ศาลให้ประกันเฉพาะ “หมอลำแบงค์” ด้าน “สมยศ-ไผ่” ถูกยกคำร้อง แม้แถลงรับเงื่อนไขเช่นเดียวกัน ระบุเหตุคำแถลงไม่น่าเชื่อถือ

วันนี้ (9 เม.ย. 64) ศาลอาญา รัชดา ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “หมอลำแบงค์” ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม แต่ไม่ให้ประกันตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข และ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา โดยทั้งสามเป็นจำเลยมาตรา 112 ในคดีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร 

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา ทนายได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งนี้ โดยวางหลักประกันเป็นเงินสดคนละ 100,000 บาท ซึ่งเหตุผลในการขอประกันของสมยศโดยสรุปว่า จำเลยมีอายุมาก สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง หากไม่ได้รับการประกันจำเลยและครอบครัวจะได้รับความเดือดร้อน และ การไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้นขัดต่อหลักสันนิษฐานว่า จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากยังไม่ได้มีการพิสูจน์

ส่วนเหตุผลในการขอประกันของจตุภัทร์โดยสรุปว่า จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และปัจจุบันยังเป็นนักศึกษาอยู่ การคุมขังส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษา และการที่จำเลยถูกคุมขังไว้ตามหมายขังของศาลมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่สถานการณ์ทางการเมืองไม่ได้แตกต่างจากก่อนหน้าที่จำเลยถูกคุมขังไว้ รวมถึงจำเลยเป็นเพียงบุคคลที่ถูกโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่ากระทำความผิดเท่านั้น ยังไม่มีการพิจารณาพิพากษาของศาลว่าเป็นผู้กระทำผิด

อ่านรายละเอียดคำร้องประกอบต่อ >>> ยื่นประกันตัว “ไผ่-แบงค์-สมยศ” ครั้งที่ 6 ศาลสั่งไต่สวนคำร้องก่อนนัดฟังคำสั่ง 9 เม.ย. นี้ 

ในวันไต่สวนคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จำเลยทั้งสามได้แถลงต่อศาล โดยมีเนื้อหา ดังนี้

ปติวัฒน์ (จำเลยที่ 3) แถลงว่า หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองและพูดพาดพิงสถาบันฯ อีกอย่างเด็ดขาด โดยจะไปประกอบอาชีพร้องหมอลําเพื่อหาเลี้ยงชีพต่อไป ทั้งยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่เครื่องมือ ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) การวางเงื่อนไขห้ามออกนอกเขตกําหนด หรือการวางเงื่อนไขห้ามยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุม และจะมาศาลทุกนัด หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่มาศาลนัดหนึ่งนัดใด ก็ยินดีที่จะให้ศาลถอนประกัน

ด้าน สมยศ (จำเลยที่ 4) แถลงว่า เนื่องจากจําเลยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว ทําให้ไม่อาจหาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ และไม่สามารถตรวจดูพยานหลักฐานโจทก์ได้โดยละเอียด เกรงว่าหากไม่ได้รับโอกาสในต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ จะเป็นเหตุให้ตนไม่ได้รับความยุติธรรม 

ส่วน จตุภัทร์ (จำเลยที่ 7) แถลงว่า หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะไม่พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อีก

ทั้งนี้ จำเลยทั้งสามแถลงรับเงื่อนไขของศาล โดยมีเนื้อตรงกันว่า หากได้รับการปล่อยชั่วคราว จะไม่กล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมที่ทำให้เสื่อมเสียถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวทุกประการ โดยมีนายประกันของทั้งสามรับรองว่าจะกำกับดูแลจำเลยทั้งสามให้ปฏิบัติตามสัญญาที่แถลงไว้ต่อศาล

 

ศาลให้ประกัน “หมอลำแบงค์” เพียงคนเดียว อีกสองคนยกคำร้อง ระบุคำแถลงไม่น่าเชื่อถือ เหตุทนายและจำเลยปฎิเสธกระบวนการพิจารณาคดี

15.20 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเฉพาะ ปติวัฒน์ โดยระบุในคำสั่งว่า พิเคราะห์จากคำแถลงและการไต่สวนตามคำร้องของปติวัฒน์ ประกอบกับคำรับรองของผู้ที่เกี่ยวข้องกับจำเลย น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่ไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นได้อีก จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตีราคาประกันสองแสนบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามมิให้จำเลยที่ 3 กระทำการในสักษณะเช่นเดียวกับที่ถูกกล่าวหาตามฟ้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ซ้ำอีก หรือไปร่วมกิจกรรมที่อาจทำให้เสื่อมเสียแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากศาล และให้จำเลยมาศาลตามกำหนดนัดโดยเคร่งครัด ก่อนปล่อยตัวจำเลยแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบ

ในส่วนสมยศ และจตุภัทร์ ในคำสั่งได้ระบุว่า แม้จำเลยทั้งสองจะให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนขอปล่อยชั่วคราวเช่นเตียวกับจำเลยที่ 3 แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่า เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 64 ศาลนัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยาน จำเลยและทนายของทั้งสองไม่ยอมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาโดยไม่มีเหตุอันสมควร มีเพียงจำเลยที่ 3 และทนายความจำเลยที่ 3 เท่านั้นที่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา 

อีกทั้ง ทนายจำเลยที่ 4 และที่ 7 นำรายงานกระบวนพิจารณาไปเขียนข้อความเพิ่มเติมโดยไม่ใด้รับอนุญาตจากศาล ระบุว่า “ทนายความจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 22 ไม่ขอลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา เนื่องจากไม่ยอมรับกระบวนพิจารณา” กับมีพฤติการณ์จะไม่ยอมไปกำหนดวันนัดสืบพยานที่ศูนย์นัดความ และยื่นคำร้องขอถอนทนายความ ทำให้การกำหนดวันนัดสืบพยานเป็นด้วยความยากลำบาก ซึ่งเป็นอุปสรรคและก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ข้อความและคำแถลงของจำเลยทั้งสองว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่แถลงไว้ต่อศาล จึงไม่น่าเชื่อถือว่าสามารถปฏิบัติตามที่แถลงไว้ต่อศาลได้ ในชั้นนี้ จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยทั้งสอง 

จากคำสั่งดังกล่าวทำให้การถูกขังระหว่างพิจารณาคดีของปติวัฒน์สิ้นสุดลง หลังถูกขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพเป็น เวลา 60 วัน  ส่วนสมยศ ถูกคุมขังร่วม 2 เดือน และจตุภัทร์ ถูกคุมขังมา 1 เดือนกว่าแล้ว

อนึ่ง คดีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ยังมีนักกิจกรรมที่ถูกฟ้องในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และยังถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี  โดยไม่รับการปล่อยตัว นอกจากสมยศ และ จตุภัทร์ แล้วยังมีนักกิจกกรรมที่เหลืออีก 4 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา และ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกขังมา 60 วัน ขณะที่ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และ ภาณุพงศ์ จาดนอก ถูกขังมา 33 วัน 

บ่ายนี้ ทนายได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ยังถูกคุมขังที่เหลือ ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “แอมมี่” ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ แต่ศาลได้ยกคำร้อง ทำให้ทั้งหมดต้องถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป 

อีกทั้ง พริษฐ์ยังคงอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวมากว่า 20 วัน และปนัสยาอดอาหารมาแล้ว 1 สัปดาห์