นิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ สัปดาห์สุดท้าย: เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองคนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ ต่อสถานการณ์คดีการเมืองไทย

เมื่อวันที่ 9 – 10 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา นิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ ณ อาคาร All Rise (iLaw) ได้เดินทางเข้าสู่สัปดาห์สุดท้าย ภายในงานได้มีการจัดกิจกรรมชวนผู้เข้าร่วมมองเห็นถึงบาดแผล ความหวัง และอนาคตของสังคมไทย ผ่านวงเสวนาในหลากหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นวงเสวนา wish you were here พูดคุยกับช่างภาพและคนในภาพถ่ายจาก #wishyouwerehere112, วงเสวนา มองอดีต สแกนปัจจุบัน ชวนคุยภาพใหญ่ของเสรีภาพไทย และวงเสวนาของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะมาแสดงพลังให้เห็นว่าทุกคนก็มีบทบาทในการสร้างอนาคตได้

ในวันแรกของสัปดาห์สุดท้าย (9 พ.ค. 2569) มีวงเสวนาที่มีชื่อว่า “wish you were here” โดยมีเป้าหมายเพื่อพูดคุยกับช่างภาพและคนในภาพถ่ายจาก #wishyouwerehere112 นำโดย ปฏิภัทร จันทร์ทอง ช่างภาพ Realframe, อัญชัญ ปรีเลิศ และ “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตสองผู้ต้องขังทางการเมือง

วงเสวนาเริ่มต้นด้วยการเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของแคมเปญดังกล่าว โดยปฏิภัทรเผยว่า “แคมเปญนี้เกิดขึ้นจากความคิดว่าเราสนใจภาพถ่าย แล้วเรื่องคดีทางการเมืองเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เราไม่อยากให้คนลืมก็เลยเอาภาพถ่ายคนที่โดนคดีการเมืองที่เราเคยถ่ายในม็อบ หรือจากที่เราไปทำข่าวไปถ่ายตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วก็โพสต์ลงโซเชียลและสร้าง #wishyouwerehere112

“เราอยากให้ท้ายที่สุดแล้วภาพถ่ายเหล่านั้นถูกส่งต่อให้คนอื่นบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นช่างภาพ ใครก็ได้สามารถเอารูปไปถ่าย แล้วคิดว่าถ้าคนคนนั้นเขาได้มีโอกาสไม่ต้องอยู่ในคุกและเขาได้อยู่ในสถานที่เหล่านั้นมันจะเป็นอย่างไร”

ภายหลังปฏิภัทรเล่าถึงความเป็นมาของแคมเปญนี้ เขาก็ได้พาผู้เข้าร่วมวงเสวนาไล่เรียงเรื่องราวเบื้องหลังภาพถ่ายในแต่ละภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายของ “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน, “ครูใหญ่” อรรถพล, อานนท์ นำภา รวมไปถึงภาพของอัญชัญ ปรีเลิศ และ “ขนุน” สิรภพ ซึ่งทั้งสองได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในวันดังกล่าวด้วย

วงเสวนาดำเนินไปอย่างเป็นกันเอง ผ่านการเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่ป้าอัญชัญและขนุนยังคงอยู่ในเรือนจำว่าต้องเผชิญกับปัญหาและความยากลำบากใดบ้าง ขณะเดียวกันทั้งสองยังได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อแคมเปญนี้ รวมถึงความรู้สึกเมื่อได้รับจดหมายจากผู้คนนอกเรือนจำว่ามีความสำคัญต่อจิตใจของเพื่อนผู้ต้องขังอย่างไร 

นอกจากนี้ วงเสวนายังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยป้าอัญชัญและขนุนในฐานะอดีตผู้ต้องขังคดีการเมืองต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า กฎหมายนิรโทษกรรมที่รวมมาตรา 112 เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย 

ทั้งนี้ ขนุนได้บอกเล่าถึงความรู้สึกว่า “ในฐานะคนที่เคยอยู่ข้างใน ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเปรียบเสมือนยาชูกำลัง เป็นความหวังทำให้มีชีวิตต่อไปได้ ในวันที่ทราบว่าจะไม่เอามาตรา 112 มารวมในร่างกฎหมายก็รู้สึกห่อเหี่ยวไปหมด แต่พี่อานนท์บอกผมว่า ‘ไม่เห็นหรือว่ามีคนทำเพื่อเราอยู่ ไม่ใช่ทุกอย่างผ่านแล้วจะจบแต่มันยังมีสิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ คนยังเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้มีอะไรหยุดนิ่ง’ นี่คือสิ่งที่พี่อานนท์เชื่อมั่นว่าสังคมจะไปต่อ” 

ย้อนดูไลฟ์สดงานเสวนา https://web.facebook.com/share/v/18gu4Q8PMG/

.

วันสุดท้ายของนิทรรศการ (10 พ.ค.) มีวงเสวนา 2 วง ชวนมองถึงอนาคตของเสรีภาพในการแสดงออกในสังคมไทย โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากหลากหลายช่วงวัยมาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ร่วมกัน

ก่อนเริ่มวงเสวนาแรกในเวลา 13.30 น. มีประชาชนทยอยเข้ามาจับจองที่นั่ง โดยในระหว่างรอเริ่มงาน ณัฐชนน ไพโรจน์ ผู้ดำเนินรายการ ก็เริ่มเล่นดนตรีคลอเบา ๆ พร้อมชวนผู้เข้าร่วมทุกคนพูดคุยสัพเพเหระอย่างเป็นกันเอง เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้แก่คนในงาน

กระทั่งเวลา 13.38 น. ณัฐชนนได้เชิญ “อติรุจ” ผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่เดินทางมาชมนิทรรศการร่วมพูดคุยและบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาเคยถูกดำเนินคดี รวมถึงอัปเดตความคืบหน้าของคดีให้ผู้คนภายในงานได้รับฟัง 

หลังจากนั้นในเวลา 13.41 น. วงเสวนาแรกใช้ชื่อว่า “มองอดีต สแกนปัจจุบัน” โดยเป็นการพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ติดตามและทำงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนาน ได้แก่ ศาสตราจารย์ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น อาจารย์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ชวนสำรวจพัฒนาการของเสรีภาพในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงตั้งคำถามว่าค่านิยมและความคิดแบบใดบ้างที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในสังคมไทยวันนี้

ในช่วงเริ่มต้นทั้งสองคนเล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาก่อนที่จะก้าวเข้ามาทำงานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนทางด้านการเมือง โดยไทเรลเปิดเผยว่า ช่วงแรกที่เขาได้มาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทย คือช่วงที่เขายังเป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์สมัยก่อนรัฐประหาร 2549 ขณะนั้นกำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของกลุ่มฝ่ายซ้าย จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการสังหารกลุ่มชาวนาชาวไร่แถวภาคเหนือ ผนวกกับมีเพื่อนที่เป็นนักเคลื่อนไหวขอให้ช่วยแปลชีวประวัติของนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกสังหารเมื่อช่วง 5 ปีแรกของรัฐบาลทักษิณ หลังจากนั้นจึงได้มีโอกาสติดตามการเคลื่อนไหวของการเมืองไทยมาโดยตลอด

ไทเรลกล่าวต่อไปอีกว่า หลังรัฐประหารปี 2549 เธอเริ่มหันมาสนใจประเด็นเรื่องมาตรา 112 มากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ดารณี (หรือ ดา ตอร์ปิโด) ถูกจับกุมในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะเห็นว่าวิธีการที่คนในสังคมพูดถึงดารณีนั้นเลวร้ายมาก ผสมกับการดูถูกจากการที่เป็นผู้หญิง จึงได้ติดตามไปสังเกตการณ์ที่ศาลและไปเยี่ยมดารณีที่เรือนจำ อย่างไรก็ดี เธอไม่คิดว่าจะต้องใช้เวลากว่าสองทศวรรษต่อมาในการเขียน ติดตาม และวิเคราะห์คดีมาตรา 112

เมื่อการเล่าย้อนประสบการณ์ในอดีตสิ้นสุดลง ณัฐชนนได้ชวนทั้งสองกลับมามองสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อทบทวนว่าจากวันนั้นถึงวันนี้มีสิ่งใดที่ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเมื่อก่อนบ้าง ไทเรลให้ความเห็นว่า “เมื่อเทียบจากช่วงเวลาทั้งหมดที่ผ่านมา สิ่งที่แย่ลงคือสถานการณ์ของคดีการเมือง ทั้งในเชิงจำนวนคนที่กำลังติดคุกเพราะคดีการเมือง และวิธีการตีความของศาลที่เห็นได้ชัดว่ากำลังเข้าขั้นวิกฤต

“แต่สิ่งที่ดีขึ้นคือคนที่รู้จักปัญหานี้มีจำนวนมากขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยหลังรัฐประหารปี 2549 สมัยนั้นมีนักข่าวไม่กี่คนที่ไปทำข่าว ไม่มี ThumbRights ไม่มีศูนย์ทนายฯ ที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลเช่นทุกวันนี้ สิ่งนี้ก็ถือเป็นความคืบหน้าที่ดีมาก”

ด้านยิ่งชีพร่วมแสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่แย่ที่สุดหรืออาจจะแย่ลงคือวิธีการตีความของศาล “แต่ก็ฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าแย่ลง เพราะเมื่อก่อนไม่ได้มีคดีแบบนี้เกิดขึ้น เช่น คดีของทิวากรที่ใส่เสื้อหมดศรัทธาฯ ถ้าขึ้นศาลเมื่อปี 2553 เราก็บอกไม่ได้ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร แต่พอมาขึ้นศาลตอนนี้การตีความขยายความมาตรา 112 มันกว้างเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ไปแล้ว” 

ณัฐชนนชวนตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วในส่วนของกฎหมายอื่น ๆ เช่น รัฐธรรมนูญ รวมถึงประเด็นการเลือกตั้ง มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ยิ่งชีพตอบด้วยประโยคสั้น ๆ แต่ทรงพลังว่า “ยิ่งโดนกด ยิ่งมีพลังต่อต้าน” ในปัจจุบันเขามองเห็นผู้คนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญมากขึ้น เพราะยิ่งโดนกดต่ำ คนก็ยิ่งเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ผิด พอทุกอย่างต่ำไปหมดไม่ว่าจะเป็น กกต. ปปช. คนก็เข้าใจได้โดยไม่จำเป็นต้องสื่อสารอะไรกับพวกเขามาก

จากนั้น ณัฐชนนถามต่อถึงสิ่งที่ยังจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ยิ่งชีพกล่าวว่า ยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง “อย่างในระบบศาลยุติธรรมเองก็อยากให้เขาโปร่งใส เป็นเหตุเป็นผล ตรวจสอบได้ และเข้าถึงง่ายกว่านี้” 

ขณะที่ไทเรลได้สรุปประเด็นทั้งหมดออกมาเป็น 1 ประโยคที่ชัดเจนได้ใจความว่า “รัฐต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน” 

ก่อนจะสิ้นสุดวงเสวนาแรก ณัฐชนนชวนทั้งสองคนมองไปยังอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยตั้งคำถามว่า วัยรุ่นหรือคนทำงาน ณ เวลานี้ เมื่อเติบโตขึ้นคิดว่าพวกเขาจะฝากฝังอะไรไว้ให้กับประเทศนี้บ้าง ยิ่งชีพเปิดเผยว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยรู้สึกว่าตนเองหมดหน้าที่ไปแล้ว เมื่อคนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามามีบทบาท แต่ปัจจุบันเขากลับไม่ได้มองว่าคนรุ่นใหม่เมื่อเปลี่ยนแล้ว จะเปลี่ยนตลอดไป

“ความหวังของผมอยู่ที่ว่า ตอนนี้ประชาชนกำลังทำอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่นั่งในสภาหรือว่าใครเป็นรัฐบาล วันนี้พอพูดถึงเรื่องผู้ต้องขังทางการเมือง ประชาชนที่พร้อมจะทำมีน้อยกว่า แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งประเด็นไหนไป วิธีการของผมคือพูดไปทุกวัน เขียนไปทุกวัน จัดงานเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง รอดูวันที่คนสนใจ วันนั้นผมก็พร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง ผมคิดว่ากงล้อมันหมุน มันจะมีวันเฉา มันจะมีวันกลับมา ผมควบคุมไม่ได้ แต่บรรยากาศสังคม รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวกำหนดเองว่าเมื่อไหร่คนจะพร้อม”

ด้านไทเรลกล่าวปิดท้ายว่า “สิ่งที่คนเมื่อปี 2563 ฝากฝังไว้ในสังคมคือ วิธีคิดสังคมการเมืองไทยแบบใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนแต่ละคนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบสังคมที่อยากเห็นอย่างเท่าเทียมกัน”

ก่อนจะชวนนึกย้อนถึงถ้อยคำในจดหมายของอานนท์ นำภา และ “เก็ท” โสภณ ที่เขียนว่า  “ต้องยืนยันว่า 2 + 2 คือ 4” สิ่งนี้คือสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงและคิดว่าเป็นสิ่งที่ปกปิดไม่ได้

.

ในเวลา 14.14 น. วงเสวนาที่ 2 “ความหวัง vs ความจริง” ซึ่งถือเป็นวงเสวนาสุดท้ายของนิทรรศการได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเชิญชวนให้ร่วมรับฟังแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาวงนี้จะมาจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาครัฐหรือฝ่ายการเมือง ได้แก่ “แอลลี่” อภิสรา มากล้น ตัวแทนจากภาคเอกชน (บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง), “อาร์ต” ศมพร มีเกิดมูล ตัวแทนจากฝ่ายการเมือง (คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา) และ “ซีน” นัสรี พุ่มเกื้อ ตัวแทนจากภาคประชาสังคม (ThumbRights) โดยมี “นีน่า” กัลยา หลักแหล่ง เป็นผู้ดำเนินรายการ

ประเดิมหัวข้อแรกด้วยแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลังจากเข้าชมนิทรรศการ โดยศมพรเป็นผู้เริ่มสะท้อนมุมมองของตนเองก่อน เขารู้สึกว่าตนเองเหมือนได้รับสิทธิพิเศษ ในขณะที่ผู้ที่เคยต่อสู้และผลักดันเพดานของสังคมให้มาถึงจุดนี้ กลับไม่ได้รับสิทธิเฉกเช่นเดียวกันกับเขา ด้านอภิสราก็สะท้อนว่า เหตุใดการแสดงความคิดเห็นบางอย่างจึงนำพาให้เพื่อนผู้ต้องขังทั้งหลายมาถึงจุดนี้ได้ พร้อมยอมรับว่าเขานับถือในสิ่งที่เพื่อน ๆ ที่อยู่ในเรือนจำกล้าทำแต่ตัวเขาเองไม่กล้าทำ 

หลังจากนั้นทั้งสามคนก็เริ่มถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตในฐานะคนทำงานของตนเอง โดยแอลลี่เล่าว่า ในมุมมองของภาคเอกชนมักพูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไรได้ไม่มากนัก อาจเพราะเป็นเด็กจบใหม่ที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากพอ ส่งผลให้เสียงของเขาอาจไม่ได้ถูกรับฟังเท่าที่ควร ต่างจากสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ทุกคนสนับสนุนให้เขากล้าพูดและกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี เขามองว่าในยุคสมัยใหม่ที่มีช่องทางออนไลน์หลากหลายมากขึ้น ก็เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถขยับไปแสดงความคิดเห็นในพื้นที่ส่วนตัวของตนเองแทนได้  

ในขณะที่นัสรีมองว่า ปัจจุบันพื้นที่ในการแสดงออกบนสังคมออนไลน์ไม่ได้ถูกลดทอนลง แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนอัลกอริทึม (Algorithm) ก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน สิ่งที่เคยได้รับความสนใจเมื่อปี 2563 อาจไม่เหมือนกับในปัจจุบันอีกต่อไป ความท้าทายที่เกิดขึ้นคือเราจะทำอย่างไรให้วิ่งตามสิ่งเหล่านี้ได้ทัน 

ด้านศมพรกล่าวว่า เสรีภาพในการแสดงออกขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละองค์กรด้วย แต่สำหรับตัวเขาเองที่ปัจจุบันทำงานเป็นเลขานุการของ สว.นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ เขานิยามว่าตนเอง “เลือกทำงานถูกที่และถูกคน” จึงทำให้มีพื้นที่ในการแสดงออกค่อนข้างมาก อีกทั้งความคิดเห็นของเขาก็ได้รับการรับฟังจากเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ 

วงเสวนาดำเนินต่อไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 14.52 น. ผู้ดำเนินรายการเปิดโอกาสให้ทั้งสามคนกล่าวทิ้งท้ายต่อสถานการณ์คดีการเมืองไทย 

นัสรีกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเด็นทางสังคมต่าง ๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้คือ การพาตนเองไปอยู่ในประเด็นเหล่านั้น หรือหาจุดเชื่อมโยงระหว่างเรากับประเด็นเหล่านั้นว่าเราจะมีบทบาทอย่างไรได้บ้าง พร้อมเน้นย้ำว่า แม้วันหนึ่งเราจะไปถึงจุดที่ชนะแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าชัยชนะนั้นจะคงอยู่ตลอดไป การไม่จมอยู่กับที่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ทางฝั่งอภิสรากล่าวเสริมว่า “การใส่ใจเรื่องการเมืองสามารถทำได้เลยในรูปแบบของตัวเอง ไม่ต้องรอมีอำนาจก่อน มันรอไม่ได้ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พวกเราทำวันหนึ่งจะรวมกันส่งผลให้สิ่งที่เราหวังเกิดขึ้นจริงได้” 

ขณะที่อาร์ตกล่าวปิดท้ายว่า “คำที่คนรุ่นใหม่ชอบพูดคือ ‘เวลาอยู่ข้างเรา’ รอคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้จากไปเดี๋ยวก็ถึงเวลาของเรา ผมว่าเวลามันอยู่ข้างคนที่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่แค่รออยู่เฉย ๆ มันอาจจะไม่จบที่รุ่นเรา เพราะเรากำลังต่อสู้กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ท้ายที่สุดยังไงเราก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ ต้องมีความหวังและอย่าหลงลืมเพื่อนที่มีความหวังเหมือนกันกับเรา แต่ไม่สามารถออกมาสู้ได้เหมือนเรา”

.

หลังจากนั้นวงเสวนาก็ได้สิ้นสุดลงในเวลา 14.58 น. ก่อนที่จะร่วมถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน โดยผู้เข้าร่วมจะถือภาพของผู้ต้องขังคดีทางการเมืองไว้ พร้อมกล่าวคำพร้อมกัน 3 ประโยค ได้แก่ “เสรีภาพในการแสดงออกไม่ควรถูกลงโทษ”, “เราจะไม่ลืมพวกเขา” และ “เราจะเขียนอนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกัน” 

เมื่อเสร็จสิ้นการถ่ายภาพหมู่แล้วก็เปิดให้ผู้เข้าร่วมเดินชมนิทรรศการตามอัธยาศัย โดยมีการแจกอาหารฟรี ได้แก่ หม่าล่าเสียบไม้, ข้าวเกรียบ และออมุกให้ผู้ร่วมงานได้รับประทานอย่างเป็นกันเอง ขณะเดียวกันยังมีการแสดงดนตรีสดส่งท้ายงานจาก “พราว” และณัฐชนน ไพโรจน์ ด้วยบทเพลงแห่งความคิดถึงที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมเขียนข้อความถึงผู้ต้องขังลงบนโพสต์อิท รวมถึงมีการแจกหนังสือฟรี 1 เล่ม พร้อมจัดจำหน่ายหนังสือรวมถึงสติกเกอร์ที่ระลึก โดยผู้สนใจสามารถติดต่อขอซื้อได้ภายในงาน หลังการแสดงดนตรีสดสิ้นสุดลงในเวลา 16.00 น. แต่นิทรรศการยังคงเปิดให้เข้าชมต่อไปจนถึงเวลา 21.00 น. ก่อนจะถือเป็นการปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการในวันดังกล่าว

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เชิญชมนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ 25 เม.ย. – 10 พ.ค. 2569

เปิดนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ ชวนอ่านคำพิพากษา และตั้งคำถามถึง “ความยุติธรรม” ในคดีทางการเมือง

วันที่ 2 ของนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ ในบรรยากาศสบาย ๆ ชวนฟังเพลง-ดูหนัง และทบทวนเหตุชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63 จนกลายเป็นคดี ม.110

นิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’: รายการคนนอกคอกตอนส่งท้าย “นิรโทษกรรมยังหวังอยู่” ร่างกฎหมายเอาไงต่อ?

X