ซึ่งขัดกับหลักอารยะขัดขืน
แม้ว่านักปฏิบัติการไร้ความรุนแรงหรือเงื่อนไขของอารยะขัดขืน คือการยอมถูกดำเนินคดีจากการฝ่าฝืนกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แต่พวกเขาก็มักมองว่าการต่อสู้ทางกฎหมายเป็นส่วนต่อขยายของการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมการเมืองที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้นด้วย
แม้กระทั่งคานธี แม้เขาจะยอมถูกจับกุมตัวเสมอเมื่อละเมิดกฎหมายโดยไม่ขัดขืน แต่ก็ยังไปสู้ในชั้นศาลต่อ จริง ๆ ในชั้นศาลก็เป็นพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่งซึ่งถ้าสาธารณะสามารถรับรู้ได้ ก็สามารถเป็นพื้นที่ที่นักปฏิบัติการอารยะขัดขืนสามารถใช้เพื่ออธิบายต่อสาธารณะได้ว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น ทำไมเขาจึงเลือกฝ่าฝืนกฎหมายบางข้อเป็นการเฉพาะ
.
ในความหมายของคำว่า Non-violence ที่มีการใช้ปะปนกันในสังคมไทย ผู้มีอำนาจเคยหยิบเอาความหมายใดมาใช้เป็นคุณต่อฝั่งตัวเอง และลดทอนคุณค่าของอีกฝั่งบ้างหรือเปล่า
จริง ๆ ก็เป็นปรากฎการณ์ที่เราเห็นอยู่ตลอด มันสามารถย้อนกลับไปที่ปัญหาของคำ ที่สังคมมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนและมายาคติเกี่ยวกับคำนี้โดยยึดโยงกับแง่มุมทางศาสนาเป็นสำคัญ ดังนั้นบ่อยครั้งรัฐและผู้มีอำนาจจึงมักเลือกที่จะนิยามการกระทำบางอย่าง เช่น การเดินขบวน หรือ การล้อเลียน การแสดงละคร เล่นงิ้ว ขบวนพาเหรด ว่าไม่ใช่สันติวิธี ปรากฎการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ มันเกิดจากการรับรู้อันคับแคบของสังคมที่มีต่อคำว่าปฏิบัติการไร้ความรุนแรงนั่นเอง
วันก่อนดิฉันคุยกับนักศึกษาในคลาสเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ก็ยังมีนักศึกษาที่เชื่อว่าการด่าไม่ใช่การไม่ใช้ความรุนแรง เกณฑ์ของนักศึกษาคนนี้สะท้อนมุมมองของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี คือถือว่าอะไรที่ส่งผลกระทบกระเทือนจิตใจของฝ่ายตรงข้ามหรือสาธารณะ ก็ถือว่าไม่ใช่การไม่ใช้ความรุนแรงเสียทั้งหมด ปัญหาคือถ้าคุณสมาทานความหมายของคำว่าสันติวิธีหรือการไม่ใช้ความรุนแรงแบบนั้น คุณจะคงเหลือพื้นที่ให้ทำปฏิบัติการไร้ความรุนแรงได้น้อยมาก สุดท้ายคุณอาจทำได้แค่สวดมนต์กับนั่งสมาธิจริง ๆ
ในทางวิชาการ เส้นแบ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับคำจำกัดความของการไม่ใช้ความรุนแรง คือการไม่ใช้ความรุนแรงทางกายภาพต่อผู้อื่น แต่ส่วนที่ยังถกเถียงกันอยู่มากคือการทำลายทรัพย์สินถือเป็นการไม่ใช้ความรุนแรงได้ด้วยหรือไม่ ยีน ชาร์ป เห็นว่าว่าการทำลายทรัพย์สินไม่นับเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ชาร์ปใช้คำว่า Material Destruction Only ด้วยนะ แม้ว่าดิฉันจะไม่ได้เห็นด้วยกับชาร์ปในเรื่องนี้ (หัวเราะ) แต่ดิฉันก็เข้าใจว่าทำไมชาร์ปถึงคิดเช่นนั้น นั่นคือ การทำลายทรัพย์สินอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละกรณีแตกต่างกัน
ตัวอย่างที่ดิฉันมักหยิบยกมาอภิปรายกับนักศึกษาในชั้นเรียน เช่น ในกรณีการสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครน เคยปรากฏภาพข่าวที่ทหารรัสเซียทำลายรถถังของฝั่งตัวเอง ดิฉันมักชวนคุยกับนักศึกษาว่ากรณีนี้นับว่าเป็นปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงหรือเปล่า สำหรับดิฉันกรณีนี้ถือว่าใช่ หนึ่ง คุณไม่ได้ทำร้ายร่างกายใคร และคุณยังทำลายทรัพย์สินที่จุดประสงค์ของมันเองคือการทำลายชีวิตคนอื่นอีกด้วย กรณีนี้เช่นนี้มักไม่ค่อยเป็นปัญหามากนัก หรือแม้กระทั่งการสาดสีหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับตัวดิฉันเอง หากการกระทำดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบในการทำร้ายร่างกายผู้อื่น ก็ยังถือว่าเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรงได้
แต่อีกกรณีหนึ่ง ในช่วงการประท้วง ปี 2563 มีภาพการเผายางรถยนต์บริเวณสี่แยกดินแดง คำถามคือกรณีนี้ถือเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรงด้วยไหม โดยตัวมันเองลำพังก็คงยังถือได้ว่าเป็นนะ แต่ว่ามันมีปัญหามากกว่านั้น คือมีคนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นมาโพสต์ในทำนองว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ เพราะการเผายางรถยนต์ในบริเวณที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ต่อให้คุณเผากลางถนนก็เถอะ มันก็มีโอกาสสูงที่ไฟจะลามไปติดบ้านผู้คน นอกจากนี้ คนเหล่านั้นอาจเป็นคนที่สนับสนุน และเอาใจช่วยกลุ่มผู้ประท้วง มันก็ทำให้คุณเสียฐานมวลชนไป เราก็เลยเข้าใจว่าทำไม ยีน ชาร์ป ถึงคิดแบบนั้น และชาร์ปก็อาจจะขี้เกียจมานั่งถกเถียงเป็นกรณี ๆ ไป เลยอาจตีความไปเลยว่าการทำลายทรัพย์สินไม่ถือเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรง
สำหรับดิฉัน ดิฉันอยากขยายพื้นที่ของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงให้มันกว้างออกไป ก็เลยยินดีที่จะถกเถียงกับคุณเป็นกรณี ๆ ไป ตัวอย่างล่าสุดที่อาจน่าสนใจคือ อิสราเอลยิงระเบิดไปถล่มโรงเก็บน้ำมันในอิหร่าน ระเบิดดังกล่าวไม่ได้ทำให้คนตายเลย แต่ปัญหาคือมันส่งผลกระทบต่อชาวอิหร่านกว่า 9 ล้านคน เพราะน้ำมันที่ระเบิด ระเหยขึ้นไปบนท้องฟ้า กลายเป็นก้อนเมฆพิษสีดำ ปกคลุมทั่วกรุงเตหะราน แล้วก็ตกลงมาเป็นฝนกรด ส่งผลกระทบทำลายสุขภาพของผู้คนจำนวนมาก
ในแง่นี้ ดิฉันเดาว่าชาร์ปขี้เกียจมานั่งเถียงว่าการประเมินผลกระทบของความรุนแรงหรือการไม่ใช้ความรุนแรงต้องดูขอบเขตแค่ไหน กินเวลายาวนานแค่ไหน ก็เลยตัดบทไปเลยว่าการทำลายทรัพย์สินไม่ใช่ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง
แต่ไม่ว่าจะถกเถียงเรื่องการทำลายทรัพย์สินกันยังไม่ลงตัวอย่างไร อย่างน้อยที่สุด ก็คงไม่สามารถมีใครถกเถียงให้น่าเชื่อถือได้ว่าการทำร้ายร่างกายของผู้คนจะถือเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไปได้ ต่อให้คุณจะถูกทำร้ายก่อนและการใช้ความรุนแรงนั้นเป็นเพียงการตอบโต้กลับก็ตาม
.
ในเรื่องการทำลายทรัพย์สินที่อาจารย์มองว่าก็ยังเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรง มีเส้นแบ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชนไหม
ดิฉันเองก็ยังไม่เคยคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังเหมือนกัน แต่เมื่อวานนี้มีบทสนทนาเรื่องนี้ในชั้นเรียนพอดี นักศึกษาบางคนบอกว่าต่อให้ทำลายทรัพย์สินสาธารณะก็ไม่ถือเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรง เพราะว่ามันมาจากภาษีเรา แต่ถ้าคุณตั้งเป้าว่ามันกระทบผู้คนแบบนี้ คุณก็อาจจะทำอะไรในฐานะปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไม่ได้เลย
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเรื่องรถจีโน่ (รถฉีดน้ำแรงดันสูงควบคุมฝูงชน) คันละไม่รู้กี่ล้าน ผู้ประท้วงก็เลือกทำกับแค่รถจีโน่ เอาทรายไปหยอดตรงท่อเติมน้ำมัน เจ๊งเลย มันคล้ายกับกรณีการทำลายรถถังของทหารรัสเซียในกรณียูเครน
ส่วนตัว ดิฉันยังไม่เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างทรัพย์สินสาธารณะและทรัพย์สินส่วนบุคคลจะช่วยให้เราสามารถแบ่งแยกว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรงได้ชัดเจนนัก หากเรากลับไปพิจารณาตัวอย่างเหตุการณ์เผายางรถยนต์บริเวณแยกดินแดง ต่อให้สิ่งที่เสียหายเป็นทรัพย์สินสาธารณะมันก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ต้องถือว่าไม่ใช่ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงแล้ว
จริง ๆ ต้องถอยออกมาดูภาพรวมด้วยว่าเราใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไปทำไม ทั้งหมดนี่เราต้องรู้ว่าต่อให้เราใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงต่อรัฐ แต่มันไม่ได้มีแค่สองฝ่าย มันยังมีอีกฝ่ายสำคัญที่เรียกว่า Third Party หรือ “ฝ่ายที่สาม” ซึ่งบ่อยครั้งปฏิบัติการไร้ความรุนแรงประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะคุณสามารถไปเปลี่ยนใจผู้มีอำนาจได้หรอก น้อยมากที่จะเปลี่ยนใจพวกเขาได้ อยู่ดี ๆ ฉันเปลี่ยนใจไปเห็นใจผู้ประท้วงแล้ว อันที่จริงมันก็อาจเกิดกรณีนั้นได้บ้าง แต่เกิดขึ้นได้น้อยมาก ๆ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดิฉันมักจะชอบคิดย้อนไปถึงคำของ อาจารย์ เกษียร เตชะพีระ ว่า “การเมืองคือการหาพวก” ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในฐานะปฏิบัติการทางการเมืองจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยการหาพวกให้ได้มาก ๆ เช่นกัน ความซับซ้อนคือ บางกิจกรรมที่ต่อให้เป็นการไม่ใช้ความรุนแรงอย่างชัดเจน ก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าช่วยคุณหาพวกได้มากขึ้นหรือเปล่า การทำลายทรัพย์สินสาธารณะก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น หรืออีกกรณีหนึ่ง ในช่วงการประท้วง มีผู้ประท้วงบางคนเอาอาหารหมาไปวางตรงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กิจกรรมนี้ในตัวมันเองก็เป็นการไม่ใช้ความรุนแรง แต่เราไม่แน่ใจว่ามันช่วยให้เราหาพวกได้เพิ่มมากขึ้นไหม
งานศึกษาเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงจำนวนมากสรุปไปในแนวทางเดียวกันว่า เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงได้รับชัยชนะ คือสิ่งที่เขาเรียกว่า Defection หรือการแปรพักตร์ของเจ้าหน้าที่รัฐ หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกรณีนี้คือการประท้วง มาร์กอส (Ferdinand Marcos) ที่ฟิลิปปินส์ แม้ว่าความเป็นจริงจะมีปัจจัยมีหลายประการที่ช่วยหนุนเสริมกันจนทำให้ระบอบเผด็จการมาร์กอสพ่ายแพ้ลง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเลือกที่จะไม่ยืนอยู่ข้างมาร์กอสแล้วหันมายืนอยู่ข้างผู้ประท้วงในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ดิฉันมีข้อสันนิษฐานว่ารัฐเองก็รู้เรื่องพวกนี้ รัฐก็คงอ่านหนังสือ และก็คงฉลาดขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า นับวันบรรดารัฐต่าง ๆ รวมถึงรัฐไทยด้วย ต่างพยายามที่จะออกแบบระบบที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐแปรพักตร์ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งให้รางวัลคุณเพิ่มหากคุณภักดีต่อระบอบ และมีราคาที่ต้องจ่ายสูงขึ้นเรื่อย ๆ หากคุณคิดจะแปรพักตร์
.
สันติวิธี-ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง มีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในการต่อสู้ทางการเมืองร่วมสมัยมากแค่ไหน
แม้ว่าหลายคนที่ศึกษาเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงมักจะยกตัวอย่างย้อนกลับไปถึงปฏิบัติการของสมัชชาคนจนว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงร่วมสมัย แต่ดิฉันมั่นใจมากทีเดียวว่าปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในฐานะเครื่องมือคะคานท้าทายผู้มีอำนาจโดยประชาชนสามารถสืบย้อนกลับไปในอดีตการเมืองไทยได้ยาวนานกว่านั้นมาก
.
การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ ที่เลือกใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน มีกรณีไหนที่น่าสนใจ
จริง ๆ แล้วการประเมินความสำเร็จของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน ทว่า วิธีพื้นฐานที่ผู้ศึกษาเรื่องนี้มักใช้วัดความสำเร็จของขบวนการก็คือข้อเรียกร้องของขบวนการได้รับการตอบสนองมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าใช้เกณฑ์นี้ ก็คงต้องบอกว่าการประท้วงช่วง 2563-2564 นั้นไม่ประสบความสำเร็จเลยแม้แต่น้อย เพราะข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการ ทั้งให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี, การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ เลยแม้แต่ข้อเดียว
อย่างไรก็ตาม ในหมู่ผู้ที่ศึกษาเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจำนวนมากเริ่มเห็นพ้องกันว่า การวัดความสำเร็จของขบวนการจากข้อเรียกร้องแต่เพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่เพียงพอ แต่ต้องดูที่ผลกระทบที่ขบวนการก่อให้เกิดขึ้นในสังคมด้วย
หนึ่งในคนที่เสนอเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดเจนคืออาจารย์ อุเชนทร์ เชียงเสน ที่เสนอว่าต่อให้ขบวนการช่วง 2563-2564 ไม่ได้รับการตอบสนองตามข้อเรียกร้อง แต่ผลกระทบของขบวนการอาจหยั่งลึกและกว้างขวางกว่านั้น เช่น มุมมองของผู้คนในสังคมไทยต่อสถาบันทางการเมืองที่เห็นได้ชัดว่าเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ดิฉันกระทั่งอยากจะเคลมด้วยซ้ำไปว่า ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคก้าวไกลในปี 2566 นั้นเป็นผลพวงมาจากการประท้วงในช่วงปี 2563-2564 อย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งที่สะท้อนผ่านภาษาที่ใช้ มุมมองความคิดที่นำเสนอ คุณค่าที่เผยแพร่ แม้กระทั่งนโยบายหลายอย่างที่พรรคก้าวไกลนำไปหาเสียง ก็เชื่อมโยงสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของขบวนการหรือบทสนทนาในม็อบเสียด้วยซ้ำไป เช่น คนเท่ากัน การยกเลิกเกณฑ์ทหาร รัฐสวัสดิการ เป็นต้น
.
ในมุมกลับกัน เรามองได้ไหมว่าการที่พรรคประชาชนไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2569 มาจากความเสื่อมถอยของขบวนการภาคประชาชนหลังม็อบ 2563
ดิฉันคิดว่ามันอาจพอเป็นภาพสะท้อนได้บ้างไม่ได้มากก็น้อย อันนี้ดิฉันไม่ได้กำลังจะดูแคลนใคร แต่มันก็อาจเป็นกระจกสะท้อนสำคัญ ที่ต้องกันชวนมาวิเคราะห์ว่ามันหมายความอย่างอย่างไร และเป็นผลมาจากเงื่อนไขปัจจัยอะไรแน่
ความเชื่อมโยงประการหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกันคือ นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ผู้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมต้องถูกดำเนินคดีความทางการเมืองเป็นจำนวนมาก โมเมนตัมของการประท้วงก็ลดน้อยลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพอใกล้ช่วงเลือกตั้ง ข้อเรียกร้องของขบวนการประชาชนจำนวนมากก็ถูกเอาไปเชื่อมโยงกับการเลือกตั้ง แปลเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ นักกิจกรรมจำนวนมากจึงอาจเลือกทุ่มสรรพกำลังไปที่เนื้อหาในการรณรงค์เลือกตั้ง ในแง่นี้โมเมนตัมของการชุมนุมก็ลดน้อยถอยลง
ดิฉันไม่รู้ว่าจะเซอไพรส์ดีไหมกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ดิฉันบอกตัวเองนะ ว่าเราอาจจะเข้าใจผิดไหมว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมมันต้องเกิดขึ้นเป็นเส้นตรง อะไรที่เดินไปข้างหน้าแล้วมันจะไม่ถอยหลังกลับไปเหมือนเดิมอีก ปี 2566 พรรคก้าวไกลชนะ ก็ต้องแปลว่าเลือกตั้งคราวต่อไปต้องมากขึ้นสิ แต่สังคมทุกสังคมมันก็คงมีพลวัตของมันเอง แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยเสรีนิยม ทุกวันนี้ ใครก็ใครก็กำลังกังขาว่าอเมริกาไม่น่าจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบนักเสียแล้ว (หัวเราะ)
.
ในกรณีต่าง ๆ ที่รัฐยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มที่ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง สาเหตุที่รัฐยอมมาจากอะไร
ดิฉันเห็นว่าปัจจัยสำคัญคือ Third Party หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “ฝ่ายที่สาม” เวลาเรามองปรากฏการณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการอะไรบางอย่างจากรัฐ เรามักจะเข้าใจว่ามีตัวแสดงแค่ฝ่ายรัฐกับฝ่ายผู้ชุมนุมหรือผู้ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงเท่านั้น แต่ตัวแปรสำคัญคือ “ฝ่ายที่สาม” หรือกลุ่มคนที่ไม่ใช่ทั้งผู้ชุมนุมและไม่ใช่ฝ่ายรัฐโดยตรง การต่อรองหรือต่อสู้ทางการเมืองทั้งหมดอยู่ท่ามกลางการเฝ้าสังเกตของฝ่ายที่สามหรือ Third Party ซึ่งอาจเป็นคนในสังคมนั้น ๆ ก็ได้ หรือตอนนี้ที่เราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ก็อาจนับประชาคมโลกว่าเป็น Third Party ได้เช่นกัน
ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีพื้นฐานประการหนึ่งทางสังคมศาสตร์ เชื่อว่ามนุษย์เราต่างก็ตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำอะไร โดยการช่างใจว่าจะได้หรือเสียอะไรจากการกระทำนั้นบ้าง ดิฉันเห็นว่าคำอธิบายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มผู้ชุมนุม ที่อยากจะเลือกใช้วิธีที่ต้องจ่ายต้นทุนหรือมีความเสี่ยงน้อยที่สุดเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์มากที่สุด รัฐเองก็อาจถือเป็นตัวแสดงที่ตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผลเช่นกัน นั่นคือ ถ้าไม่มีใครหรืออะไรมากดดันรัฐ ลำพังกลุ่มผู้ชุมนุม ยิ่งหากไม่ได้มีจำนวนมากพอ ก็อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนนโยบาย มาตรการหรือพฤติกรรมของรัฐได้
ดังนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมจึงจำเป็นต้องออกแบบวิธีการชุมนุม และการไม่ใช้ความรุนแรงที่สามารถเพิ่มต้นทุนให้กับคู่กรณี และกระทั่งอาจรวมถึงการชี้ชวนหรือเพิ่มต้นทุนให้กับ Third Party ด้วยซ้ำ เพื่อให้พวกเขาเป็นแรงกระเพื่อมเพื่อไปกดดันรัฐอีกต่อหนึ่ง
แต่ในประสบการณ์ของรัฐไทยที่ผ่านมา รัฐไทยมักจะชนะอยู่เสมอ ไม่เคยมีครั้งไหนที่รัฐจำเป็นต้องลดราวาศอกให้กับผู้ชุมนุมประท้วงเลย เพราะงั้นรัฐไทยจึงเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นจะต้องโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเลยแม้แต่น้อย
.
สาเหตุที่ขบวนการที่ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงส่วนใหญ่ไม่สามารถโน้มน้าวฝ่ายที่สามสำเร็จได้คืออะไร
ดิฉันไม่อยากใช้คำว่าไม่ประสบความสำเร็จ แต่อยากใช้คำว่าความท้าทายของขบวนการที่ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในการผลักดันข้อเรียกร้องของตัวเองเสียมากกว่า ความท้าทายที่ทำให้การใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงยากขึ้นเรื่อย ๆ มีอย่างน้อย 3 ปัจจัย
ปัจจัยแรก คือรัฐเองก็รู้ว่าการใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมที่ไม่ใช้ความรุนแรง จะส่งผลสะท้อนกลับที่ไม่พึงปราถนา (Paradox of repression) คือยิ่งไปผลักให้ฝ่ายที่สามเอาใจออกห่างจากการสนับสนุนรัฐ และอาจหันไปเห็นอกเห็นใจผู้ชุมนุมที่ไม่ใช้ความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งรัฐก็รู้ข้อนี้ เพราะฉะนั้นรัฐจำนวนมาก รวมถึงรัฐไทย ก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงทางกายภาพในการปราบปรามผู้ชุมนุม แต่เปลี่ยนมาใช้สิ่งที่ เคิร์ต (Lester R. Kurtz) และสมิตตี้ (Lee A. Smithey) เรียกว่า Smart Repression คือการกดขี่ปราบปรามที่ดูเหมือนไม่ใช่การกดขี่ปราบปราม นั่นคือ ทำผ่านการบังคับใช้กฎหมาย ผ่านนิติสงครามเสียแทน อันนี้คือปัจจัยที่หนึ่ง ที่มีส่วนลดทอน Paradox of repression ลงไป เมื่อคนในสังคมหรือฝ่ายที่สามมองว่าพวกผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมาย ก็มักจะเห็นว่าเป็นเรื่องสมควรแล้วที่พวกเขาจะถูกดำเนินคดี ไม่ได้เห็นมันไปว่ามันเป็นการใช้ความรุนแรง หรือการกดขี่ปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยซ้ำไป
ปัจจัยที่สอง คือดิฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าในปัจจุบันสังคมไทยยังคงมีสิ่งที่เรียกว่าฝ่ายที่สามมากแค่ไหน สังคมไทยอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ดิฉันอยากจะใช้คำว่า “สังคมแยกขั้วแบ่งข้างร้าวลึก” เป็นอาการหนึ่งของสังคมไทยไปเสียแล้ว คือถ้าคุณไม่เหลืองก็ต้องแดง ถ้าคุณไม่ใช่สลิ่มก็ต้องเป็นพวกสามกีบ ถ้าคุณเป็นสามกีบแต่คุณวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางอย่าง คุณก็ไม่ใช่สามกีบแท้ แต่เป็นสลิ่มเฟสสอง เฟสสาม เฟสสิบเอ็ด ตอนนี้ไม่รู้เฟสอะไรไปแล้ว ดังนั้นก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามีฝ่ายที่สามจริงหรือเปล่าในสังคมไทย
อันนี้สำคัญอย่างไร คือมนุษย์ไม่ได้เลวร้ายโดยธรรมชาติ มันก็มีงานศึกษาเรื่องพวกนี้ เรามีแนวโน้มที่เห็นอกเห็นใจคนที่เรารู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกับเรา พอคนกลุ่มนี้ถูกผลักไปเป็นคนอื่น ความเห็นอกเห็นใจมันไม่ค่อยก้าวไปสู่ตรงนั้น ศูนย์ทนายฯ รู้ดีกว่าใคร ดิฉันชอบไปมอนิเตอร์คอมเมนต์ของศูนย์ทนายฯ เวลาคุณลงข่าว สิ่งที่หลายคนประสบพบเจอ ถ้าอ่านแล้วมันก็น่าเห็นอกเห็นใจมาก แต่พอไปดูคอมเมนต์ เป็นไปได้ไงที่คนคิดแบบนี้ คือคำอธิบายที่ดิฉันพอคิดได้ คือพวกเขาไม่รู้สึกว่าคนพวกนี้คือคนกลุ่มเดียวกับเขา
ปัจจัยที่สาม คือโลกโซเชียลมีเดีย หากดูผิวเผินก็เหมือนว่าโลกโซเชียลเป็นมิตรกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เอาเข้าจริงก็ไม่แน่ อันที่หนึ่งมันมีอัลกอริทึม เราก็จะอยู่ใน echo chamber ของเรา ไม่แน่ใจว่าข้อมูลมากน้อยแค่ไหนที่มันไปถึงฝ่ายที่สาม พวกความทุกข์ทรมาน ความมุ่งมั่นที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับคนอื่น คำอธิบายที่เขาเลือกจะใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง หรือความโหดร้าย กดขี่ ปราบปราม ที่รัฐทำกับเขาอยู่ คนเราคงจะรู้สึกเห็นใจไม่ได้ ถ้าไม่มีข้อมูลเสียตั้งแต่ต้น
ยังไม่นับพวก IO หรือเฟกนิวส์อื่น ๆ ที่ทำให้ข้อเท็จจริงและคำอธิบายของผู้ชุมนุมถูกบิดเบือนไปเป็นอย่างอื่นได้ตลอดเวลา และคนจำนวนหนึ่งก็รู้สึกว่าคนพวกนี้ไม่น่าเห็นอกเห็นใจ ถึงแม้ว่าพวกเขามุ่งมั่นจะใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง เพราะถูกทำให้เข้าใจไปว่าผู้ชุมนุมรับเงินจากต่างชาติมาปั่นปั่วนสังคมไทย คนพวกนี้เป็นพวกชังชาติ หรือบรรดาข้อหาที่เรา ๆ ท่าน ๆ มักได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อย ๆ นั่นแหละ ดังนั้น การใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในปัจจุบันก็เลยมีความท้าทายมากเลยทีเดียว
.
ในแง่การนิยามว่าการกระทำใด รุนแรง ไม่รุนแรง เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
ขั้นต่ำที่ละเมิดไม่ได้เลยคือการฆ่าและทำร้ายร่างกาย และมีเรื่องการทำลายทรัพย์สินที่ยังถกเถียงกันอยู่ อีกอย่างคือคำพูด อันนี้ก็น่าสนใจ สำหรับดิฉัน การไม่ใช้ความรุนแรงนั้น ด่าได้ (หัวเราะ) ในแง่หนึ่งการด่าคืออะไร พูดกันจนถึงที่สุด ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงที่มีฐานมาจากความเข้าใจเรื่องอำนาจ นั่นคือปฏิบัติการไร้ความรุนแรงเชื่อว่าอำนาจไม่ได้สถิตอยู่ในตัวของผู้ปกครองเอง ผู้ปกครองมีอำนาจได้ รัฐบาลมีอำนาจได้ก็ต่อเมื่อเราให้ความยินยอมพร้อมใจ และให้ความร่วมมือกับผู้ปกครองนั้น แต่ถ้าประชาชนร่วมกันถอนความยินยอมพร้อมใจ ความเชื่อฟัง และการให้ความร่วมมือจากผู้ปกครอง แม้ไม่ต้องใช้ความรุนแรงใด ๆ รัฐหรือผู้มีอำนาจก็จะไม่มีอำนาจอีกต่อไป หรืออย่างน้อยอำนาจของพวกเขาก็จะสั่นคลอน
เมื่อมีความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจเช่นนี้ ก็จะเข้าใจว่าการด่าก็คือการดึงให้ผู้มีอำนาจลงมาเท่ากันกับเรา ในแง่นี้ การเยาะเย้ย การล้อเลียน ก็คือการสะท้อนว่าเราไม่ได้เคารพคุณ ถ้าเราล้อคุณแปลว่าเราไม่ได้เชื่อฟังคุณ แต่เส้นแบ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงคือเราไม่ควรก้าวไปเป็น hate speech
ในขณะที่การด่าพุ่งเป้าไปที่การโจมตี วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรม แต่ hate speech คือการใช้ถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชังที่มีพื้นฐานมาจากอคติ และมุ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย แต่เอาเข้าจริงดิฉันก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง hate speech หรอกนะ (หัวเราะ)
.
นิยามความหมายเกี่ยวกับความรุนแรง-ไม่รุนแรงเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่
ตอนนี้ดิฉันยังนึกไม่ออกนะนิยามเกี่ยวกับความรุนแรง-ไม่รุนแรงในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงจากแต่ก่อนอย่างไร ดิฉันคิดว่าเส้นแบ่งมันยังไม่เปลี่ยน แต่ถ้าอ้างถึงงานของชาร์ป ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เขาเขียนถึง 198 วิธีของปฏับิตการไร้ความรุนแรง (198 Methods of Nonviolent Action) แน่นอนว่าตอนนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็คิดว่าตอนนี้มันคงมีวิธีใหม่ ๆ ที่คุณสามารถใส่เพิ่มเข้าไปได้ เช่น วิธีการเคลื่อนไหวบนโลกอินเทอร์เน็ต หรือ Hacktivism แต่เส้นหรือเกณฑ์คิดว่ามันไม่เปลี่ยน และก็คงไม่ควรเปลี่ยนด้วย
.
สื่อมีอิทธิพลแค่ไหนต่อการนิยามว่าการกระทำใดมีความรุนแรงหรือไม่รุนแรง
ดิฉันเห็นว่าสื่อส่งผลมากทีเดียว เพราะฝ่ายที่สามไม่อาจอยู่ในทุกที่ได้ เราต่างก็ต้องบริโภคหรือทำความเข้าใจปรากฎการณ์ผ่านสื่อเป็นสำคัญ และสื่อก็มีส่วนสำคัญในการปลุกเร้าความรู้สึกของเรา แต่ตอนนี้สื่อเต็มไปหมด ถ้าดิฉันถูกในเรื่องสังคมแยกขั้วแบ่งข้าง สื่อก็เป็นเครื่องสะท้อนปรากฎการณ์นี้ด้วย คือตอนนี้เรามีทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อกระแสรอง สื่อประชาธิปไตย สื่อฝ่ายขวา คุณไปนั่งดูสิ บางทีดิฉันก็ไปนั่งดูว่าเขาเฟรมเรื่องนี้อย่างไร จนถึงตอนนี้ดิฉันยังไม่เห็นสื่อฝ่ายขวาพูดเรื่องน้ำมันแพง หรือน้ำมันไม่พอเลย
ในชั้นเรียน ดิฉันเคยเปิดหนังคานธีให้นักศึกษาดู และโดยเฉพาะฉากที่ผู้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงสัตยาเคราะห์ภายใต้การนำของคานธีทำการฝ่าฝืนละเมิดกฎหมายของจักรวรรดิอังกฤษด้วยการบุกเข้าไปในโรงผลิตเกลือ แล้วโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจริง ๆ เป็นคนอินเดียด้วยกันนี่แหละ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของจักรวรรดิอังกฤษ ทุบตี ในฉากนั้น มีนักข่าวอเมริกันคนหนึ่งที่คอยติดตามคานธีไปทำข่าวตามที่ต่างๆ แกอยู่ที่นั่นพอดี แกก็ใช้วิธีโทรศัพท์เข้าไปที่สำนักข่าว เพื่อรายงานข่าวโดยบอกให้ปลายสายจดข้อความตาม ดิฉันขออ่านประโยคนี้ในหนังให้ฟัง “อำนาจทางศีลธรรมใด ๆ ที่ตะวันตกถือครองอยู่นั้น ได้สูญสิ้นไปแล้วในวันนี้ อินเดียได้รับอิสรภาพแล้ว” นั่นกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ฝ่ายที่สาม ซึ่งหมายถึงประชาคมโลกโดยรวม แม้กระทั่งคนในอังกฤษด้วย ก็หันมาประณามการกระทำของอังกฤษเอง จนอินเดียได้รับอิสรภาพในท้ายที่สุด
ดิฉันจึงคิดว่าสื่อมีอิทธิพลอย่างมาก การที่สื่อเลือกนำเสนอ หรือไม่เลือกนำเสนอเรื่องอะไร อันนี้ก็อย่างหนึ่ง และอย่างที่สองคือสื่อนำเสนอเรื่องนั้นอย่างไร ส่วนอย่างที่สามคือความท้าทายของขบวนการที่ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงที่มาจากความสนใจของสาธารณะ
เรื่องนี้เคยถูกพูดไว้โดยที่ปรึกษาประธานาธิบดีทรัมป์ สตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) ดิฉันจำโควทเป๊ะ ๆ ไม่ได้นะ แต่เขาบอกทำนองว่าให้เข้าใจธรรมชาติของสื่อ มันสิ่งที่เรียกว่า News Cycle (วงจรข่าว) ข่าวมันอยู่ได้ไม่นานหรอก ถ้ามันไม่มีเรื่องอะไรที่น่าตื่นเต้น สื่อก็จะเปลี่ยนไปนำเสนอเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นสิ่งที่สตีฟ แบนนอน แนะนำรัฐบาลทรัมป์ คือให้ Flood (ถาโถม) ข่าวใหม่ ๆ ลงไปใน News Cycle เยอะ ๆ และคนจะโฟกัสไม่ได้ว่าเขาจะต้องติดตามเอาใจช่วยเรื่องไหนดี ดิฉันคิดว่าข่าวก็มีธรรมชาติของมัน โดยเฉพาะข่าวในปัจจุบัน ไม่มากก็น้อยต้องยืนบนขาของทุนอีกด้วย
.
เมื่อผู้คนต้องเจอกับรัฐที่ใช้ความรุนแรงในการกดปราบ ในทางทฤษฎี มีหลักการหรือแนวคิดอะไรหรือเปล่าที่ให้ความชอบธรรมกับประชาชนในการใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับไป
ดิฉันนึกไม่ออกในทางทฤษฎี ไม่ใช่ว่าไม่มี เพียงแต่ดิฉันเองไม่รู้ ความรู้ของดิฉันเองก็มีจำกัด แต่คำถามนี้ชวนให้หวนคิดไปถึงสิ่งที่อาจารย์ มารค ตามไท เคยนำเสนอในปาฐกถาชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ปีล่าสุด ในงานวันนั้น ขณะที่ดิฉันพูดถึงสถิติความสำเร็จของขบวนการไม่ใช้ความรุนแรง แต่การชวนคุยของอาจารย์มารคกลับชี้ชวนให้เราร่วมกันทบทวนว่าชีวิตของผู้คนไม่ใช่แค่ตัวเลข-สถิติ
แน่นอนว่าหากพิจารณาจากแง่มุมการศึกษาเชิงสถิติ เราพบว่าการไม่ใช้ความรุนแรงโดยเปรียบเทียบมันมีประสิทธิภาพมากกว่า มีอัตราการประสบความสำเร็จมากกว่าการใช้ความรุนแรง แต่ดิฉันก็เชื่อแบบเดียวกับอาจารย์มารคว่าดิฉันคงไม่มีกะใจไปบอกผู้คนที่ต้องทนทุกข์กับการกดขี่มากมาย เช่น คนปาเลสไตน์ หรือคนพม่าว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไง พี่ก็ต้องใช้สันติวิธีนะ เพราะดิฉันไม่ใช่คนที่สูญเสียพ่อแม่ ภรรยา สามี ลูก คือดิฉันก็คงบอกพวกเขาได้ว่าในทางหลักการมันทำงานเช่นนี้ โอกาสมันทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่า แต่เราก็กำลังพูดถึงชีวิตของผู้คนด้วย หากจะคิดต่อในประเด็นนี้ ดิฉันเห็นว่ารัฐเองก็มีส่วนไม่มากก็น้อยในการส่งอิทธิพลต่อวิธีการที่ขบวนการเคลื่อนไหวจะเลือกใช้ ดิฉันขอยกตัวอย่าง 2 ตัวอย่าง
ตัวอย่างแรก ดิฉันเคยไปชวนคุยเรื่องปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในที่ต่าง ๆ ครั้งหนึ่งมีผู้ชุมนุมคนหนึ่งที่ประกาศตัวเองว่าเป็นคนเสื้อแดง หลังจากฟังดิฉันพูดจบแล้ว เขาก็ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด จะเรียกว่าด่าดิฉันเลยก็ได้ แต่ตอนหลังเรามีโอกาสนั่งคุยกันด้วยดีนะ เธอเล่าว่าดิฉันยังจะมีใจบอกให้เธอยังยึดมั่นในสันติวิธีได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เธอรู้สึกว่ารัฐได้พรากทุกอย่างจากเธอไปหมดแล้ว
ดิฉันกล่าวขอโทษเธอหากว่าการพูดของดิฉันทำให้เธอรู้สึกว่าการเปรียบเทียบระหว่างความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นการตัดสินเชิงคุณค่า ดิฉันไม่ได้บอกว่าปฏับัติการไร้ความรุนแรงดีกว่า เพราะมันสูงส่งในทางมโนธรรมกว่า แต่ดิฉันพยายามจะนำเสนอว่าในงานศึกษาพบว่าปฏับัติการไร้ความรุนแรงประสบผลสำเร็จมากกว่าเท่านั้น ส่วนใครจะเลือกวิธีไหน ก็คงต้องแล้วแต่ใจเขา
อีกตัวอย่างหนึ่ง นอกจากงานศึกษาเรื่องการชุมนุมทางการเมืองและการกดปราบโดยรัฐแล้ว งานอีกส่วนหนึ่งที่ฉันทำมาอย่างสม่ำเสมอ คือการศึกษาเรื่องความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนจำนวนมากไม่ค่อยทราบว่าก่อนที่กลุ่มคนซึ่งหลายคนเรียกว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะติดอาวุธให้ตัวเองนั้น บรรพบุรุษของพวกเขาเคยเป็นขบวนการทางการเมืองที่ไม่ใช้ความรุนแรงมาก่อน พวกเขาพยายามที่จะต่อสู้ทางการเมืองมาก่อน
คุณอาจเคยได้ยินชื่อของ หะยีสุหลง ก็ไม่รู้ว่านักประวัติศาสตร์กับนักรัฐศาสตร์จะเห็นด้วยกับฉันหรือไม่ แต่ในความเข้าใจของดิฉัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับหะยีสุหลงคือจุดเปลี่ยนสำคัญของการต่อสู้ของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การถูกบังคับสูญหายของหะยีสุหลงส่งผลสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ประการที่หนึ่ง ชาวมลายูมุสลิมจำนวนมากเห็นว่าการใช้สันติวิธีกับรัฐไทยไม่ได้แล้ว ดูสิ ใช้สันติวิธีกับรัฐไทยแล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ ก็ยังถูกปราบปรามอย่างหนัก ถูกบังคับสูญหายไปอยู่ดี ประการที่สอง ที่เคยเรียกร้องเขตปกครองพิเศษภายในรัฐนี้ ก็ไม่เอาแล้ว คงอยู่ด้วยกันกับรัฐไทยไม่ได้แล้ว แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนมันเลยขายได้ในหมู่คนจำนวนหนึ่ง
เพราะฉะนั้นวิธีที่ขบวนการจะเลือกหรือไม่เลือกใช้ มันย่อมเป็นผลจากนโยบายและมาตราการของรัฐด้วย อีกวิธีหนึ่งที่ฉันมักใช้อธิบายพลวัตของความรุนแรงคือการทำงานของเสียง สมมติเรานั่งคุยกัน คุณพยายามบอกดิฉันว่าคุณไม่โอเค แล้วดิฉันไม่สนใจใยดี คุณก็จะพยายามทำเสียงให้ดังขึ้น เพื่อให้ดิฉันสนใจ แต่ถ้าสมมติว่าดิฉันยังคงไม่สนใจอีก คุณก็อาจจะเริ่มหาอะไรบางอย่างมาปาหัวดิฉันเพื่อให้ดิฉันหันไปสนใจในที่สุด
ความรุนแรงก็ทำงานในลักษณะเดียวกันนี้ หากรัฐเปิดช่องให้ความสนใจและพยายามแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้คนที่ทุกข์ร้อน พวกเขาก็ไม่ต้องประท้วง หรือถ้าประท้วงก็ไม่ต้องใช้ความรุนแรง แต่ถ้ารัฐยังคงตอบสนองความทุกข์ร้อนของผู้คนด้วยความเฉยเมิน หรือแย่กว่านั้นคือปราบปรามพวกเขา ความทุกข์ร้อนของผู้คนไม่ได้หายใจ พวกเขาก็ต้องพยายามส่งเสียงให้ดังขึ้น หรือหันไปหาวิธีรุนแรงเพื่อเรียกร้องให้รัฐหันมาสนใจความทุกข์ร้อนของเขาอยู่ดี
ที่อธิบายแบบนี้ ดิฉันไม่ได้กำลังพยายามให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรงนะ แต่ว่าคุณก็ต้องเข้าใจว่าความรุนแรงก็คือความพยายามในการสื่อสารบางอย่าง คือถ้ารัฐชาญฉลาด โดยรับรู้หรือตรวจสอบได้ว่าผู้คนในสังคมมีความต้องการเช่นไร หรือคุณค่าที่ผู้คนในสังคมยึดถือเริ่มเปลี่ยนแปลงไป และรัฐเห็นว่าสิ่งนั้นมันสำคัญมากพอ รัฐก็ควรต้องปรับตัวเองเสียตั้งแต่ตอนนี้
ในแง่หนึ่ง การสอนหรือการคุยเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรง มันคือการคุยกันเรื่องตัวเลือกอันไม่รู้จบ ถ้าผู้คนที่ทุกข์ร้อนหรือประสบปัญหา รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีทางอื่นแล้ว พวกเขาก็จะเลือกไปใช้ความรุนแรง
.
ในรัฐที่ไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงมีวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในสังคมไทย สันติวิธีและปฏิบัติการไร้ความรุนแรงยังสามารถใช้ได้ผล หรือยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอยู่หรือไม่
นี่เป็นหนึ่งเป็นคำถามคลาสสิคในหมู่คนที่สนใจเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงเลยทีเดียว จริง ๆ อาจมองว่าเป็นมายาคติเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรงก็ได้ คนมักจะมองว่าปฏิบัติการไร้ความรุนแรงใช้ได้แค่กับคู่กรณีที่มีอารยะเท่านั้น ดูคานธีสิ ที่ประสบความสำเร็จ อินเดียได้รับเอกราชก็เพราะใช้สันติวิธีกับเจนเทิลแมนบริทิช แต่เอาเข้าจริงอังกฤษไม่ได้มีอารยะกับคนอินเดียเลยนะ นางรุนแรงกับคนอินเดียใต้ปกครอง มีคนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก ดิฉันคิดว่าถ้าปฏิบัติการไร้ความรุนแรงพูดได้ ก็คงจะโฆษณาตัวเองว่าใช้ได้กับทุกระบอบแหละ
อันที่จริง ยิ่งรัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงมากเท่าไรก็จะยิ่งส่งผลในทางตรงกันข้าม (paradox of repression) ทำให้ผู้ชุมนุม ผู้ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง “ได้พวก” มากกว่าเดิมเสียอีก สำหรับดิฉันปัญหาไม่ใช่ธรรมชาติของรัฐมีอารยะหรือให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนหรือไม่ แต่ปัญหาคือธรรมชาติของสังคมเสียมากกว่า สังคมที่ไม่แยแสต่อความเจ็บปวดของผู้คน สังคมที่เห็นว่าปฏิบัติการไร้ความรุนแรงต้องห้ามละเมิดกฎหมายใด ๆ แม้ว่ากฎหมายนั้นจะพิลึกพิลั่น หรือไม่ชอบธรรมเพียงใดก็ตาม เพียงแค่เห็นว่าผู้ประท้วงหรือนักปฏิบัติการไร้ความรุนแรงมีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างออกไปจากพวกเขาไม่ว่ารัฐจะปฏิบัติรุนแรงต่อคนเหล่านี้อย่างไร ก็ยอมรับได้ หรือกระทั่งเห็นว่าสมควรแล้ว อันนี้ต่างหากที่น่ากลัวกว่ารัฐที่ไร้อารยะ
ในฐานะนักรัฐศาสตร์ ดิฉันมองว่ารัฐไม่ได้ประกอบขึ้นจากเหล็กหรือนั่งร้าน แต่รัฐประกอบด้วยผู้คน ไม่ว่าจะเป็นรัฐรูปแบบไหน จะดำรงอยู่อย่างยั่งยืนได้ก็เพราะความชอบธรรม และความชอบธรรมนั้นก็มาจากผู้คนในสังคม และรัฐเองก็ชั่งใจเสมอว่าการตอบโต้ต่อผู้ชุมนุมเช่นนี้ สังคมจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ารัฐเป็นปัญหาน้อยกว่าสังคม
.
.
การอดอาหารประท้วง ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงที่ยังคงมีประสิทธิภาพ?
หลักการพื้นฐานของการอดอาหาร ในฐานะปฏิบัติการไร้ความรุนแรงคืออะไร
การอดอาหารถือว่าเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในรูปแบบของการไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ โดยมากการอดอาหารมักจะถูกใช้โดยผู้ต้องขัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคดีทางการเมืองก็ได้
คำถามคือทำไมต้องใช้วิธีนี้ ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณอยู่ข้างนอกเรือนจำ คุณจะประท้วงก็ได้ คุณจะโพสต์ข้อความเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐก็ได้ คุณจะทำโน่นนี่ได้สารพัดสารเพ บอยคอต คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจก็ได้ แต่ในเรือนจำคุณไม่มีตัวเลือกเหล่านี้เลย สิ่งเดียวที่คุณมีในเรือนจำก็คือร่างกายของคุณเอง การอดอาหารจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้ต้องขังมักเลือกใช้
ที่ดิฉันบอกว่าไม่ได้มีแต่นักโทษทางการเมืองเท่านั้นที่เลือกอดอาหารประท้วง เพราะในหลายกรณีการอดอาหารอาจถูกใช้โดยผู้ต้องขังจากคดีอื่น ๆ โดยทั่วไป เช่น อาจอดอาหารประท้วงเรื่องสภาพแวดล้อมภายในเรือนจำที่ไม่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของผู้ต้องขังก็ได้
.
หากเรามองว่ารัฐซึ่งใหญ่กว่าไม่เคยฟังเสียงคนตัวเล็กตัวน้อย ถ้างั้นการอดอาหารของผู้ต้องขังโดยมาก พวกเขาทำไปเพราะต้องการให้ข้อเรียกร้องบรรลุผล หรือเพียงต้องการแสดงออกถึงปัญหาเท่านั้น
ดิฉันคิดว่าทั้งคู่นะ เพียงแต่ว่ากลไกของการอดอาหารประท้วงก็เหมือนกับปฏิบัติการไร้ความรุนแรงแบบอื่น ๆ นั่นคือผู้อดอาหารประท้วงอาจกำลังพุ่งเป้าเพื่อเรียกร้องอะไรบางอย่างจากรัฐ แต่การอดอาหารประท้วงดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่การสื่อสารกับรัฐเท่านั้น แต่เป็นการสื่อสารกับคนอื่นในสังคมที่ไม่ใช่รัฐด้วย เพื่อหวังจะให้คนในสังคมช่วยกันกดดันให้รัฐตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง
เราต่างรู้ดีว่ารัฐทั้งหลายมักจะไม่เปลี่ยนใจได้ง่าย ๆ เพราะไม่อยากถูกมองว่าอ่อนแอ แต่ถ้าสังคมหรือฝ่ายที่สาม เกิดความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อดอาหารประท้วง ตระหนักว่ามนุษย์เราย่อมอยากมีชีวิตรอด ถ้าเราไม่ได้ใจมืดบอดจนเกินไป เราคงจะตั้งคำถามว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงลุกขึ้นมาอดอาหาร ทั้ง ๆ ที่มีของกินวางอยู่ตรงหน้า แต่ทำไมเขาเลือกที่จะไม่กิน
สำหรับดิฉันแล้ว ความเห็นจากคอมเมนต์ต่าง ๆ ในเพจของศูนย์ทนายฯ สะท้อนว่ายังมีมายาคติหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการอดอาหารประท้วงอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างแรกก็คือมี การที่ผู้อดอาหารประท้วงเลือกที่จะไม่กินอาหารนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของพวกเขาก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าการอดอาหารเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ผู้อดอาหารประท้วงเลือกกระทำเพื่อต้องการจะสื่อสารว่า มีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรมเกี่ยวกับคดีความ กระบวนการยุติธรรมหรือสภาพแวดล้อมในเรือนจำที่พวกเขาต้องเผชิญ มันมีข้อความที่จะส่งไปกับการเลือกอดอาหารนั้นเสมอ
.

.
ความเข้าใจผิดอย่างที่สองคือ อ้าว ก็ยังเห็นกินน้ำอยู่เลยนิ เออ ก็ยังเห็นว่ามีชีวิตอยู่ต่อมาได้ 5 อาทิตย์แล้ว ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ความเห็นแบบนี้สะท้อนความเข้าใจผิดว่าการอดอาหารประท้วงมีเพียงรูปแบบเดียวคือต้องไม่กินไม่ดื่มอะไรเลย แต่ในความเป็นจริงการอดอาหารมีได้หลายรูปแบบ คนหนึ่งที่เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างดีมากคือ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์
อย่างที่สาม อันนี้ ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่ามันเป็นความเข้าใจผิดได้หรือเปล่า แต่ดิฉันเห็นว่า “ความสำเร็จ” ของการอดอาหารประท้วงนั้นย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้อดอาหารประท้วงกับเป้าหมายของการอดอาหารประท้วงนั้นด้วย
หนึ่งในตัวอย่างของกรณีนี้ คือคานธี เราจะเห็นได้ว่าคานธีอดอาหารอดอาหารประท้วงบ่อยมากในช่วงชีวิตของเขา จนเกือบตายมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่คานธีไม่เคยอดอาหารประท้วงอังกฤษเลย อาจารย์ชัยวัฒน์เคยบอกว่าถ้าคานธีอดอาหารประท้วงอังกฤษ ก็คงจะต้องตายแหงแก๋ อังกฤษคงเฝ้ารออยู่ว่าเมื่อไรคานธีจะตายเสียที ถ้างั้นคานธีอดอาหารประท้วงใคร คานธีมักอดอาหารประท้วงในห้วงเวลาที่ชาวมุสลิมและชาวฮินดูในอินเดียลุกขึ้นมาฆ่าฟันกัน เพราะคานธีรู้ว่าคนอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นฮินดูหรือเป็นมุสลิมต่างก็รักเขา และไม่อยากให้เขาตาย เพราะงั้นเมื่อคานธีอดอาหารประท้วงจึงสามารถหยุดการฆ่าฟันกันระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิมในอินเดียได้เสมอ
การแบ่งปันตัวอย่างนี้ ดิฉันไม่ได้กำลังจะดูแคลนความตั้งใจในการอดอาหารประท้วงของใครทั้งสิ้นนะคะ เพราะดิฉันเชื่อว่าคนที่จะลุกขึ้นมาอดอาหารประท้วงได้ย่อมต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างมาก แต่ดิฉันคิดว่าในแง่ของเป้าหมายว่าจะใช้การอดอาหารประท้วงเพื่อสื่อสารกับใคร ในประเด็นหรือเพื่อกดดันเรื่องอะไร ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ทั้งหมดนี่อาจสามารถย้อนกลับไปคิดถึงโจทย์เดิมที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้ หากผู้ต้องขังคดีทางการเมืองเลือกที่จะอดอาหารประท้วง คงต้องพิจารณาว่า อย่างแรกมันเป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราอยู่บนฐานว่ารัฐจะไม่เปลี่ยนใจโดยตัวมันเอง แต่จะเปลี่ยนใจก็ต่อเมื่อฝ่ายที่สามกดดันให้ต้องเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนนโยบาย ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าการอดอาหารประท้วงนั้นเป็นที่รับรู้มากน้อยแค่ไหนและอย่างไรในหมู่สาธารณชนเพื่อให้ฝ่ายที่สามไปร่วมกดดันรัฐให้เปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนนโยบาย
อย่างที่สอง คือไม่รู้ว่ายังมีฝ่ายที่สามในสังคมไทยอยู่อีกไหม ดิฉันเคยอ่านโพสต์เกี่ยวกับผู้ต้องขังคดีความทางการเมืองอดอาหารประท้วงแล้วอดเศร้าใจไม่ได้ เพราะได้เห็นคอมเมนต์ เช่น “ก็ดีแล้วจะได้ไปเลย” “หรือทำไมยังไม่ตายเสียที” หรืออะไรทำนองนี้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าจิตใจของพวกคุณทำด้วยอะไรกัน หรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมันจะทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายได้อีกแล้ว ความเกลียดชังทั้งหมดนี้ดิฉันคิดว่ามันอยู่บนฐานของความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการอดอาหารด้วย ว่าหากรัฐยืนกรานไม่ทำตามข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงเดี๋ยวก็คงเลิกอดอาหารประท้วงไปเอง เป็นการดูแคลนความมุ่งมั่นของผู้อดอาหารประท้วงไปโดยสิ้นเชิง
เพราะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดอีกประการหนึ่งคือ ต่อให้ผู้อดอาหารประท้วงยุติการอดอาหารโดยไม่ได้เสียชีวิต พวกเขาตัดสินใจกลับมากินอาหารด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ผลกระทบทางร่างกายมันสามารถมีต่อไปได้ในระยะยาว จริง ๆ มันมีความไม่รู้จำนวนมากที่แวดล้อมเกี่ยวกับเรื่องการอดอาหารในสังคมไทย และทำให้ผู้คนในสังคมตัดสินเรื่องการอดอาหารประท้วงบนฐานของความไม่เข้าใจนั้น
.
ทีแรกตั้งใจจะถามต่อว่าการที่การอดอาหารประท้วงไม่ค่อยสำเร็จแปลว่ารัฐไทยไม่สนใจชีวิตของคนเหล่านี้เลยหรือเปล่า แต่พอคิดไปคิดมา ก็เหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว
แต่คำตอบที่เราให้ไม่ได้ และเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันคือ ถ้าเขาไม่ใช้การอดอาหารแล้วพวกเขายังมีทางเลือกอะไร จะเขียนป้ายประท้วงก็ไม่ได้ ในเรือนจำเขาก็ตรวจทุกอย่าง จะเอาอะไรเข้าไป เอาอะไรออกมา เสรีภาพก็ไม่มี จะทำอะไรอย่างอื่นก็ยากเต็มทน คือจะต้องให้เขาทำอะไร เครื่องมือมันมีจำกัดเสียเหลือเกิน
.
ในมุมกลับกัน ถ้าการอดอาหารประท้วงครั้งไหนสำเร็จ คือรัฐยอมทำตามข้อเรียกร้อง มันแปลว่ารัฐเห็นอกเห็นใจหรือเห็นค่าชีวิตของคนเหล่านี้หรือเปล่า
สมมติว่ารัฐทำตามข้อเรียกร้อง รัฐก็จะอธิบายตัวเองแบบนั้น แต่เหตุผลที่แท้จริงเราคงยากจะรู้ได้ ในความเป็นจริงรัฐอาจยอมทำตามเพราะถูกสังคมกดดันก็เป็นได้ แต่รัฐคงไม่ยอมบอกออกมาตรง ๆ แบบนั้น
ในทางรัฐศาสตร์ มันมี 2 คำที่แยกออกจากกันแต่ก็ทำได้ยากมากคือ คำว่า Reason (เหตุผล) กับ Justification (ข้ออ้าง) เหตุผลที่แท้จริงอาจคือสังคมกดดัน จนรัฐไม่สามารถที่จะแข็งขืนต่อไปได้ถ้าไม่ทำตาม การเลือกตั้งครั้งหน้าฉันจะไม่เลือกพวกเธอกลับเข้ามาในสภาอีกแล้วนะ แต่ข้ออ้างของรัฐน่าจะกลายเป็นว่ารัฐยอมทำตามข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงเพราะเราเห็นแก่ความเป็นมนุษย์ เราเห็นอกเห็นใจ ซึ่งมันยากที่จะแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน
ที่ผ่านมาเราพูดถึงแต่ฝ่ายที่สามภายในประเทศ แต่อีกตัวแสดงที่สำคัญมาก และดิฉันคิดว่าส่งผลต่อรัฐไทยมากด้วยคือชุมชนระหว่างประเทศ เราคุยกันเรื่องวันที่ 16 ตุลาคม 2563 (การสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน) หลังจากวันที่ 16 ตุลาคม เราจะเห็นได้ว่ารัฐแทบไม่ค่อยปราบผู้ชุมนุมด้วยกำลังทางกายภาพอีกเลย ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากบรรดาแถลงการณ์ขององค์กรภายในประเทศ ตั้งแต่สมาคมทนายความฯ หมอ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็ก กสม. มูลนิธินู่นนี่นั่น แต่รัฐไทยดูเหมือนจะยังใจแข็งกับเสียงภายในประเทศ
แต่พอเสียงท้วงติง-วิพากษ์วิจารณ์มาจากชุมชนระหว่างประเทศก็ต้องบอกว่ารัฐไทยหน้าบางอยู่นะ ตอนนั้นมันมีแถลงการณ์จากบรรดาองค์การระหว่างประเทศเยอะไม่แพ้กัน ดิฉันนับได้เป็นจำนวนหลายสิบแถลงการณ์ เรารู้ว่าเราเป็นรัฐขนาดเล็กไง เพราะงั้นเราต้องมีพันธมิตร จะทำอะไร จะผลักดันอะไร เรายังต้องการการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ ถ้าคุณเป็นรัฐที่มีอำนาจใหญ่โตแบบอเมริกา คุณจะทำผีบ้าผีบออะไร คุณอาจไม่ต้องแคร์มากนัก แต่เรารู้ว่าเราไม่ใช่รัฐมหาอำนาจ เราเลยรู้สึกรู้สาอยู่บ้าง เวลาโลกเขาพูดว่าเราเป็นยังไง
.
หากมองในมุมของคนที่เป็นห่วงนักเคลื่อนไหวและไร้ศรัทธาต่อรัฐไทยในเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจสื่อสารกับผู้อดอาหารในทำนองว่า “หยุดอดอาหารเถอะ รัฐมันไม่ฟังเราหรอก” การสื่อสารในลักษณะนี้เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อการเคลื่อนไหวอย่างไร อาจารย์มีความเห็นอย่างไรต่อการสื่อสารในลักษณะนี้
ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็น Dilemma (ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก) ของผู้ที่มีความรู้สึกรู้สาเสมอ มันมีคำพูดของฝรั่งที่บอกว่า ignorance is bliss คือไม่รู้อะไรไปเลยชีวิตก็จะดี แต่พอเราแคร์ มันก็กระอักกระอ่วนว่าควรจะคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรดี อันนี้จริง สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นกับดิฉันด้วยซ้ำไป ตอนที่รุ้งกับเพนกวินอดอาหารประท้วง ดิฉันเคยเขียนจดหมายน้อย ถึงพวกเขาทั้งสองคนด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เพราะใจหนึ่งก็คิดว่าเข้าใจและเคารพการตัดสินใจในการอดอาหารประท้วงของพวกเขาทั้งสองคน อีกทั้งยังนับถือในความแน่วแน่ของพวกเขาด้วย แต่อีกใจหนึ่ง เราก็รักและเป็นห่วงพวกเขามากพอที่จะไม่อยากเห็นพวกเขาต้องเป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตา มันเหมือนขัดกันเนอะ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็เพราะเราแคร์เขาไง เราเลยต้องทำสองอย่างไปด้วยกัน นั่นคือ เราเคารพการตัดสินใจเขาได้ แต่ก็คงไม่ผิดกติกาที่จะแสดงออกว่าเราห่วงใยในสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา ไม่ใช่บอกว่าฉันเคารพการตัดสินใจของเธอ ดังนั้นอดต่อไปจนถึงที่สุดเลยนะ เราก็บอกว่าเราเคารพเขานะ แต่เราก็ไม่อยากให้เขาเป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตา การบอกว่าเราเป็นห่วงใยเขา มันไม่ได้ลดทอนว่าเขาต้องหยุดการกระทำหรือไปกดดันการตัดสินใจของเขานะ
.
ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน การอดอาหารประท้วงยังเป็นการเคลื่อนไหวที่มีพลังอยู่หรือไม่
โดยเฉพาะในหมู่ผู้ต้องขัง เราก็อาจจะยังได้เห็นการอดอาหารประท้วงอยู่เรื่อย ๆ เพราะดูเหมือนว่าความอยุติธรรมในสังคมตอนนี้มันจะท่วมท้นเสียเหลือเกิน หรือต่อให้ไม่ใช้ผู้ต้องขัง แต่เขาอาจไม่มีตัวเลือกมากนัก การอดอาหารก็ยังเป็นตัวเลือกอยู่เสมอ โจทย์ที่ท้าทายของเรา คือทำยังไงให้คนในสังคมและในโลกรู้สึกรู้สากับความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ได้มากกว่านี้ เพราะว่าเราบอกได้เลยว่ารัฐไม่อินังขังขอบนักหรอก อาจจะมีแต่ประชาชนด้วยกันเท่านั้นที่สามารถผลักดันให้รัฐรู้สึกรู้สาขึ้นมาได้บ้าง
.
.
อนาคตของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ในสังคมที่ไม่รู้สึกรู้สากับชีวิตคน
ในฐานะนักรัฐศาสตร์ มองสถานการณ์ของนักโทษการเมืองและเรื่องสิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอย่างไร มีอะไรที่น่าเป็นห่วงไหม
ดิฉันเห็นว่าในปัจจุบันมีปรากฏการณ์ 2 อย่างที่เห็นแล้วรู้สึกเป็นห่วง อย่างแรกคือวิกฤติการณ์น้ำมัน อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนักโทษการเมืองเลยนะ สำหรับดิฉัน เรื่องนี้สะท้อนว่ารัฐบาลช่างไม่รู้สึกรู้สากับความทุกข์ร้อนของคนตัวเล็กตัวน้อยเอาเสียเลย
อย่างที่สอง แม้ว่าดิฉันจะไม่ใช่นักรัฐศาสตร์เชิงสถาบัน แต่ก็พอติดตามข่าวสารอยู่บ้าง ทำให้เห็นว่าอีกอันหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือการที่คุณ บวรศักดิ์ (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้ว และเปลี่ยนตัวเป็น คุณปกรณ์ (ปกรณ์ นิลประพันธ์) ดิฉันไม่ได้รู้จักกับทั้งสองท่านเป็นการส่วน และไม่ได้นิยมชมชอบท่านใดท่านหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ฟังจากบรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลายมาว่าการที่คุณบวรศักดิ์ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายแล้ว อาจสะท้อนว่ารัฐบาลชุดนี้ไร้ซึ่งเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะแก้รัฐธรรมนูญ 2560 แม้ว่าประชาชนจะได้แสดงเจตจำนงผ่านประชามติในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแล้วก็ตาม
แน่นอนการร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเดียวกับเรื่องนักโทษทางการเมืองเสียทีเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มคนที่ผลักดันการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับคนที่รู้สึกรู้สากับความทุกข์ร้อนของนักโทษการเมืองก็ไม่ใช่กลุ่มคนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในแง่นี้ดิฉันคิดว่ามันก็ค่อนข้างน่าเป็นกังวล ไม่ต้องพูดถึงว่าผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะยังเป็นที่กังขาอยู่มากก็ตาม แต่มันยิ่งให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลว่าเห็นไหม เขาเลือกพวกผมมา และพวกผมไม่ได้มาด้วยแคมเปญที่สัญญาว่าจะดูแลนักโทษการเมือง เพราะฉะนั้นผมไม่ต้องทำก็ได้ เพราะงั้นคะแนนการเลือกตั้งที่เขาได้มาเป็นส่วนมาก เขาก็อาจอ้างสิ่งเหล่านั้นได้
.
คิดว่าสาเหตุของการที่นักเคลื่อนไหวยกระดับการกระทำของตนเองขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่น ไปสู่จุดที่นักเคลื่อนไหวเลือกการอดอาหารประท้วงที่เดิมพันด้วยร่างกายและชีวิตตัวเองเป็นการเคลื่อนไหวระดับพื้นฐาน มาจากที่ต้องการให้สังคมสนใจข้อเรียกร้องของตนเองมากขึ้นหรือเปล่า
จริง ๆ มันก็สะท้อนว่าสังคมไม่รู้สึกรู้สาอะไรได้ถึงขนาดนั้น คนกำลังจะตายแต่เราก็ไม่รู้สึกรู้สา มันเป็นกระจกสะท้อนสังคมไทยได้อยู่เหมือนกันนะ น่าสนใจว่าเรามักภูมิใจและอวดอ้างตัวเองว่าสังคมไทยเราเป็นสังคมพุทธ โอบอ้อมอารี แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือ
อาจารย์ชัยวัฒน์เคยพูดมาตลอดว่าเอาเข้าจริงสังคมไทยไม่ได้สันติมากไปกว่าสังคมอื่น ๆ ในโลกนี้หรอกนะ มันก็มีทั้งความรุนแรงและสันติวิธี มีส่วนผสมของทั้งคู่เหมือนกันกับสังคมอื่น ๆ บนโลกนี้นั่นแหละ ที่แตกต่างออกไปคือเรามี Self-perception (การรับรู้ตัวตนเอง) ว่าเราโอบอ้อมอารีกว่าสังคมอื่น ๆ เขาเท่านั้นเอง
.
การที่แกนนำนักกิจกรรมถูกดำเนินคดีโดยรัฐ ทำให้ขบวนการอ่อนแอลง คนที่กล้าออกมาเคลื่อนไหวก็ลดลง โจทย์เหล่านี้ คนที่ศึกษาปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในระดับโลก มีมุมมองอย่างไร
ถอยกลับมาพูดเรื่องการไม่เชื่อฟังและไม่ให้ความความร่วมมือกับรัฐ ดิฉันมักนึกถึงโควทอันหนึ่งว่า Resistance is not a one lane highway ซึ่งสามารถแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า การต่อต้านไม่ใช่ถนนเลนเดียว แปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือ การไม่ประท้วงไม่ได้แปลว่าคุณยอมจำนน เพราะมันยังมีวิธีการอีกสารพัดสารเพที่คุณสามารถทำได้ ดิฉันก็อาจทำผ่านการสอนหนังสือ คนเขียนหนังสือเก่งก็เขียนหนังสือ คนทำมีมเก่งก็ทำมีม คนแต่งเพลงเก่งก็แต่งเพลง คนทำงานศิลปะเก่งก็วาดรูป คนพูดเก่งก็ทำพอดแคสต์ การต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรมไม่ได้มีเพียงการประท้วงแต่อย่างเดียวเท่านั้น ตราบใดที่คุณยังยืนหยัดที่จะไม่ยอมจำนน มันก็ยังมีช่องทางที่จะทำต่อไปของมันได้
อย่างที่สอง คงต้องพูดด้วยว่าถึงแม้ดิฉันไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์เวลามีคนบอกว่าการเคลื่อนไหวช่วง 2563-2564 ไม่ประสบความสำเร็จ ดิฉันเห็นว่าในฐานะขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เราต้องให้เครดิตตัวเองบ้างนะ เราต้องมองย้อนกลับไปแล้วสามารถมองเห็นความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยด้วยซ้ำ มันมีเรื่องราวและหมุดหมายของความสำเร็จเต็มไปหมด ผลการเลือกตั้งมันก็ส่วนหนึ่ง หรืออย่างที่อาจารย์ปวิน (ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์) เคยพูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก คือเรื่องที่ไม่เคยพูดในรัฐสภาได้ วันนี้ก็พูดได้แล้ว
มันมีหลายอย่างที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการ แต่ดิฉันก็อยากดีเฟนด์ว่ามันเกี่ยวข้องกัน คือการยกเลิกระบบโซตัสในมหาวิทยาลัย มุมมองและภาษาที่แพร่หลายโดยขบวนการทำให้โซตัสถูกมองเป็นเรื่องที่เชย และตอนนี้มันก็ถูกยกเลิกในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ดิฉันเห็นว่าไม่มากก็น้อยมันมาจากขบวนการที่เชื่อในเรื่องคนเท่ากัน หรือการยกเลิกประกวดดาวเดือนเพราะคนตั้งคำถามต่อ Beauty Privilege
อย่างที่สาม ส่วนตัว ดิฉันชอบตัวอย่างนี้มาก น่าจะมาจากข่าวในช่วงปี 2566 ที่คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ให้แม่บ้านขึ้นมาอวยพรบัณฑิต เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้ถ้าคุณไม่เห็นว่าคนเท่ากัน มูฟเมนต์มันอาจยังไม่เห็นความสำเร็จในเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรม แต่ความรับรู้หรือทัศนคติของผู้คนมันอาจเปลี่ยนไปแล้วนะ
เพื่อให้สามารถเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ งานอีกชิ้นที่ดิฉันอยากชวนผู้คนให้อ่าน คือ งานของอาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เขียนถึงเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม อาจารย์นิธิแบ่งแยกระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรที่เรากำลังเถียงกันจะเป็นจะตายอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน จะร่างใหม่หรือเปล่า อาจารย์นิธิบอกว่ายังไม่สำคัญเท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ซึ่งหมายถึงวิธีคิดหรือวัฒนธรรมทางการเมืองของผู้คนที่เราเห็นว่าตัวเราสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ในสังคมอย่างไร ใครใหญ่กว่าเรา ใครเท่ากันกับเรา หรือใครด้อยกว่าเรา ด้วยเงื่อนไขอะไร สำหรับดิฉัน รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว
จริง ๆ ผู้มีอำนาจอาจจะรู้แล้วด้วยซ้ำไปว่ารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยกำลังเปลี่ยนไปแล้วไม่มากก็น้อย เลยต้องกอดรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรไว้ให้มั่นคงที่สุด ห้ามเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
.
สิ่งใดที่ทั้งคนที่เคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมือง รวมไปถึงประชาชน จะต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจให้มากขึ้นเกี่ยวกับสันติวิธี เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ในอนาคต
ดิฉันเห็นว่า “ความหวัง” เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ตอนนี้ในการประท้วงของคนรุ่นใหม่ คนเจนซี ทั่วโลกจะเห็นว่าใช้สัญลักษณ์จากอนิเมะวันพีซ (One Piece) เป็นสัญลักษณ์ อาจารย์เกษียรซึ่งก็ดูเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน กับดิฉันชอบโควทอันเดียวกันจากเรื่องนี้ เป็นประโยคที่นายพลของกองทัพเรือพูดกับบรรดาพลทหารว่า “We can take their ship, their weapon, and even their lives but we cannot win if we do not take away their dreams” ถ้าแปลเป็นไทยก็ประมาณว่า “เราอาจยึดเรือ อาวุธ หรือแม้แต่ชีวิตของพวกเขาไปได้ แต่เราจะไม่มีวันชนะ… หากเราไม่สามารถพรากความฝันของพวกเขาไปด้วย”
ดิฉันไม่ได้เป็นแฟนวันพีซตัวยงขนาดนั้น แต่น่าสนใจว่าผู้มีอำนาจนั้นรู้เหมือนกันว่าความฝันและความหวังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะงั้นเราจึงคิดว่า Keep the dream alive หรือ “หล่อเลี้ยงความฝันต่อไป” และทำในสิ่งที่เราทำได้ เพียงแค่นั้นก็เท่ากับเราไม่ยอมจำนนต่ออำนาจแล้ว
อีกประเด็นที่อาจชี้ชวนให้ตระหนักร่วมกัน คือในสังคมแยกขั้วแบ่งข้าง บางทีแม้แต่ตัวดิฉันเอง ที่สอนเรื่องความขัดแย้ง ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง ก็อาจเผลอไผลตกเป็นเหยื่อของการแบ่งขั้วแยกข้างได้เหมือนกัน ดิฉันคิดว่าความเข้าใจผิดว่ามนุษย์เรามีเพียงอัตลักษณ์เดียว เขาเป็นสลิ่ม ฉันเป็นสามกีบ นั้นเป็นพื้นฐานของการแบ่งแยกนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เรามีอัตลักษณ์ที่ซ้อนทับกันมากกว่านั้นมาก เขาเป็นสลิ่ม ฉันเป็นสามกีบ แต่เขาก็เป็นเพื่อนของฉันนะ และเป็นเพื่อนที่ดีของฉันมากเลย เรื่องอื่นเขามีน้ำใจกับฉันมากเลยนะ เพียงแต่ความเห็นทางการเมืองเราไม่เหมือนกัน เขาเป็นสามกีบ แต่เขาก็เป็นญาติที่ดีของฉันนะ นึกออกไหม
ในระหว่างที่เรามีความเห็นทางการเมืองต่างกัน เรายังคงสายสัมพันธ์เหล่านั้นเอาไว้ก็ได้ และจริง ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องคงสายสัมพันธ์เหล่านั้นเอาไว้ด้วย เพราะความเป็นจริงมันเป็นเช่นนั้น ถ้าคิดในฐานะการเคลื่อนไหวหน่อย ถ้าอาจารย์เกษียรพูดถูกว่าการเมืองคือการหาพวก คิดแบบการเคลื่อนไหว การมองให้เห็นสายสัมพันธ์อื่น ๆ นอกเหนือไปจากความแตกต่างทางจุดยืนทางการเมือง ก็คือคุณกำลังหาพวกไง แต่ที่สำคัญกว่านั้น มันคือความเป็นจริงของชีวิตว่าเราไม่ควรลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกคนหนึ่งให้เหลือแต่เพียงอะไรบางอย่างที่เป็นอัตลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะเราต่างก็มีสายสัมพันธ์อย่างอื่นร่วมกันอยู่ด้วย
.
นักสันติวิธี นักวิจัยเรื่องสันติภาพ หรือผู้ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ในสังคมที่ยังนิ่งเฉยต่อความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
สำหรับดิฉันแล้วไม่ใช่แค่ในฐานะคนที่สนใจเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังเป็นในฐานะนักสังคมศาสตร์ด้วย ดิฉันคิดว่าการด่วนตัดสินคน แบ่งแยกผู้คนลงในกล่องมันไม่มีประโยชน์อะไร ไม่เพียงแต่ในฐานะการทำงานทางการเมืองเท่านั้น แต่ในฐานะนักวิชาการ เราควรพยายามคิดถึงเรื่องนี้ด้วยความสงสัยว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งไม่รู้สึกรู้สากับทุกข์ยากหรือความตายของเพื่อนมนุษย์อีกคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้ ถ้าคุณไม่ด่วนตัดสินว่าคนเหล่านี้เป็นปีศาจที่มีจิตใจโหดร้ายจนเกินเยียวยา คำอธิบายเดียวคือมันต้องมีที่มาที่ไปของมันอยู่ และถ้างานวิชาการจะยังมีประโยชน์อยู่บ้าง แม้คนหมู่มากจะดูแคลน คือการพยายามหาคำอธิบายให้ได้ว่าอะไรนำพาสังคมไทยมาสู่ปรากฎการณ์แยกขั้วแบ่งข้างรุนแรงได้ถึงเพียงนี้
อันที่จริงสันติศึกษา ไม่ได้ศึกษาแต่เพียงว่าต้องทำอย่างไรโลกนี้ถึงจะมีสันติภาพ อีกส่วนสำคัญของสันติศึกษาคือการให้ความสนใจและพยายามทำความเข้าใจเรื่องความรุนแรง เราอยากรู้ว่าความรุนแรงทำงานอย่างไร เพื่อที่จะสุดท้ายแล้ว ถ้าอยากจะสร้างโลกที่มีสันติภาพมากกว่านี้ คุณไม่สามารถจะไม่เข้าใจเรื่องความรุนแรงได้
เราเริ่มต้นบทสนทนากันโดยฉายภาพให้เห็นว่าในโลกของการไม่ใช้ความรุนแรงมีทั้ง Principle nonviolence หรือการไม่ใช้ความรุนแรงบนพื้นฐานทางศาสนธรรม และ Strategic nonviolence หรือการไม่ใช้ความรุนแรงบนฐานความเข้าใจว่าอำนาจทำงานอย่างไร
ก่อนหน้านี้ ดิฉันเคยดูแคลน Principle nonviolence ว่าเราไม่เห็นจะต้องนับถือศาสนาหรือเป็นคนธรรมะธรรมโมก็สามารถไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อต่อสู้ประเด็นทางการเมืองได้ ในทางหนึ่ง เวลาเราพูดถึง Principle nonviolence แล้วคิดถึงคนอย่างคานธี หรือมาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ ก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะทั้งสองคนนี้ก็เป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยงด้วย
นอกจากนี้ นับวันที่ดิฉันสอนวิชาการไม่ใช้ความรุนแรงมาหลายปี และคอยเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์นี้ในสังคมไทยและที่อื่น ๆ อยู่บ้าง ดิฉันเริ่มเห็นข้อจำกัดของ Strategic nonviolence แต่เพียงลำพัง และเห็นคุณูปการของ Principle nonviolence มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งหนึ่งที่คานธีพูดคือไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Sinner หรือคนบาปโดยธรรมชาติ จะมีก็แต่สิ่งที่เรียกว่า Sin หรือความผิดบาป ซึ่งก็คือระบบโครงสร้าง ความคิดความเชื่อบางอย่าง ที่ให้กำเนิดหรือหล่อเลี้ยงให้ความรุนแรงรูปแบบต่าง ๆ ยังคงดำเนินไปในสังคมได้
ในแง่นี้ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงสังคม มันจึงไม่ใช่แค่คุณไปฆ่าหรือกำจัดคนที่ก่อความรุนแรงหรือ “คนบาป” ให้หายไปจากสังคม แต่ต้องไปทำงานกับโครงสร้างหรือวัฒนธรรมผลิตและหล่อเลี้ยงความคิดเหล่านี้ด้วย เพราะถ้าคุณเชื่อว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ด้วยการกำจัดคนบาปให้หมดไป ถ้าเชื่อในความรุนแรง คุณต้องฆ่ากี่คน ต้องผลักไสกี่คนให้ออกจากสังคมนี้ โดยไม่สนใจว่าโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ แบบไหนที่สร้างคนแบบนี้ ดิฉันคิดว่างานพวกนี้คืองานที่เราต้องทำในระยะยาว
.

.
