วานนี้ (26 เม.ย. 2569) เวลา 14.00 – 19.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) ในนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ มีกิจกรรม ‘ในนามของความยุติธรรมและเสรีภาพ’ ฉายภาพยนตร์ In the Name of the Father พร้อมวงพูดคุย และดนตรีสด
กิจกรรมเริ่มด้วย ‘ดนตรีข้ามกำแพง’ โดยแก้วใส วงสามัญชน และต่อด้วยวงเสวนา ‘เราคือผู้บริสุทธิ์’ โดยมีผู้ร่วมพูดคุยได้แก่ พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ อดีตแกนนำนักศึกษา ผู้ถูกฟ้องคดีชุมนุม 14 ตุลา เมื่อปี 2563 และ ผศ.ดร.ภาสกร อินทุมาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังจากนั้นมีการฉายภาพยนตร์ In the Name of the Father และปิดท้ายด้วย Freedom Cafe ล้อมวงสนทนาตามธรรมชาติ พร้อมดูโอคอนเสิร์ต ‘ทนายขอร้อง (เพลง) เสรีภาพ’ โดย “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และ “แจม” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
.
สำหรับนิทรรศการนี้จัดโดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, ThumbRights, Realframe และ iLaw นำเสนอตัวอย่างถ้อยคำที่เหล่านักโทษการเมืองถูกฟ้องคดี ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา โดยนิทรรศการเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน จนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2569 โดยจะมีอีเวนต์พิเศษทุกวันเสาร์-อาทิตย์
.
เปิดกิจกรรมด้วย “แก้วใส” วงสามัญชน ฝากความหวังและความคิดถึงผ่านท่วงทำนอง
ในช่วงก่อนเริ่มกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนจะได้รับขวดน้ำขวดเล็กคนละหนึ่งขวด โดยแถบขวดน้ำจะมีภาพของ “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักพัฒนาชุมชนเมืองและเยาวชน ผู้ต้องขังในระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 110 จากเหตุการณ์ชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. 2563 พร้อมกับข้าวเหนียวปิ้งคนละ 2 ห่อ จากผู้สูงอายุที่อาศัยในชุมชนบางกอกน้อยที่สุรนาถได้ทำงานด้วย เป็นเหมือนตัวแทนที่ระลึกถึงเขา

14.00 น. เริ่มเปิดกิจกรรมด้วยบทเพลงจากวงสามัญชน โดย “แก้วใส” ในบทเพลงแรกเป็นเพลงที่ให้กำลังใจเพื่อน ๆ ตั้งแต่สมัยปี 2553 จากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ไปจนถึงเพื่อน ๆ ที่ต้องลี้ภัยหรือถูกจำคุกในช่วงที่มีการรัฐประหาร ฝากความคิดถึง ถึงเพื่อนในเรือนจำและหวังว่าจะได้พบกันในเร็ววัน
บทเพลงที่ 2 แก้วใส กล่าวว่าเขานึกถึง “ตัน” สุรนาถ ในการที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการทำงานกับเด็กและชุมชน เหมือนหลายคนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนเราจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ไม่เสพยาเสพติด หากยังมีคนในชุมชนยังติดยา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงแค่ตัวเรายังไม่พอ ต้องไปถึงระดับชุมชนและระดับประเทศ

บทเพลงที่ 3 เป็นบทเพลงที่เกี่ยวกับความหวังว่าจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ หากประเทศนี้พัฒนาแล้วเราคงจะไม่ต้องรอรัฐสวัสดิการ มีเวลาพัฒนาค้นหาตัวเองมากกว่าจะต้องพยายามต่อสู้พัฒนาประเทศ
และบทเพลงที่ 4 เนื่องจากสถานการณ์สงครามและผลกระทบ แก้วใสชวนให้เลิกส่งต่อความแตกต่าง ความเกลียดชัง สร้างจินตนาการในการต่อสู้ใหม่ดีกว่า
.
วงเสวนา “เราคือผู้บริสุทธิ์” พูดคุยกับทนายเมย์และอั๋ว ถึงคดี ม.110 จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 63 และชมภาพยนตร์กับ อ.ภาสกร
เวลา 15.30 น. กิจกรรมวงเสวนาได้เริ่มขึ้นโดยเริ่มจากคำถามถึงจุฑาทิพย์ ว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นอย่างไร จุฑาทิพย์เล่าว่า ในวันนั้นเป็นวันประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ จริง ๆ แล้วก่อนการชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. 2563 “ไผ่” จตุภัทร์โดนจับในวันก่อนหน้า พอโดนจับ จุฑาทิพย์และเพื่อนนักกิจกรรมก็ไปร่วมทำกิจกรรมที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จุฑาทิพย์เห็นว่าในช่วงนั้น มีการพยายามยับยั้งมวลชนตลอด และมีคดีของผู้ชุมนุมในช่วงเช้าของวันที่ 14 ต.ค. 2563 เหตุที่ไปรื้อต้นไม้บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันนั้นช่วงบ่ายหลังรวมตัวกัน ก็มีการเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล ขณะนั้นมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า จะมีรถสีครีมผ่าน แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องจัดการขบวน คืนนั้นมีการล้อมปราบ โดยมีการใช้ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากในช่วงที่ผู้คนมีความหวังกันอย่างล้นหลาม

สำหรับข้อเท็จจริงในชั้นศาล ทนายพูนสุข กล่าวว่า ในบริบทช่วงนั้นจะมีอีเวนท์ใหญ่ประจำเดือน แต่ก็จะมีการชุมนุมย่อย ซึ่งในวันที่ 19 ก.ย. 2563 มีการประกาศว่าจะชุมนุมใหญ่ในเดือนตุลาคม ประกาศก่อนที่จะมีหมายกำหนดการรับเสด็จฯ ซึ่งในกำหนดการของขบวนเสด็จมีเพียงว่าจะเสด็จไปที่ใดนั้น ไม่ได้ระบุเส้นทาง
ในวันนั้น (14 ต.ค. 2563) มวลชนรวมตัวกันช้า เลื่อนจากช่วงเช้าเป็นช่วงบ่าย ตนเข้าใจว่า เพราะไม่อยากชนกับขบวนเสด็จและกว่าจะไปถึงแยกนางเลิ้ง ตลอดทางเหมือนเป็นการเล่นเกม มีรถเมล์มาจอดขวางถนน จนสุดท้ายผู้ชุมนุมไปกระจุกตัวที่แยกนางเลิ้ง ด้วยความที่พื้นที่แออัดและร้อน ผู้ชุมนุมที่รู้เส้นทางก็จะลัดเลาะ ไปรอหน้าทำเนียบฯ อย่าง “ตัน” สุรนาถ ก็ไปรอตรงนั้น
“ด่านสุดท้ายคือรถตู้ของ คฝ. หน้าสะพานชมัยมรุเชฐ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ตอนแรกอยู่กันแบบกระจัดกระจาย พอมีรถตู้มา คนก็เริ่มสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีการพยายามเจรจาขอเปิดทางแต่รถตู้ก็ปิดหมด จากนั้นก็มี คฝ. บีบพื้นที่เข้ามาเหมือนจะโดนล้อม ไม่มีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่าจะมีขบวนเสด็จผ่าน มีบางคนที่ถูกดึงออกจากถนน บางคนที่มีลำโพงเพื่อใช้ในการขายของ ก็ได้ใช้ตะโกนให้ตำรวจไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม

“วันนั้น ตำรวจจาก สน.ดุสิต ดูแลขบวนเสด็จ ส่วน คฝ. มีหน้าที่ดูแลรักษาการชุมนุม จากรายงานของ สน.ดุสิต ต้องมีขบวนเสด็จผ่านถนนพิษณุโลก 4 ขบวน ซึ่ง 3 ขบวนก่อนหน้าก็เลี่ยงถนนเส้นนั้นหมด มีการแจ้งกลับไปยังตำรวจที่ดูแลขบวนเสด็จฯ 4 รอบว่า ยังมีผู้ชุมนุมอยู่ ไม่สามารถผ่านไปได้ แต่ตำรวจที่ดูแลขบวนเสด็จยืนยันว่าจะผ่านเส้นทางนั้นโดยรับทราบข้อมูลว่ามีผู้ชุมนุมอยู่ ซึ่ง คฝ. ก็รับทราบเพียง 5 นาทีก่อนจะมีขบวนเสด็จ สำนักข่าวใหญ่ ๆ ไม่ได้ตามขบวนนี้ ไปตามขบวนใหญ่ก่อนหน้า มีเพียงไม่กี่สำนักข่าวที่มีภาพขบวนนี้
“คฝ. ใช้ยุทธวิธีรูปตัว U ล้อมรถไว้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครบอก คฝ. ว่าต้องปฏิบัติแบบไหน จนกระทั่งมีขบวนเสด็จมาจอดอยู่ด้านหลังแล้ว และมีเสียงประกาศว่า ‘ขอให้ขบวนผ่าน’ ผู้ชุมนุมไม่ได้ทราบว่า ขบวนนี้คือขบวนอะไร ขบวนของใคร แม้จะมีการพยายามเบิกความว่า ขบวน หมายถึง ขบวนเสด็จ แต่จากหลักฐานวิดิโอก็พูดเพียงว่า ‘ขบวน’ ตอนนั้นก็มีคนเจ็บและเริ่มมีการด่าทอ” ทนายพูนสุขกล่าว

“ตามพฤติการณ์มี ฟรานซิส บุญเกื้อหนุน, เอกชัย และภาณุภัทร์ ที่พยายามกางแขนเพื่อไม่ให้ถูกบีบพื้นที่ จะเห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กล่าวว่า จำเลยสูงย่อมมองเห็น แต่ไม่ได้พิจารณาว่าในห้วงเวลานั้นที่อยู่ใต้ความกดดันคนจะไม่ได้โฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งช่วงที่ขบวนเสด็จผ่านใช้เวลาเพียงแค่ 6 นาที
“อีกทั้งไม่มีหลักฐานที่ตำรวจประกาศว่า จะมีขบวนเสด็จผ่าน มีเพียงรถขบวนเสด็จที่ประกาศขอทาง หลังจากขบวนผ่าน คฝ. ก็ปิดวงล้อม ผู้ชุมนุมก็พยายามรักษาพื้นที่ อย่าง “ตัน” สุรนาถ ที่เห็นว่ามีคนบอกให้นั่ง เขาก็นั่ง และบอกให้คนอื่นนั่ง ศาลนำส่วนนั้นมาตัดสินว่าเป็นการสั่งการ ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครรู้ได้ว่าเป็นขบวนพระราชินี ซึ่งนักข่าวจากข่าวสดอิงลิช ยังไม่ทราบเลยว่าเป็นขบวนของใคร ขณะที่นักข่าวไลฟ์สดยังพูดกับตากล้องเลยว่าน่าจะเป็นขบวนเสด็จของพระเจ้าอยู่หัว”
ทนายพูนสุขกล่าวต่อว่า “ในคดีอาญา เจตนาเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขบวนเป็นขบวนเสด็จ และเป็นขบวนของใครจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ เมื่อศาลชั้นต้นดูหลักฐานและคลิปวิดีโอทั้งหมดเข้าใจว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน แต่ศาลอุทธรณ์จะพิจารณาจากเอกสารพยานหลักฐาน ไม่ได้มาร่วมฟังตอนสืบพยานด้วย
“ในวันที่ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีคนที่อ้างว่าเป็นผู้พิพากษาพยายามห้ามไม่ให้สื่อเข้า ไม่ให้เพื่อนจำเลยเข้า และมีการโต้เถียงกันก่อนที่จะเริ่มอ่านคำพิพากษา คำพิพากษายาวมากเมื่ออ่านไปครึ่งหนึ่ง ศาลถามว่า อ่านโทษเลยได้ไหม ซึ่งเราพอสังหรณ์ได้ว่าน่าจะพิพากษาลงโทษ
“เหตุผลศาลอุทธรณ์พลิกไปเลย พิพากษากลับว่า ผู้ชุมนุมรู้แน่นอนว่ามีขบวนเสด็จ โดยให้น้ำหนักกับพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนรักสถาบัน ซึ่งไม่มีภาพถ่ายวันเกิดเหตุ ไม่มีใครยืนยันได้ว่าอยู่ในที่เกิดเหตุไหม ศาลตีความว่า ผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ต้องรู้ว่า มีขบวนเสด็จ ซึ่งการตีความแบบนี้มันรุนแรงมาก การพิพากษาคดีอาญา ต้องทำโดยปราศจากความสงสัย”
.

ในมุมของ ผศ.ดร.ภาสกร อินทุมาร กล่าวว่า หนังที่รับชมกันวันนี้ชื่อ In The Name Of The Father เกี่ยวกับเหตุการณ์ในปี 1974 การระเบิดผับ Guildford ที่ลอนดอน ซึ่งเป็นผับของพวกทหาร ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จัก Irish Republican Army หรือ IRA ซึ่งเป็นขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมสหราชอาณาจักร เรียกร้องการปลดลปล่อยไอร์แลนด์
เหตุการณ์ในหนังอิงจากเรื่องจริงชีวประวัติของ Gerard Conlon ชาวไอริช ที่ถูกกล่าวหาร่วมกันรวม 4 คน เป็นผู้วางระเบิดผับ หนังจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อ ตัวเอกเองเป็นคนที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย พ่อจึงให้มาอยู่กับญาติที่ลอนดอน ก็กลายเป็นคนชายขอบ คนไอริชถูกเหยียดจากคนอังกฤษอยู่แล้ว เพราะขบวนการ IRA ด้วย
เขาอยู่อังกฤษจนใช้เงินหมดแล้วก็เลยไปขโมยของที่บ้านโสเภณี ก่อนจะกลับไปไอร์แลนด์และถูกจับกุมกลับมาที่ลอนดอน จากนั้นก็ถูกกล่าวหาว่า เขา ญาติ และเพื่อน รวม ๆ กัน 4 คน เป็นผู้วางระเบิดผับ เขาถูกจับโดยไม่ได้เป็นผู้กระทำ แต่ด้วยที่เป็นคนชายชอบ ไม่เป็นโล้เป็นพาย ถ้ามองในมุมมองคนชั้นกลาง พวกนี้ก็น่าสงสัยแหละ แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ทำ
เขาถูกทำข่มขู่และทำร้ายให้รับสารภาพ และสุดท้ายพ่อที่จะมาช่วยเขาก็โดนจับไปด้วย เขาโดนจำคุก 15 ปี ส่วนพ่อเขาโดนจำคุก 12 ปี และตลอดเวลาที่อยู่ในเรือนจำ พ่อเขาพยายามส่งจดหมายรณรงค์ออกมาตลอด จนกระทั่งมีทนายคนหนึ่งมาช่วย และคดีได้รับการอุทธรณ์
ภาสกรเล่าทิ้งท้ายว่า “หนังคล้ายกับสถานการณ์ของคดี ม.110 ถ้ามองข้ามการตีกันของศาลชั้นต้นกับชั้นอุทธรณ์ จะเห็นว่า มีการสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่บนข้อมูลในสถานการณ์เดิม ผ่านการพยายามหยิบข้อมูลบางชุด ไม่ใช่ทั้งหมดของเหตุการณ์มาเขียนใหม่ และใช้คนเหล่านั้นสร้างเรื่องราวว่า คนเหล่านี้กระทำความผิด”
.

จุฑาทิพย์ ยังกล่าวต่อในช่วงท้ายว่า “นอกจากถูกดำเนินคดี การออกไปชุมนุมในอดีต ยังให้ความหวังกลับมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากไปประท้วง แต่เกิดจากการจำกัดเสรีภาพ ท้ายที่สุดเมื่อระบบไม่ยุติธรรมมากพอ เลยทำให้เหมือนว่า เราทำไม่ถูกต้อง ประเทศไทยยังไม่มีพื้นที่ให้พูดคุยมากพอ พอพูดในพื้นที่หนึ่ง ก็จะโดนคำถามว่าทำไมไม่ไปพูดอีกที่หนึ่ง ทำไมไม่รอให้มีอำนาจก่อน จึงต้องสร้างระบบให้คนมีพื้นที่ในการพูดคุย”
ทนายพูนสุข กล่าวว่า “สถานการณ์คดีการเมืองนั้นไม่แตกต่างจากรัฐบาลที่แล้วมาก คดียังคงมีเพิ่มแต่อยู่ในหลักหน่วย ส่วนคดีช่วงปี 2563 เริ่มเข้าสู่ชั้นอุทธรณ์และฎีกาแล้ว ถึงแม้เราจะไม่ชนะแต่เราก็ยังสู้อยู่ เรื่องนิรโทษกรรมก็เหลือแค่ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่ยังอยู่ในระยะเวลาว่า รัฐบาลจะดึงร่างกลับมาภายใน 60 วันหรือไม่ แต่ร่างนี้ไม่รวมคดีมาตรา 112 ซึ่งในจำนวน 63 คนที่ต้องขังอยู่ ถูกดำเนินคดีด้วย มาตรา 112 ไปแล้ว 35 คน รวม คดีมาตรา 110 ก็จะเป็น 40 คน การต่อสู้เรื่องนิรโทษกรรมในสภาชุดนี้จึงไม่อาจแตกต่างจากชุดที่แล้ว แต่เราก็ยังสามารถลองยื่นใหม่ได้ หรือถ้าไม่มีหวัง สภาฯ หน้าก็ยังมีโอกาส”
ส่วนภาสกร กล่าวทิ้งท้ายก่อนดูหนังว่า ในสังคมประชาธิปไตย หนังมีบทบาทในทางการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งการเมืองในที่นี้ หมายถึงการวิพากษ์อำนาจที่ไม่ชอบธรรม โดยผู้มีอำนาจจะสร้างเหตุการณ์ว่าจะให้ดำเนินเป็นอย่างไร บ้านเราจะสร้างมวลชนผู้บ้าคลั่ง เช่น ปฏิบัติการ IO สร้างมวลชนให้กดทับเหยื่อ เห็นดีเห็นงามที่เหยื่อถูกกระทำ ถูกใช้ความรุนแรง
สำหรับหนังเรื่องนี้ ตัวเอกของเรื่องไม่มีความหวังแล้ว แต่พ่อลุกขึ้นมาสู้ทำให้คนที่หมดหวังลุกขึ้นมาสู้ต่อ จึงชวนให้สังเกตเหตุการณ์ในศาลว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งคอยกำกับศาล อยากให้ชวนคิดว่ามีกลุ่มคนที่มีอำนาจมาคอยกำกับศาลหรือไม่

.
ปิดท้ายวันแรกแบบสบาย ๆ กับช่วงทนายขอร้อง (เพลง) เสรีภาพ โดย เป๋า ยิ่งชีพ และ แจม ศศินันท์
18.00 น. หลังภาพยนตร์ที่เนื้อหาค่อนข้างหนักจบลง ได้เริ่มกิจกรรมสบาย ๆ ในกิจกรรมดนตรีของ “เป๋า” ยิ่งชีพ และ “แจม” ศศินันท์ ในช่วง “ทนายขอร้อง (เพลง) เสรีภาพ วงดูโอ้เป๋า-แจม” ชวนร้องเพลงและนึกถึงเพลงที่เพื่อน ๆ ผู้ต้องขังเคยร้องด้วยกัน และชวนคิดกันต่อว่าเพลงไหนที่พวกเขาออกมาแล้วจะยังร้องกันอยู่
บรรยากาศเป็นไปแบบสบาย ๆ สามารถขอเพลงได้ และมีการพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตของผู้ต้องขังขณะที่เขายังใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ก่อนที่กิจกรรมจะจบลงในเวลา 19.00 น.

สำหรับกิจกรรมพิเศษในสัปดาห์นี้ ในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00-18.00 น. Reading club อ่านคำพิพากษา และรายการคนนอกคอก ตอน ‘นิรโทษกรรมยังหวังอยู่’
ในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.30 – 16.30 น. มีกิจกรรม ‘Collage of Sentences’ ชวนมาสัมผัสคำพิพากษา ผ่านการตีความใหม่ด้วยศิลปะภาพปะติด
สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่โซเชียลมีเดียของ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, Thumb Rights และ iLaw
| ชมนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ 📍 อาคาร ALL RISE (iLaw) https://maps.app.goo.gl/B3857r2Xgyp4RHvk8?g_st=ic 🗓️ 25 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2569 🕐 13.00-21.00 น. เข้าชมฟรีตลอดงาน |
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เชิญชมนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ 25 เม.ย. – 10 พ.ค. 2569
