3 ธ.ค. 2563 ศาลจังหวัดขอนแก่นนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ บริษัท สโมสรขอนแก่นยูไนเต็ด จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อรรถพล บัวพัฒน์ และวชิรวิทย์ เทศศรีเมือง นักกิจกรรมกลุ่ม “ขอนแก่นพอกันที” เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ในความผิดฐาน หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เหตุจากการปราศรัยในการชุมนุม “จัดม็อบไล่แม่งเลย” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2563

ในนัดนี้ อานนท์ นำภา, พัฒนะ ศรีใหญ่ และเสฐียรพงศ์ ล้อศิริรัตน์ ทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายจำเลยมาศาลเพื่อร่วมการไต่สวนและซักค้านพยานโจทก์แทนจำเลย 

ทนายจำเลยยังได้ยื่นบัญชีพยานจำเลยระบุพยานจำเลยรวม 3 ปาก ได้แก่ นายเอกราช ช่างเหลา (ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ) ประธานที่ปรึกษาสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ด, นายวัฒนา ช่างเหลา (ส.ส.เขต 2 จ.ขอนแก่นพรรคพลังประชารัฐ) ประธานสโมสรฯ และนายพิทักษ์ชน ช่างเหลา รองประธานสโมสรฯ และพยานเอกสารรวม 5 รายการ เช่น บัญชีทรัพย์สินที่นายเอกราชและนายวัฒนายื่นต่อ ปปช., บัญชีรายรับรายจ่ายของโจทก์ ฯลฯ พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกพยานจำเลยทั้งสามปากมาเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย

สุรสิทธิ์ ทุมมา ประธานสภาทนายความจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีแทน ได้นำพยานโจทก์ 2 ปาก เข้าเบิกความ โดยอ้างตนเองเป็นพยานโจทก์ปากแรก

สุรสิทธิ์เบิกความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางสุวิภา ช่างเหลา เป็นกรรมการผู้จัดการประกอบกิจการเกี่ยวกับการทำสโมสรฟุตบอลอาชีพเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน Thailand Pro League โดยโจทก์เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลขอนแก่นยูไนเต็ด ซึ่งปัจจุบันเข้าร่วมการแข่งขันในดิวิชั่น 2 ของ Thailand Pro League 

เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2563 จำเลยที่ 2 ได้จัดตั้งเวทีปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงและถ่ายทอดผ่านทางเฟซบุ๊กและยูทูบ มีการปราศรัยโจมตีรัฐบาล ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโฆษกได้เชิญจำเลยที่ 1 ขึ้นปราศรัยบนเวที ขณะปราศรัยมีข้อความพาดพิงโจทก์และสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดว่า “…ขอนแก่นยูไนเต็ด ผมเคยภาคภูมิใจ แต่สุดท้ายผมก็รู้ว่า เป็นที่ฟอกเงินดีๆ นี่เอง…” ซึ่งหมายความว่าสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดของโจทก์เป็นที่นำเงินจากการกระทำที่ผิดกฎหมายมาลงทุนเพื่อทำให้เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นความหมายในทางที่ไม่ดี ผู้ได้รับฟังการปราศรัยหรือฟังการถ่ายทอดทางเฟซบุ๊กและยูทูบขณะนั้นย่อมเข้าใจผิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งข้อความที่จำเลยทั้งสองปราศรัยดังกล่าวเป็นเท็จทั้งสิ้น 

โจทก์ทราบข้อความดังกล่าวเมื่อเปิดยูทูบในวันที่ 21 ส.ค. 2563 โจทก์ไม่ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพราะประสงค์ดำเนินคดีเอง 

ต่อมา พยานตอบคำถามทนายจำเลยที่ถามค้านเกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัทว่า นายเอกราช ช่างเหลา ซึ่งปัจจุบันเป็น ส.ส. เป็นประธานที่ปรึกษา บริษัท สโมสรขอนแก่นยูไนเต็ด โดยมีกรรมการบริหารอีกชุดหนึ่ง นางสุวิภาซึ่งเป็นประธานกรรมการเป็นภรรยาของนายเอกราช ส่วนสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดไม่มีกรรมการบริหาร มีเพียงผู้จัดการทีมและสต๊าฟ นายวัฒนา ช่างเหลา ซึ่งปัจจุบันเป็นรักษาการรองนายก อบจ.ขอนแก่น ก็เป็นเพียงที่ปรึกษาสโมสร 

พยานรับว่า ปัจจุบันนายเอกราชถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดขอนแก่น ในการยื่นฟ้องคดีนี้พยานไม่ได้นำบัญชีรายรับรายจ่ายของโจทก์มาแสดงต่อศาล นายเอกราชซึ่งเป็น ส.ส. มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช. แต่พยานไม่ได้มีส่วนในการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของนายเอกราชและนายวัฒนา พยานไม่ทราบว่าสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดเกิดจากการไปซื้อสโมสรปากช่องยูไนเต็ดมาทำใหม่ รวมทั้งไม่ทราบว่าเงินที่นำมาจดทะเบียนสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดได้มาจากที่ใด พยานยืนยันว่า สโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดไม่มีการฟอกเงิน แต่ก็ไม่เคยตรวจสอบ เนื่องจากโจทก์และสโมสรไม่เคยถูกดำเนินคดี 

พยานโจทก์ปากที่ 2 เป็นแฟนคลับของสโมสรฟุตบอลขอนแก่นยูไนเต็ด เป็นบุคคลที่ 3 ที่ได้ฟังข้อความที่กล่าวพาดพิงถึงสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ด

พยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 มีการปราศรัยทางการเมืองที่ศาลหลักเมืองหลังจากนั้น 1 วัน พยานได้ยินคนพูดคุยกันว่ามีการพาดพิงถึงสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ด พยานจึงเข้าไปดูคลิปพบว่ามีการพูดถึงสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดทำนองว่า เป็นที่ฟอกเงินซึ่งมีความหมายที่ไม่ดี เป็นการนำเงินไม่ถูกกฎหมายมาทำให้ถูกกฎหมาย ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้น คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดหากได้มาฟังจะพลอยเข้าใจผิด ทำให้สโมสรเสียชื่อเสียง 

ปัจจุบันทีมขอนแก่นยูไนเต็ด มีแฟนคลับประจำ 3-5 พันคน เมื่อมีการปราศรัยพาดพิงดังกล่าว แฟนคลับยังไม่ลดลง เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในการบริหารของสโมสร ส่วนคนที่ไม่ใช่แฟนคลับบางส่วนก็คล้อยตามที่จำเลยพูดและไม่มาเชียร์ ทำให้สโมสรได้รับความเสียหาย

พยานตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า สโมสรขอนแก่นยูไนเต็ดมีครอบครัว “ช่างเหลา” เป็นผู้บริหาร คนที่จัดการดูแลทุกอย่างคือนายวัฒนาซึ่งเป็นบุตรของนายเอกราช พยานไม่ทราบว่าเงินที่ก่อตั้งสโมสรมาจากไหน แต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นตามที่จำเลยกล่าว เพราะตระกูลช่างเหลามีธุรกิจหลายอย่าง พยานทราบว่านายเอกราชถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกง

พยานยังตอบทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ถามเพิ่มเติมว่า ที่พยานไม่เชื่อว่าข้อความที่จำเลยปราศรัยเป็นความจริง เนื่องจากเคยได้สัมผัสกับนายวัฒนาเห็นว่าเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ มีความสามารถ และมีความตั้งใจ แต่ถ้าบุคคลอื่นที่ไม่ใช่แฟนคลับได้ฟังก็อาจจะมีทั้งที่เชื่อไปเลยและวิเคราะห์ก่อนว่าข้อความเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้ พยานจำไม่ได้ว่าคนที่เชื่อไปเลยชื่ออะไรบ้าง  เนื่องจากเห็นจากการคอมเมนต์ในยูทูบ

หลังเสร็จการเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปาก ศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ หรือดำเนินกระบวนต่อเช่นใด ในวันที่ 19 มกราคม 2564 เวลา 9.00 น. 

อานนท์ให้ความเห็นภายหลังออกจากศาลว่า คดีนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่แรก ควรเป็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็นที่ประชาชนสามารถแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ได้ เนื่องจากนายเอกราชก็เป็นบุคคลสาธารณะ 

 

More from my site