เปิดคำแถลงปิดคดี “แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ” ม.112 ที่กำแพงเพชร

ในวันพฤหัสบดี 22 ก.พ. 61 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดหมายฟังคำพิพากษา ในคดีของนางอัษฎาภรณ์ และนายนพฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) ข้อหาตามมาตรา 112 , ข้อหาปลอมแปลงและใช้เอกสารราชการ และข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จากกรณีมีการปลอมเอกสารหนังสือราชการของสำนักราชเลขานุการ กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมนำไปอ้างแสดงต่อเจ้าอาวาสวัดไทรงาม อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร และยังมีการกล่าวอ้างว่าสามารถที่จะทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ มาร่วมในพิธีของวัดได้ โดยมีการกล่าวอ้างแสดงตนว่าเป็นหม่อมหลวงไปร่วมงานของวัด พร้อมมีการเรียกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ จากผู้เสียหาย

สำหรับคดีนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับนายนพฤทธิ์ จำเลยที่ 2 ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้รับทราบหรือเกี่ยวข้องกับการแอบอ้าง และไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากกรณีนี้ เพียงแต่ถูกเพื่อนรุ่นพี่ชวนให้ไปร่วมทำบุญของเจ้าอาวาสที่วัดในจังหวัดกำแพงเพชรในช่วงเดือนเม.ย.58 เพียงครั้งเดียวเท่านั้น (ดูเรื่องราวของนพฤทธิ์  และการต่อสู้ของเขาในคดี)

การสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดี ได้เสร็จสิ้นไปในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 เป็นเวลารวม 2 ปีปีครึ่ง นับตั้งแต่คดีได้เริ่มต้นขึ้นขณะที่จำเลยถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี แม้ว่าทางญาติและทนายความจะได้พยายามยื่นคำร้องต่อศาลขอให้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่ได้เป็นบุคคลตามองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 เพื่อทำให้คดีเสร็จสิ้นโดยเร็ว แต่ก็ไม่เป็นผล (อัยการสูงสุดชี้ฟ้องชอบแล้ว ,กฤษฎีกาไม่ส่งเอกสาร)    โดยข้อต่อสู้สำคัญของนพฤทธิ์คือการยืนยันว่าไม่ได้รับทราบหรือเกี่ยวข้องกับการแอบอ้าง และไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากกรณีนี้ อีกทั้งยังต่อสู้ด้วยว่าสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่บุคคลตามองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ภายหลังการสืบพยานแล้วเสร็จ ทีมทนายความยังได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลโดยแถลงใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1)  จากการสืบพยานโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่านายนพฤทธิ์ จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องร้อง ทั้งในข้อหามาตรา 112, ข้อหาปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม และข้อหาฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่น   2) สมเด็จพระเทพฯ  ไม่ใช่บุคคลตามองค์ประกอบความผิดของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  และ 3) การฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อนที่ได้ฟ้องในศาลจังหวัดกำแพงเพชรเช่นกัน

 

พยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่านายนพฤทธิ์จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง

ประเด็นแรก คำแถลงปิดคดีได้แถลงถึง การฟ้องร้องของโจทก์โดยแบ่งเป็น 3 ข้อหา

1) พยานและหลักฐานของโจทก์ที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชน โดยระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงตนหรืออ้างตนว่าเป็นหม่อมหลวง หรือตัวแทนพระองค์ของสมเด็จพระเทพฯ และไม่รู้มาก่อนว่าจำเลยคนอื่นๆ ได้แจ้งแก่บุคคลอื่นว่าจำเลยที่ 2 เป็นหม่อมหลวง ตัวแทนของสมเด็จพระเทพฯ ในงานทำบุญของวัดป่าไทรงามเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2558

วันดังกล่าวจำเลยที่ 2 เพียงแต่มาทำบุญตามที่ถูกชักชวนจากรุ่นพี่ที่นับถือด้วยความเกรงใจ และรุ่นพี่ได้มาชวนติดต่อกันหลายครั้ง ประกอบกับหลังจากแต่งงานยังไม่ได้ทำบุญ จึงถือโอกาสทำบุญหลังแต่งงาน จึงได้เดินทางมาในวันดังกล่าวตามที่ได้ยืนยันมาโดยตลอด ทั้งพยานโจทก์ก็ได้เบิกความว่า ในการจัดงานไม่มีการติดป้ายต้อนรับตัวแทนสมเด็จพระเทพฯ ไม่มีคนมายืนตั้งขบวนต้อนรับ ไม่มีการถือตราสัญลักษณ์ดอกไม้หรือพานพุ่มมาด้วย เพื่อแสดงว่าเป็นตัวแทนพระองค์ และไม่มีการประกาศต้อนรับหม่อมหลวงใดๆ ในระหว่างพิธีจำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงตนหรือกล่าวอ้างว่าเป็นเป็นหม่อมหลวง หรือตัวแทนสมเด็จพระเทพฯ แต่อย่างใด

คำแถลงยังระบุอีกว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ จากกรณีที่เกิดขึ้นเลย จากการสืบพยานของโจทก์และจำเลยพบว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิหลังและความประพฤติเรียบร้อย ประกอบอาชีพสุจริตทำงานเป็นหลักแหล่ง ไม่เคยถูกดำเนินคดีอาญาใดๆ มาก่อน และพยานโจทก์ก็ได้ยืนยันว่า จากการสืบสวนข้อมูลเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมเอกสารตามฟ้อง การใช้เอกสารปลอมดังกล่าว หรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการกระทำความผิดดังกล่าว ประกอบกับในวันเกิดเหตุวันที่ 26 เมษายน 2558 ที่จำเลยที่ 2 ไปที่วัดป่าไทรงามนั้น ในวันดังกล่าวไม่ได้มีการเรียกค่าใช้จ่ายจากวัด และหนึ่งในจำเลยก็ได้ให้การเช่นเดียวกันว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ

2) พยานและหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำความผิดข้อหาปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม โดยระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยเห็นเอกสารตามที่ถูกฟ้องร้องซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมมาก่อน และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าวต่อผู้ใด โดยที่ระหว่างการเบิกความของพยานโจทก์ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความว่าเอกสารดังกล่าวมีส่วนใดเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ตรงกับที่จำเลยที่ 2 ให้การมาโดยตลอด

3) พยานและหลักฐานโจทก์ไม่มีพยานปากใดที่เบิกความยืนยันว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามข้อหามาตรา 112 เลย ทั้งยังไม่ได้เบิกความถึงเอกสารท้ายฟ้องทั้ง 8 ฉบับ ซึ่งเป็นเหตุแห่งคดีนี้ ว่ามีข้อความใดที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นใส่ร้าย ใส่ความ ทำลายพระเกียรติ และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระองค์สมเด็จพระเทพฯ ให้ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ให้พระองค์ต้องได้รับความมัวหมอง แต่อย่างใด

 

สมเด็จพระเทพฯ  ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ประเด็นที่สอง คำแถลงปิดคดีได้ระบุถึง สถานะของสมเด็จพระเทพฯ ว่าไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยได้มีการระบุถึงเอกสารของสำนักพระราชวังเรื่ององค์รัชทายาท โดยเนื้อความในหนังสือดังกล่าวยืนยันว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นองค์รัชทายาทพระองค์เดียว ทำให้ฟ้องของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระเทพฯ ให้ได้รับความมัวหมองนั้น ไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากสมเด็จพระเทพฯ มิใช่องค์รัชทายาท จึงมิใช่บุคคลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นไว้ด้วยแล้ว

 

 

ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นการฟ้องซ้อนกับอีกคดีหนึ่ง

ประเด็นที่สาม คำแถลงปิดคดียังได้ระบุถึง ฟ้องของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3434/2559  ที่ศาลจังหวัดกำแพงเพชร และอัยการโจทก์มีการขอรวมพิจารณากับคดีมาตรา 112 และปลอมแปลงเอกสารราชการ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ซึ่งฟ้องมาก่อนหน้านั้นที่ศาลจังหวัดกำแพงเพชรเช่นเดียวกัน มาเป็นคดีนี้นั้น พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดี 3434/2559 กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ตามฟ้องเดิม มีใจความในการกระทำผิดแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์คดีก่อนกับคดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ขณะโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1330/2559  อยู่ในระหว่างการสืบพยานโจทก์จำเลย คืออยู่ในระหว่างการพิจารณา  คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามกฎหมาย

แถลงการณ์ปิดคดีสรุปยืนยันว่าอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 2  ไม่ได้กระทำความผิดตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น จึงขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษายกฟ้องและปล่อยตัวจำเลยที่ 2

 

More from my site

X