“ผู้มีอำนาจได้รับนิรโทษกรรมแล้ว แต่ทำไมของประชาชนยังไม่ได้”: คุยกับ “อดีตคนเสื้อแดงอุบลฯ” ย้อนวันติดคุก 6 เดือน และผันผ่าน 15 ปีแห่งการเฝ้าหวัง

ในวันที่ 9 ก.ค. 2568 รัฐสภาเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม 4 ฉบับ รวมทั้งร่าง “นิรโทษกรรมประชาชน”  มีเรื่องราวของอดีตคนเสื้อแดงของ เบญจวรรณ (สงวนนามสกุล) หญิงวัย 46 ปี จากจังหวัดอุบลราชธานี กับบทสนทนาท่ามกลางความทรงจำที่ยังคงติดตัวมาเป็นเวลากว่า 15 ปี

ย้อนกลับไป เบญจวรรณในช่วงวัย 31 ปี คือหนึ่งในผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงจากการแสดงออกทางการเมืองในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 ด้วยการถูกคุมขังในเรือนจำนาน 6 เดือน แม้จะเป็นเพียงผู้ชุมนุมธรรมดาที่ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น

วันนี้ เมื่อความหวังในการนิรโทษกรรมปรากฏขึ้นอีกครั้ง เบญจวรรณมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่ยาวนานของการรอคอยการเยียวยา ทั้งของเธอเองและอดีตเพื่อนคนเสื้อแดงอีกหลายคนที่ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ ความเสื่อมเสียชื่อเสียง และการถูกตีตราจากสังคม จากกิจการร้านถ่ายเอกสารที่ต้องปิดตัวลงในขณะที่เธอติดคุก ไปจนถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้หลังในฐานะฟรีแลนซ์ขายของ 

หลายปีผ่านไปอดีตคนเสื้อแดงและผู้ต้องขังทางการเมืองเข้าใจดีว่าการนิรโทษกรรมประชาชนไม่ใช่เพียงแค่การปล่อยตัวผู้ต้องขัง แต่เป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นความหวังที่จะช่วยยุติวงจรแห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย 

.

6 เดือนสำหรับคนที่อยู่ข้างใน เหมือนตกนรกทั้งเป็น

“เราเป็นคนที่เชื่อในประชาธิปไตย อยากให้ทุกคนเท่าเทียมกันจึงได้เข้าร่วมไปที่กรุงเทพฯ” เบญจวรรณเล่าด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความหมาย ครั้งแรกที่สนามหลวง แล้วต่อมาในหลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคมปี 2553 ก็ได้เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่จังหวัดอุบลราชธานี แม้ว่าจะมีเหตุการณ์เผาศาลากลาง ทั้งบุกรุกสถานที่ราชการเกิดขึ้น แต่เธอยืนยันว่าตนเองเป็นเพียงผู้เข้าร่วมชุมนุมธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ

แต่ชะตากรรมกลับหลอกเล่นอย่างโหดร้าย หลังจากเหตุการณ์ศาลากลางถูกเผา 7 วัน แม่ของเบญจวรรณก็ประสบอุบัติเหตุถูกรถชน เธอรีบพาแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่แทนที่จะได้เฝ้าดูแลแม่อย่างสงบ กลับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหาที่โรงพยาบาล ด้วยคำพูดที่ฟังดูไม่น่าเป็นอันตราย  “ขอคุยด้วยหน่อยสักประมาณ 5 นาทีที่โรงพัก หลังจากนั้นจะปล่อยตัวกลับมาดูแลแม่ที่โรงพยาบาล”

การให้ปากคำที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย ๆ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายยาวนาน ด้วยความไม่รู้และไม่เข้าใจในกระบวนการทางกฎหมาย เบญจวรรณจึงเซ็นเอกสารบางอย่างไป หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลยเป็นเวลา 6 เดือน ถูกควบคุมตัวไปที่เรือนจำด้วยข้อหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, บุกรุกสถานที่ราชการ และต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน 

วันเวลาในเรือนจำยาวนานออกไป ขณะที่ร้านถ่ายเอกสารที่เป็นแหล่งรายได้หลักต้องปิดตัวลง ไม่มีใครคอยดูแลแทน ครอบครัวต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ทั้งค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถ และยังต้องส่งเงินให้เธอที่เรือนจำเพื่อซื้อของจำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะอาหารข้างในไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ความหวังในการประกันตัวเหมือนแสงไฟริบหรี่ ทนายที่เจอคนแรก ๆ บอกว่าไม่มีใครอยากยุ่งกับคดีคนเสื้อแดง แม้ครอบครัวจะหาเงินมายื่นประกันตัวจนได้ แต่ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัว เหตุผลคือคดีมีโทษอัตราสูงเกรงกลัวการหลบหนี การเบิกตัวออกจากเรือนจำมาพิจารณาคดีครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังไม่ได้รับการอนุญาต จนเธอเริ่มหมดความหวัง

“ระยะเวลา 6 เดือนสำหรับคนที่อยู่ข้างในก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น” เบญจวรรณกล่าวด้วยเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้า “เราไม่รู้อนาคตเลยว่าจะได้ประกันตัวตอนไหน” ในช่วงนั้น พี่ชายที่เป็นลูกจ้างธรรมดา เงินเดือนไม่มาก ต้องแบกรับภาระดูแลแม่ที่ต้องผ่าตัดแขนหลังจากอุบัติเหตุ ขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับหนี้สินที่ทบทวีขึ้น

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 ศาลจึงอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 1 ล้านบาท ครั้งนั้นแกนนำเสื้อแดงรวบรวมมาจากผู้คนที่ต้องการช่วยเหลือคดีทางการเมือง 

เมื่อออกจากเรือนจำ ชีวิตที่รอคอยเธออยู่ไม่ใช่ความสุขสบาย แต่เป็นซากปรักหักพังของทุกสิ่งทุกอย่าง รถต้องคืน ค่าเช่าค้างจ่าย ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ ในวัย 31 ปี ที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการก่อร่างชีวิต กลับต้องเผชิญกับชีวิตที่ติดลบ ต้องยุบกิจการและเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

การย้ายจากตึกที่เช่าในเมืองไปเช่าบ้านที่ห่างออกไป  และเริ่มต้นใหม่เป็นฟรีแลนซ์ขายของ แต่ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือการถูกตีตราจากสังคม ในฐานะคนเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดี ผู้คนมองด้วยความเข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็นคนที่ไปเผาศาลากลางและทำลายหน่วยงานราชการ แต่ความจริงแล้วเธอเป็นเพียงผู้แสดงออกถึงความคิดเห็น ต้องการให้ผู้มีอำนาจรับฟังเสียงประชาชน ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้อาวุธทำร้ายประชาชนที่เพียงแค่มาเรียกร้อง

กระทั่งศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิพากษาจำคุก 2 ปี หลังให้การรับสารภาพ เพื่อลดโทษเหลือ 1 ปี และเนื่องจากไม่เคยมีประวัติการกระทำผิดมาก่อน จึงได้รับการรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี แม้จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำความผิด การตัดสินใจรับสารภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความห่วงใยครอบครัว ทั้งแม่ที่ต้องเข้าโรงพยาบาลและพี่ชายที่ต้องแบกรับภาระมากมาย วันนั้นทำให้เธอเลือกทางนี้

.

ผู้มีอำนาจได้รับนิรโทษกรรมแล้ว แต่ทำไมของประชาชนยังไม่ได้ ?

จากวิกฤติการเมืองปี 2553 สังคมไทยเผชิญการถูกยึดอำนาจอีกครั้ง หลังจากรัฐประหารปี 2557 เบญจวรรณไม่ได้ไปชุมนุมอีก เพราะชีวิตยังคงลำบาก ยังอยู่ในช่วงที่ต้องฟื้นฟูตัวเองและหาทางประกอบอาชีพ แต่เธอยังคงให้กำลังใจและติดตามข่าวสารอยู่เสมอ

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘นิรโทษกรรม’ เสียงของเบญจวรรณเปล่งประกายแห่งความหวัง “มันเป็นมาตรการที่ลดความขัดแย้งของประชาชน” เธอกล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนา “ผู้มีอำนาจได้รับนิรโทษกรรมแล้ว แต่ทำไมของประชาชนยังไม่ได้”

“การที่เราไปอยู่ในเรือนจำทำให้จิตใจคนมันย่ำแย่มากเลย” เบญจวรรณเผยความในใจ  “ผู้มีอำนาจควรจะเข้าใจและเห็นความสำคัญของประชาชน เขาต้องการแสดงออก รับฟังเขาหน่อย ดูแลเขาหน่อย สนใจเขาหน่อย”

ภาพจำแห่งความทรมานในเรือนจำยังติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านมา 14-15 ปีแล้ว เธอยังจำทุกอย่างได้  “หนึ่งวันในเรือนจำของคนหนึ่งคนมันยาว มันทรมานมาก มันประเมินไม่ได้”

แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เบญจวรรณยังคงปรารถนาให้ผู้มีอำนาจรับฟังเสียงประชาชนทั่วไป เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารและนำข้อเสนอเหล่านั้นไปพิจารณา

“ตั้งแต่ปีที่แล้ว เคยไปยื่นหนังสือที่รัฐสภาเกี่ยวกับการเรียกร้องเรื่องการปองดองเยียวยาสำหรับคนเสื้อแดง” เบญจวรรณเล่าด้วยความทรงจำที่ยังคงติดอยู่ในใจ  “มีคนส่วนหนึ่งที่เคยได้รับการเยียวยาแล้ว แต่ยังมีหลายคนที่ยังไม่ได้รับ เราจึงไปติดตามผลการดำเนินงานตรงนั้น”

ในวันที่ไปยื่นหนังสือครั้งนั้น มีทีมของพรรคก้าวไกลเข้ามาช่วยเหลือและพาเข้าไปข้างในเพื่อส่งหนังสือร้องเรียนถึงพรรครัฐบาล “ตั้งแต่ตอนนั้น เราก็ติดตามพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่พรรคจัดทำ” เบญจวรรณเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความหวัง 

สำหรับเบญจวรรณแม้คนเสื้อแดงที่อยู่ในเรือนจำออกมาแล้ว แต่ภาพความเป็นจริงที่ปรากฏขึ้นนั้นเจ็บปวดกว่าที่ใครจะคาดเดา “ส่วนใหญ่มีชีวิตที่ลำบาก บางคนล้มละลาย บางคนเสี่ยงต่อการเป็นทุพพลภาพ หางานทำไม่ได้” 

เธอเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ “เราเห็นใจเพื่อนของเรา เลยไปยื่นหนังสือที่รัฐสภา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่คำตอบที่ว่าอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา”

“เรารอมาทั้งหมดตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2568 รวมแล้ว 15 ปี” เบญจวรรณนับปีด้วยความรู้สึกซับซ้อน “ถ้าเราไม่ได้รับ ก็ไม่เป็นไร เราจะติดตามของเราต่อไป แต่เรายังสงสารคนอื่น ๆ ตอนนี้เขายังลำบากอยู่”

.

ในความหวังข้ามสีเสื้อ เสื้อเหลืองเสื้อแดงให้ได้นิรโทษกรรมหมด 

เมื่อถูกถามถึงความเห็นเกี่ยวกับการตั้งหมุดหมายของการนิรโทษกรรมตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 เบญจวรรณให้ความเห็นว่า “ก็จะมีของเสื้อเหลือง และ กปปส. กลุ่มนั้นเขาก็มีความคิดที่จะแสดงออกการเมืองเหมือนกับเราไม่แตกต่างกันเลย เราเห็นด้วยที่จะนิรโทษกรรมตั้งแต่ตอนนั้นมา เพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน มีความคิด มีความรู้สึกเหมือนกันทุกคน ไม่ว่าจะอยู่สีไหน อยากให้ปล่อยพวกเขา ให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่”

แต่เบญจวรรณเชื่อว่าการนิรโทษกรรม ควรมีมิติที่ลึกกว่าการยกเว้นความผิดเพียงอย่างเดียว “ควรมีการลบประวัติอาชญากรรมด้วย เพราะอย่าลืมว่าบางหน่วยงานหรือหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานเอกชน เขาสืบดูประวัติ แล้วเขาเห็นว่าคุณเคยติดคดี เคยอยู่ในเรือนจำ มีประวัติการกระทำที่ไม่ดี ก็หมดโอกาสที่จะได้งานดี ๆ”

ความกังวลของเบญจวรรณนั้นมาจากการได้เห็นชีวิตของคนรอบข้างที่ต้องดิ้นรนหลังจากออกจากเรือนจำ โอกาสที่เขาจะฟื้นตัวคือยาก “ให้ลบประวัติดีที่สุด ให้โอกาสเขา เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นความหวังของทุกคน เป็นพ่อเป็นแม่ให้กับลูกในอนาคต มีงานดี ๆ แล้วก็มีเงินส่งเสียให้กับเด็กของเขาต่อไป

สำหรับเรื่องมาตรา 112 ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างมาก เบญจวรรณมีความเห็นว่า “บางคนใช้มาตรานี้ในการกลั่นแกล้งคนที่ตนไม่ชอบ แต่ถ้าในกรณีที่มีการจับกุมในข้อหามาตรา 112 และจำเลยสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนา อยากให้เขาสามารถฟ้องกลับได้ในข้อหาหมิ่นประมาทหรือแจ้งความเท็จ เพื่อลดการกลั่นแกล้งคนที่คิดเห็นต่าง ไม่อยากให้ใช้อำนาจตรงนี้ในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น”

เบญจวรรณยืนยันว่าเธอเชื่อในการเริ่มต้นนิรโทษกรรมตั้งแต่ปี 2549 “เริ่มตั้งแต่กลุ่มเสื้อเหลือง เขาก็น่าจะมีประวัติเหมือนกัน มีความรู้สึกถูกกดปราบการชุมนุม อยากมีประวัติที่ดีเหมือนกัน เขาเหมือนกับเรา ความคิดไม่แตกต่างกันเลย เพียงแต่เราอาจมีความคิดที่แตกต่างกันเท่านั้น อยากให้เริ่มตั้งแต่ตรงนั้น เสื้อเหลืองเสื้อแดงให้เคลียร์หมด”

การรอคอยการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมในช่วงที่เลื่อนจากเดือนเมษายนมาเป็นกรกฎาคม เธอคิดแทนคนที่ยังถูกคุมขังอยู่หลายคน “คนที่อยู่ข้างในเขารอตรงนี้ เพื่อที่จะได้มีอิสรภาพ ระยะเวลาสามเดือนที่เขารอนั้นมันนานมาก ถ้านิรโทษกรรมผ่าน มันจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา และสำหรับคนที่อยู่ข้างนอกด้วย”

เมื่อมาถึงเรื่องการชดเชยทางเศรษฐกิจและการฟื้นฟูชื่อเสียง เบญจวรรณได้วาดภาพความเป็นจริงที่เจ็บปวด “ตอนนี้คนทั่วไปมองเสื้อเหลืองเสื้อแดงเป็นเรื่องปกติธรรมดาแล้ว แต่สำหรับคนที่ติดคดีในตอนนี้ บางคนมีเศรษฐกิจที่ไม่ดี บางคนกำลังจะล้มละลาย บางคนติดปัญหาหนี้สิน เยียวยาหมายถึงทางด้านการเงิน เพราะการเงินสามารถมาเคลียร์ปัญหาตรงจุดนี้ให้เขาได้”

“ส่วนชื่อเสียงคือถ้าเราทำงานดี มีกิจการที่ดี มีชีวิตที่ดีขึ้น ใคร ๆ ก็โอเค ก็เคารพ ก็เป็นปกติเหมือนเดิมเบญจวรรณอธิบาย “แต่ตอนนี้แต่ละคนติดภาระหนี้สินมากมาย เขาต้องการเงินเยียวยาที่เคยรับปากจะให้ เอามาจ่ายชำระหนี้ให้หมด เพื่อให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่”

ความยากลำบากที่เบญจวรรณเล่าให้ฟังนั้นสะเทือนใจ “ภาระหนี้มันผูกพันมาเรื่อย ๆ มันไม่ออกง่าย สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจอย่างง่าย ไม่มีเงินหลักล้านหลักแสนต่อเดือน บางคนหารายได้วันละสามสี่ร้อย ก็ถือว่าหายากอยู่ บางคนทุพพลภาพ ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ บางคนล้มละลาย ติดเครดิตบูโร ก็ไม่ได้เลย โอกาสที่เขาจะฟื้นตัวคือยาก”

.

ทุกฝ่ายต้องยอมรับฟัง สังคมจะไม่กลับไปซ้ำรอยเดิม

ในฐานะคนที่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในปัจจุบัน เธอเข้าใจว่าคนทั่วไปอาจมองกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน  “เขาอาจมองเป็นเรื่องปกติ ผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา แต่สำหรับคนที่เกี่ยวข้อง ความหวังเขาอยู่ตรงนี้ ถ้าผ่านก็ดีมาก แต่ถ้าไม่ผ่าน เราก็ต้องทำใจยอมรับ ก้มหน้าในฐานะผู้ที่ไม่มีอำนาจ วิงวอนผู้ที่มีอำนาจช่วยพิจารณาหน่อย”

ความเป็นห่วงนักศึกษา-ประชาชน ที่ยังอยู่ในเรือนจำทำให้เบญจวรรณไม่อาจหยุดคิดเรื่องนี้  “เสียดายอนาคตเขา เสียดายจริง ๆ วิงวอนผู้ใหญ่หน่อย อย่างน้อยเขาคืออนาคตของชาติ” 

ก่อนเปิดมุมมองว่าในการสร้างความปรองดองของแต่ละกลุ่ม ควรจะมีตัวแทนของแต่ละกลุ่มมาคุยกันหาแนวทางแก้ไขร่วมกันที่ลงตัวที่สุด แต่ละกลุ่มต้องการอะไร ผู้มีอำนาจต้องการอะไร มาอยู่ตรงกลาง หลังจากตกลงกันแล้วให้แต่ละกลุ่มรับได้ไหม จะเกิดความเข้าใจกัน พูดคุยกันได้

เบญจวรรณยืนยันว่า ไม่เชื่อว่าสังคมจะอยู่กันได้ถ้ามีการใช้อำนาจเพื่อปราบปรามความคิดเห็นที่แตกต่าง “ไม่ใช่ว่าถ้าคุณทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ คุณก็จับขัง มันไม่ใช่ภาพประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น เพราะมันเป็นหลักสากลอยู่แล้วในการแสดงความคิดเห็น รับฟังว่าเขาต้องการอะไร ทำได้ไหม จะทำไม่ได้เพราะอะไร แจ้งให้เขาทราบ”

เมื่อมองย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ที่ผ่านมา เบญจวรรณเห็นรูปแบบที่ซ้ำ ๆ กัน  ปี 2549 ปี 2553 ปี 2557 หรือช่วงปี 2563 มีทั้งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้ง ความขัดแย้งเกิดจากความไม่เข้าใจกัน คนที่มีอำนาจอยากใช้อำนาจ คนที่ไม่มีอำนาจต้องการเรียกร้อง อยากให้ทุกฝ่ายรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนเดิม

เธอย้ำว่า  “สังคมไม่ควรกลับไปแล้ว ตอนนี้มันยุคไหนแล้ว เทคโนโลยีก็มี คนจะทำอะไรก็มีโซเชียลมีเดียให้พึ่งพา สื่อสารได้ในรูปแบบไหนก็ได้ ทำให้ประชาชนเข้าใจ ประชาชนต้องการอะไรรับฟัง ส่งเข้าไปใช้อินเทอร์เน็ตที่ถูกทาง เรียนรู้ภายในระบบแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข รับฟังความคิดเห็น ได้หรือไม่ได้ก็บอกมาได้ สื่อสารกันได้”

ถ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับนักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เบญจวรรณจะพูดสิ่งเดียวกันที่เธอพูดมาตลอด “ ขอร้องทำให้หน่อยได้ไหม เราเป็นประชาชนเลือกคุณมาแล้ว  รับฟังหน่อยไหมว่าเราต้องการอะไร เราอยากให้คุณทำอะไร ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณก็แจ้งมาว่าเพราะอะไร”

.

นอกจากนิรโทษกรรม อิสรภาพของผู้ต้องขังย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด

สำหรับความหวังที่มีต่อคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสู่การเมืองไทย เบญจวรรณในวัย 46 ปี มีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่  “คนรุ่นใหม่มีความคิดใหม่ ๆ หลักการใหม่ ๆ ซึมซับจากอารยประเทศสากล นำเทคโนโลยี นำสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เขาน่าจะมีทัศนคติ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่า มีความคิดเห็นที่สามารถแสดงออกได้มากกว่า ประชาชนทั่วไปไว้วางใจเขาได้ สามารถนำเราให้ดีขึ้น คนทุกคนทั่วไปมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อให้รับฟังและนำไปปฏิบัติ นำไปพิจารณา”

นอกจากการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ยังมีกลุ่มต่าง ๆ ที่รณรงค์เพื่อปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง เบญจวรรณมองว่าสิ่งเหล่านี้ต้องทำ และอิสรภาพสำคัญกว่าเงิน “ถ้าได้รับอิสรภาพ เงินหาได้ แต่ถ้าอยู่ตรงนั้น เราทำอะไรไม่ได้เลย ดูแลครอบครัวก็ไม่ได้ หาเงินก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง ในตอนนี้กับรัฐบาลเราไม่หวังอะไรกับเขาอีกแล้ว ได้แต่ทำมาหากิน เลี้ยงปากท้อง เลี้ยงครอบครัว”

แต่แม้จะผิดหวังกับระบบ เบญจวรรณก็ยังไม่ได้สูญเสียจิตใจของผู้ที่ใส่ใจผู้อื่น “อะไรที่เราพอช่วยในบางสิ่งบางอย่างให้กับเด็ก ๆ น้อง ๆ ที่ยังอยู่ข้างใน ที่เราพอทำได้เราก็อยากทำเพื่อเขา”

“ที่ผ่านมาเราก็ทำแล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้ทำให้มันดีขึ้น เขาก็มาสานต่อจากเรา มันก็ยังไม่ดีขึ้น” เธอสะท้อนอดีต “แต่เราก็อยากให้เขาได้รับอิสรภาพ เหมือนกับเราที่ได้รับก่อนหน้านั้น”

คำขอของเธอเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย  “ถ้าเขาเห็นด้วยหรือมีความเห็นใจก็อยากให้เกิดนิรโทษกรรมตอนนี้ค่ะ ให้เด็ก ๆ ได้ออกมาซะ ออกมาดำเนินชีวิต ออกมาร่ำเรียน ออกมาทำงานประกอบอาชีพ”

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“เราเป็นเพียงประชาชนธรรมดา…ที่รอวันกลับบ้าน” เมื่อผู้ต้องขังการเมืองส่งสารเรื่องนิรโทษกรรม

ทบทวนคดี “คนเสื้อแดง” ที่ยังถูกขังในเรือนจำ จากเหตุช่วงก่อนและหลังรัฐประหาร 2557

X