แจ้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพิ่มเติม “พินิจ” กรณีแขวนป้าย “งบสถาบันกษัตริย์>วัคซีนCOVID19”

วันที่ 15 ก.พ. 64 ที่สภ.เมืองลำปาง เวลา 13.30 น. นายพินิจ ทองคำ นักศึกษาวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง และสมาชิกกลุ่มพิราบขาวเพื่อมวลชน ยังได้เดินทางเข้ารับทราบข้อหา ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เพิ่มเติม เหตุจากกรณีแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความ “งบสถาบันกษัตริย์>วัคซีนCOVID19” บริเวณสะพานรัษฎาภิเศก เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 หลังจากถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 ไปก่อนหน้านี้แล้ว 

>> ตร.แจ้งข้อหา ม.112 ต่อ 5 นศ.-ปชช.ลำปาง เหตุแขวนป้าย “งบสถาบันกษัตริย์>วัคซีนCOVID19”

ก่อนหน้านี้คดีนี้มีนักศึกษาและประชาชน รวม 5 คน ถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 ไปแล้ว แต่เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ตำรวจได้มีการออกหมายเรียกเฉพาะนายพินิจ ให้ไปรับทราบข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพิ่มเติม โดยระบุว่าทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ให้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวเพิ่มเติมกับนายพินิจ

 

ภาพก่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมของ นายพินิจ ทองคำ

 

พ.ต.ท.วิเชียร ใจสันกลาง สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองลำปาง ได้เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหา “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” กับพินิจ

ข้อกล่าวหาระบุว่าหลังจากการตรวจยึดป้ายผ้าข้อความ “งบสถาบันกษัตริย์>วัคซีนCOVID19” พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบถามการโพสต์ภาพถ่ายป้ายดังกล่าวและข้อความในเพจ “พิราบขาวเพื่อมวลชน” ไปยัง ปอท. จนกระทั่งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ทาง บก.ปอท. ได้ทำหนังสือตอบกลับ โดยยืนยันว่าเพจดังกล่าวได้โพสต์ภาพถ่ายและข้อความบนป้ายที่มีการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์จริง นอกจากนั้นยังตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหามีชื่อเป็นแกนนำจัดตั้งกลุ่มพิราบขาวเพื่อมวลชน ที่มีการโพสต์ภาพดังกล่าว เชื่อว่าผู้ต้องหามีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว และเป็นคนนำเอาภาพถ่ายและข้อความที่เป็นการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก โดยเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมีผู้ติดตามถึง 15,439 คน 

นายพินิจได้ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน พนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันไว้ และให้ปล่อยตัวพินิจไป โดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ ในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีการตั้งกล้องบันทึกวิดีโอเอาไว้ตลอด ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 1 นาย คอยนั่งเฝ้าอยู่ภายในห้องสอบสวนตลอดเวลา คอยถ่ายรูปกระบวนการ โดยเจ้าหน้าที่นายดังกล่าวไม่ใช่พนักงานสอบสวน ไม่ได้แสดงความเกี่ยวข้องกับคดี และไม่ได้ระบุตนว่ามาจากหน่วยงานใด