ดำเนินคดีซ้ำ ตร.สน.ท่าพระแจ้งข้อหาใหม่ผู้ชุมนุม MRT ท่าพระ ในคดีที่สิ้นสุดแล้ว

12 ม.ค. 64 เวลา 13.00 น. ที่ สน.ท่าพระ นายลำไย จันทร์งาม ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากการชุมนุม #ม็อบ2พฤศจิกา ที่บริเวณ MRT ท่าพระ หลังจากได้รับหมายเรียก ในข้อหา “จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในคดีที่มี พ.ต.ท.วิสิทธิ์ สายบัวทอง รองผู้กำกับสืบสวนสน.ท่าพระ เป็นผู้กล่าวหา

พ.ต.ท.กิติ กิจประทุม รองผู้กำกับสอบสวน และ พ.ต.ท.ธรรมกฤต ศรีประเทือง สารวัตรสอบสวน สน.ท่าพระ ได้เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายลำไย โดยบรรยายพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 63 ตั้งแต่เวลาประมาณ 15.00-20.40 น. ได้มีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานี MRT ท่าพระ โดยการชุมนุมไม่ได้มีการขออนุญาตการชุมนุม ต่อหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลท่าพระ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 แต่อย่างใด 

จากการสอบสวนพบว่าในการชุมนุมมีผู้ต้องหาเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และบรรทุกเครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้ามาจอดบริเวณใต้สะพานเกาะกลางข้ามแยกท่าพระ และมีการใช้เครื่องขยายเสียงที่นายลำไยเป็นผู้ครอบครองนั้น นำมาพูดปราศรัยในการชุมนุม ซึ่งในระหว่างพูดปราศรัยนั้น ผู้ต้องหาได้ยืนอยู่บนท้ายรถกระบะคู่กับผู้ปราศรัยมีการยก วางลำโพง และยืนอยู่ใกล้รถกระบะจนสิ้นสุดการชุมนุม 

ต่อมา พ.ต.ท.วิสิทธิ์ สายบัวทอง ได้มาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่จัดให้มีการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้ได้รับโทษทางกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยผู้ต้องหาได้มารับทราบข้อกล่าวหา ในข้อหากระทำการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต นำรถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาใช้ในทางเดินรถ” ไปแล้ว โดยรับสารภาพและพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับในชั้น สน. แล้ว

พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหานายลำไยเพิ่มเติมใน 2 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ “จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งขออนุญาต” (บันทึกข้อกล่าวหาระบุเช่นนี้) นายลำไยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 20 วัน พนักงานสอบสวนจึงได้ปล่อยตัวไป โดยไม่มีการควบคุมตัวไว้

 

 

ทั้งนี้การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นการแจ้งข้อกล่าวหาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากลำไยเคยถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมในวันที่ 2 พ.ย. 63 ไปแล้ว โดยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 63 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้รถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน นายลำไยได้ให้เจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับ เป็นเงิน 700 บาท ซึ่งทำให้คดีสิ้นสุดไปแล้ว 

>> แจ้งข้อหา-ปรับผู้ชุมนุมหน้า MRT ท่าพระ #ม็อบ2พฤศจิกา ใช้เครื่องเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

แต่เจ้าหน้าที่กลับมีการนำพฤติการณ์เดิมมาแจ้งข้อกล่าวหาอีกต่อบุคคลเดิม ขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า “บุคคลไม่อาจถูกลงโทษหลายครั้งสำหรับการกระทำความผิดครั้งเดียวได้” ซึ่งคุ้มครองสิทธิของบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีหลายครั้งจากการกระทำเพียงครั้งเดียว 

ในระบบกฎหมายไทยได้บัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ใน ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 หรือที่เรียกกันว่า “ฟ้องซ้ำ” ซึ่งมีหลักการดังนี้

    1. ผู้ถูกดำเนินคดีเป็นคนเดียวกัน
    2. ข้อหาความผิดทั้งสองคดีมาจากการกระทำอันเป็น “กรรมเดียวกัน”
    3. ผู้ถูกดำเนินคดีถูกดำเนินคดีจนคดีสิ้นสุดไปแล้ว

การที่นายลำไยถูกเปรียบเทียบปรับไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 63 คดีย่อมสิ้นสุดลงตาม ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 (3) ซึ่งเป็นเหตุให้สิทธิในการฟ้องคดีอาญาระงับไปตาม ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีลำไยจากเหตุกรณีการชุมนุมวันที่ 2 พ.ย. 63 ได้อีก

ทั้งนี้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ตั้งข้อสังเกตหลายครั้งแล้วว่าตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาตรา 3 (6) มีบทบัญญัติให้งดเว้นการบังคับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ข้อหาตามพ.ร.บ.ชุมนุม และการฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้