นัดสืบพยานคดี ม.112-ม.116 “เพนกวิน-รุ้ง-ไมค์” ปราศรัยชุมนุมอยุธยา รวม 8 นัด ยาวถึงกลางปี 67

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2565 ที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล อันเนื่องจากการชุมนุม #อยุธยาจะไม่ทนอีกต่อไป ที่หน้าศาลากลางหลังเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2563 ซึ่งทั้งสามคนถูกสั่งฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116 และข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งสามคนได้ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาต่อศาล โดยฝ่ายอัยการโจทก์ได้อ้างพยานจำนวน 12 ปากเข้านำสืบ ฝ่ายจำเลยอ้างพยานจำนวน 25 ปาก ศาลจึงกำหนดวันนัดให้ฝ่ายโจทก์ 3 นัด และฝ่ายจำเลย 5 นัด

ต่อมาคู่ความได้นัดหมายวันสืบพยานรวม 8 นัด เป็นสืบพยานโจทก์วันที่ 28 ก.พ., 18 และ 25 ก.ค. 2566 และสืบพยานจำเลยวันที่ 28-31 พ.ค. และ 4 มิ.ย. 2567

.

เปิดคำฟ้อง ม.112-ม.116 ปราศรัยถึงบทบาทสถาบันกษัตริย์กับการเมือง พร้อมข้อเรียกร้องปฏิรูป

สำหรับคดีนี้อัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความเห็นสั่งฟ้องทั้งสามคน ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2564 โดยเป็นการสั่งฟ้องขณะที่เพนกวินและไมค์ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

สุขุม สุรักษ์กิตติกุล พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บรรยายฟ้องโดยสรุประบุว่า ราชอาณาจักรไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2489 ถึงวันที่ 23 ต.ค. 2559 และรัชกาลที่ 10 ทรงครองราชย์สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้” 

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2563 จำเลยทั้งสามคนได้ขึ้นปราศรัยต่อประชาชนจำนวนมากที่ร่วมกันชุมนุมอยู่ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า)

1. พริษฐ์ (จําเลยที่ 1) ได้กล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคําว่า “…สถาบันกษัตริย์ในตอนนี้กําลังมีปัญหาใครๆ ก็รู้ สถาบันกษัตริย์ถ้าเป็นคน กําลังเป็นโรคป่วยไข้อย่างเรื้อรัง ถ้าเป็นสิ่งของ กําลังอยู่เกะกะขวางทางกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศ… สถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยปัจจุบันนี้มีอํานาจมากเกินไป… จะเอาสถาบันกษัตริย์มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ถึงเวลานี้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจริงๆ แล้วหรือยัง เรียนกันมาตั้งแต่ชั้นประถม อนุบาล ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงเป็นประมุขย่อมหมายความว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ลอยตัวอยู่เหนือการเมือง ถามว่าไม่ยุ่งเกี่ยวจริงหรือไม่…”

“สถาบันกษัตริย์เอาอํานาจอะไรมาเซ็นรับรองให้ทหารฉีกรัฐธรรมนูญได้ตั้ง 10 กว่ารอบ… ปรากฏว่าเมื่อฝ่ายก่อการกบฏยังเติร์ก ได้ควบคุมตัวนายกรัฐมนตรี คือ พลเอกเปรม ไว้แล้ว มีสายโทรศัพท์ปริศนาบอกว่า นี่เราเองนะ ให้ปล่อยตัวนายกไป พอปล่อยตัวแล้ว นายกก็ไปอยู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา สรุปว่าไม่มีใครเซ็นที่เกือบจะชนะอยู่แล้วที่ยึดกรุงเทพฯ ยึดตัวนายกแล้ว แป็บเดียวเป็นกบฏ เพราะไม่มีใครเซ็นให้ ในเมื่อปี พ.ศ. 2524 คุณเลือกที่จะไม่เซ็นได้ แล้วทําไมปี 2557 คุณไม่รู้จักไม่เซ็นบ้าง…” 

“ดังนั้นผมพูดมาขนาดนี้ก็คงจะชัดเจนแล้วว่า สถาบันกษัตริย์กับสถาบันรัฐประหารนั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร… ในทางกลับกัน ถ้ากษัตริย์เลือกที่จะเซ็นรัฐประหาร เลือกที่จะไม่ปกป้องประชาธิปไตย สถาบันกษัตริย์นั่นเองนี่แหละที่จะเป็นกบฏต่อประชาชน ที่ปัญหาในเรื่องสถาบันสูงสุดมันมีปัญหาเยอะจนขนาดที่เอาให้ผมมาพูดในวันนี้ได้เนี่ย…” 

.

2. ภาณุพงศ์ (จําเลยที่ 2)  ได้กล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคําว่า 

“เหตุไฉนอันใดจึงเอาภาษีคนไทยไปอยู่ต่างประเทศที่เยอรมัน หากท่านได้ยินอยากจะบอกท่านว่า โปรดเสด็จกลับมาเถอะครับ เพื่อไม่ให้เปลืองภาษีประชาชนเศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์เท่ากัน เพราฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ถ้าอยากมีสิทธิเหนือกว่านั้น ให้ไปอยู่เยอรมันนะครับพี่น้อง…พวกเราสู้แบบพวกเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ทั้งหมด รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย 

“และสุดท้ายอยากจะฝากเสียงนี้จากประเทศไทยไปถึงเยอรมัน ว่าให้รีบกลับมาเพื่อทรงงานให้กับประชาชนคนไทยด้วย อย่างที่ท่านเคยตรัสไว้ให้กับประชาชนคนไทยว่า เราจะบริหารประเทศให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ฝากเสียงนี้ไปเราไม่ได้มีเจตนาที่จะล้มล้าง เราไม่ได้มีเจตนาที่จะจาบจ้วง เรามีเจตนาที่จะอยู่ร่วมและอยู่ใต้ 

พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ โดยที่พระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองโดยแท้จริงและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 

“เพราะฉะนั้นแล้วโปรดยกเลิกหมวดที่ 2 มาตราที่ 5 โปรดยกเลิก ม.112 และยกเลิก ม.113 เอาไว้ใช้กับพวก 

ที่มันรัฐประหารหรือเราเรียกว่าพวกกบฏ และอย่าให้พระมหากษัตริย์เซ็นให้ใครรัฐประหารอีกครั้งใดในประเทศนี้” 

.

3. ปนัสยา (จําเลยที่ 3)  ได้กล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคําว่า

“ทําไมพูดไม่ได้ในประเทศ พูดไม่ได้ ทําไมพูดไม่ได้ในประเทศนี้มัน เราไม่สามารถพูดถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ไม่สามารถเพราะเขาก่อความกลัวมากดทับเรา มาโดยตลอด ประเทศเราโครงสร้างทางสังคมของประเทศเราคนที่อยู่ จุดสูงสุดคือสถาบันกษัตริย์ ในการที่เขาจะอยู่บนตําแหน่งนั้นได้ในโครงสร้างสูงสุดตรงนี้ได้ ถ้าเขาไม่ได้ความรัก เขาก็ต้องสร้างความกลัว ซึ่งในรัชสมัยนี้เราคิดว่าเขาไม่ได้สร้างความรักหรอกค่ะ เพราะเขาคงไม่มีใครรักแล้วใช่ไหมคะ จะเอาอะไรมาศรัทธาทําตัวแบบนี้ เป็นคนธรรมดาก็ไม่มีใครรักใช่มั้ยคะทุกคน ฉะนั้นแล้วเขาเลยสร้างความกลัวขึ้นมากดทับเรา ว่าไม่นะห้ามพูดเรื่องเขา ห้ามพูดเรื่องไม่ดีถึงเรื่องเขา ขอโทษ ที่ในรอยัลลิสมาร์เก็ตเพลส ใครเข้าไปก็รู้แล้วค่ะว่าทําเรื่องอะไรไว้บ้าง…

“ทําไมเราต้องกราบเขาคะ สมัยก่อนจะมีการคําสอนกันว่าราชวงศ์จะเป็นเทพ เทวดามาเกิด ความเคารพอย่างสูงนะนะ ถามใจตัวเองว่าคุณเป็นเทพ แล้วคุณทําตัวแบบเนี้ย คุณเป็นเทพได้เหรอคะ คุณจะนับตัวเองว่าเป็นเทพได้เหรอคะ หน้าด้านเกินไปมั้ย…ทุกคนคะตั้งแต่วันที่ 10 ที่เราออกมาพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย เบื้องต้นเรามีเจตนากันว่าโอเค แค่ให้คนได้รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง สถาบันกษัตริย์ชุดนี้เนี่ย ไม่ได้เป็นที่น่าเคารพศรัทธา มันมีมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพราะวันที่ 10 หรอกคะ…เขาเองควรเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน แต่เขาไม่เคยเลยที่จะรับฟังเรา 

“เพราะฉะนั้นแล้วมันไม่แปลกที่ทําไมจะไม่เคารพแล้วคนจะไม่ศรัทธาแล้ว ไม่แปลกเลย เพราะงั้นแล้วเนี่ย เขามีถึง 10 ข้อเรียกร้อง ออกมา 10 ข้อเรียกร้อง ในวันที่ 10 สิงหาออกมา เพื่อเป็นข้อเสนอแนะว่า คุณควรแก้ไขตัวเอง ไม่เช่นนั้นแล้วคุณจะอยู่กับประชาชนไม่ได้และถ้าคุณไม่ปรับตัวอะไรจะเกิดขึ้น เราไม่รู้ ตอนเราจะขอเคลียร์ข้อเสนอ 10 ข้อ ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่นี่และทุกคนสามารถใช้ข้อเรียกร้องกับทุกม็อบได้เลยนะคะเราไม่ห่วง เราอยากให้ 10 ข้อเรียกร้องนี้เป็นจริงให้ได้ด้วยเหตุเดียวคือทําให้สถาบันกษัตริย์สามารถอยู่ร่วมกับสังคมไทยได้ 

1. ยกเลิกมาตรา 5 แห่งรัฐธรรมนูญที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญคณะราษฎร

2. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ถูกดําเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ 

3. ยกเลิก พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 และแบ่งทรัพย์สินแยกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน 

4. ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้สถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ 

5. ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ ส่วนงานที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น ส่วนบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วงยงานที่ไม่มีความจําเป็น เช่น คณะองคมนตรีนั้น ให้ยกเลิกเสีย 

6. ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาค โดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกํากับให้การเงินของสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมด 

7. ยกเลิกพระราชอํานาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ 

8. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียว หน่วยงานทั้งหมด 

9. สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหาร เข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสถาบันกษัตริย์ 

10. ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประการครั้งใดอีก…

“ทุกท่านคะ ข้อเรียกร้องนี้ มันไม่มีทางเป็นจริงได้ ถ้าพวกเราทุกคนไม่ร่วมมือกัน ไม่ร่วมกันแสดงออก ไม่ร่วมกันแสดงความคิดเห็น มันจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะงั้นเราอยาก เราขอมอบความกล้าให้ทุกคน ให้น้อง ๆ ทุกคน ให้พี่ๆประชาชนทุกคน ในการพูดถึงเรื่อง สถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผย ไม่มีอะไรต้องกลัวค่ะทุกคน ความกลัวที่เขาสร้าง มันมามันเป็นสิ่งหลอกลวง ที่เขาหลอกให้เรากลัว เขาจะได้ไม่ตกลงจากอํานาจ เพราะฉะนั้นแล้วทุกคนคะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เรามาแสดงออกเรามาพูด เรามาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์กันเถอะคะ…” 

.

ภาพการชุมนุม #อยุธยาจะไม่ทนอีกต่อไป เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 63 (ภาพจากเพจ “เพื่ออยุธยา เพื่อประชาธิปไตย”)

.

อัยการเห็นว่าการกระทำของทั้ง 3 คน เป็นการหมิ่นประมาทดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือ ติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 และเป็นการทําให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย พระเกียรติ ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง อันเป็นปลุกปั่น ยุยง ส่งเสริม ประชาชน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

เมื่อประชาชนได้รับฟังข้อความคําปราศรัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อสถาบัน อันจะก่อให้เกิดความแตกแยก ความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะอันเป็นความผิดต่อพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้รับฟังคําปราศรัยดังกล่าว ได้มีการแสดงความคิดเห็นร่วมกับจําเลยทั้งสามด้วยการตะโกน ตอบโต้ โห่ร้อง ปรบมือสนับสนุน อันเป็นการทําให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 

อัยการได้สั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญาม.112, “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในคดีนี้ ทั้งเพนกวิน ไมค์ และ รุ้ง ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ภายใต้เงื่อนไขห้ามทำกิจกรรม เข้าร่วมการชุมนุมที่ก่อความวุ่นวายต่อบ้านเมือง, ห้ามทำกิจกรรมที่ทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาล, ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล 

.

X