นศ.ศิลปากรเผย ถูกจับ-ควบคุมตัวไม่ชอบ เหตุปาสีเปรอะรูป ร.10 โดนข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์” 

ควบคุมตัวนักศึกษามหาลัยศิลปากร นำตัวไปควบคุม 1 วัน 1 คืนที่กองบังคับการสืบสวนฯ ยึดเครื่องมือสื่อสาร เหตุปาสีขาวใส่รูป ร.10 ก่อนรับสารภาพในข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์” อัยการสั่งฟ้องนำตัวส่งศาลทันที ศาลสั่งสืบเสาะ นัดพิพากษา 25 ธ.ค.

23 พ.ย. 63 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับรายงานว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวจากหอพักในจังหวัดนครปฐมไปสอบตั้งแต่เช้า 22 พ.ย. ทราบเบื้องต้นว่าเกี่ยวกับกรณีมีผู้ปาสีใส่ป้ายหน้ามหาวิทยาลัย ต่อมาราว 23.00 น. เจ้าตัวไลฟ์ผ่านอินสตราแกรมว่าอยู่ที่กองกำกับการสืบสวน 1 บก.สส.ภ.7 อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จากนั้นเพื่อนก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย ก่อนจะติดตามตัวพบในเวลา 01.30 น. ของวันที่ 24 พ.ย.

ต่อมาภายหลัง ศูนย์ทนายฯ ได้รับการเปิดเผยจากนักศึกษาคนดังกล่าวว่า เช้าวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ย. 63 เวลา 07.30 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ 3 คน ขึ้นมาเคาะประตูห้องพักที่หอพักในจังหวัดนครปฐม โดยไม่ได้แจ้งชื่อหรือแสดงตำแหน่งว่าเป็นใคร แต่แสดงหมายเรียกให้ดู และบอกว่า “เรียกมาคุยเฉยๆ” โดยนักศึกษาระบุว่า เห็นว่าในหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา “ทำให้เสียทรัพย์” ที่ สภ.เมืองนครปฐม ตนจึงตัดสินใจไปกับเจ้าหน้าที่ เมื่อเดินลงข้างล่างหอพัก ก็พบเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีกประมาณ 4 คน นักศึกษาขึ้นรถตู้ไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ และยังมีรถยนต์อีก 2 คัน ขับติดตามไปด้วย เมื่อรถเคลื่อนออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่แจ้งว่า “เดี๋ยวไปบ้านพักนาย” จึงได้ทราบว่าไม่ได้จะพาไป สภ.เมืองนครปฐม

ประมาณ 09.00 น. จึงได้พบว่า เจ้าหน้าที่พาตัวมาที่ กองกำกับการสืบสวน 1 บก.สส.ภ.7 อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี รออยู่หลายชั่วโมงจนประมาณ 13.00 น. มีเจ้าหน้าที่ที่ระบุตัวเองว่าเป็นผู้บัญชาการ และร้อยเวร มาซักประวัติเขา โดยถามทำนองว่า นักศึกษาไปปาสีเช่นนั้นไปทำไม ถามที่อยู่ ถามถึงครอบครัว มีพี่น้องกี่คน รวมถึงถามเหตุจูงใจ ถามว่าเคยร่วมชุมนุมไหม โดยนักศึกษาเปิดเผยว่า ตนตอบไปว่า เหตุจูงใจเกิดจากการที่รัฐบาลสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 63 วันนั้นตนนั่งฟังข่าวตั้งแต่บ่ายสาม พอเลิกชุมนุม จึงอยากแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ อยากให้คนรู้ว่าไม่มีคนพอใจกับสิ่งที่รัฐบาลทำ 

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอโทรศัพท์ของนักศึกษาไปและขอรหัสผ่าน บอกว่าจะเอาไปตรวจสอบ โดยที่ไม่ได้แสดงคำสั่งศาลที่อนุญาตให้เข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์แต่อย่างใด จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาให้นักศึกษาทราบ เท่าที่เขาจำได้คือข้อหา ทำให้เสียทรัพย์ จากการปาสีใส่รูปของรัชกาลที่ 10 รวม 2 แห่ง นักศึกษาคนดังกล่าวให้การรับสารภาพ โดยกระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นที่ กองกำกับการสืบสวน 1 บก.สส.ภ.7 อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไม่ได้เกิดขึ้นที่ สภ.เมืองนครปฐม ตามที่ปรากฏในหมายเรียก

หลังจากทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาที่กองกำกับการสืบสวน 1 บก.สส.ภ.7 เสร็จสิ้น ในเวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่พานักศึกษากลับไปที่ห้องพักอีกครั้ง อ้างว่า ขอไปดูห้องพักของนักศึกษา โดยที่ไม่มีหมายค้น เมื่อไปถึงที่พัก เจ้าหน้าที่ก็ถ่ายรูปหน้าที่พัก ถ่ายรูปภายในห้อง และยึดมอเตอร์ไซค์ของนักศึกษาที่จอดอยู่บริเวณที่พัก โดยระบุว่า จำเป็นต้องนำไปตรวจสอบ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เห็นไอแพดวางอยู่ในห้อง จึงรายงานผู้บังคับบัญชา และบอกนักศึกษาให้หยิบไอแพดติดตัวไปด้วย และยังบอกให้นักศึกษาเก็บเสื้อผ้าสำหรับค้างคืนที่กองกำกับการสืบสวน 1 ด้วย โดยอ้างว่า ถ้าไม่ยอมนอนค้างที่นั่น นักศึกษาจะต้องไปนอนค้างที่ สภ.เมืองนครปฐม ซึ่งมีสภาพแย่กว่า 

หลังจาก ถ่ายรูปและค้นห้องพัก เจ้าหน้าที่นำนักศึกษากลับไปที่กองกำกับการสืบสวน 1 ที่ราชบุรีอีกครั้ง โดยระหว่างนั้นเขาขอเจ้าหน้าที่ติดต่อเพื่อน โดยนักศึกษาเผยว่า ตั้งแต่เช้ายังไม่มีใครทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน เมื่อติดต่อเพื่อนได้ก็แจ้งที่อยู่และติดต่อทนายความ และเมื่อเขามีโอกาสได้ใช้ไอแพด ประมาณ 23.00 น. จึงไลฟ์ผ่านอินสตราแกรม ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามายึดไอแพดไป ทำให้เขาขาดการติดต่อกับเพื่อน ก่อนจะได้พบเพื่อนในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาที ในเวลาประมาณ 01.30 ของวันที่ 23 พ.ย.

นักศึกษาคนดังกล่าวยังเปิดเผยอีกว่า ท่าทีของเจ้าหน้าที่เปลี่ยนไปเมื่อพบว่าเขาติดต่อทนายความ โดยเจ้าหน้าที่พยายามจะโน้มน้าวเขาว่าไม่จำเป็นต้องมีทนายก็ได้  “จริงๆ ไม่ต้องมีทนายก็ได้ พี่ไม่อยากให้มันมีปัญหา มันคดีแค่นี้เอง” อีกทั้งยังพยายามข่มขู่อยู่อีกพักใหญ่ ทำนองว่าอยากให้เป็นเรื่องใหญ่ใช่ไหม ไม่กลัว 112 หรือ 

นักศึกษาระบุว่า เขามาทราบภายหลังว่า เพื่อนพยายามมาตามหาเขาหลายรอบ โดยมาตามสถานที่ที่เขาบอกไปในไลฟ์ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้านหน้ากองกำกับการสืบสวน 1 บก.สส.ภ.7 ไม่ยอมให้เข้าพบอ้างว่าเขาไม่อยู่ เขายังเปิดเผยอีกว่า มีครั้งหนึ่งที่เขาเห็นว่ารถเพื่อนเข้ามา แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีใครมา ทำให้เขาเริ่มวิตกกังวล โดยคืนนั้นเขาไม่ได้นอนทั้งคืน

 

ขณะเจ้าหน้านี้กำลังนำตัวจาก สภ.เมืองนครปฐม ไปยังสำนักงานอัยการ ขอบคุณภาพจากเพจ ศิลปากรเสรีเพื่อประชาธิปไตย

เช้าวันรุ่งขึ้น 23 พ.ย. 63 เวลาประมาณ 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวเขาจากกองกำกับการสืบสวน 1 บก.สส.ภ.7 จ.ราชบุรี ไปยัง สภ.เมืองนครปฐม เพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือเท่านั้น เนื่องจากบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งเขาให้การรับสารภาพทำเสร็จสิ้นที่กองกำกับการสืบสวน 1 ตั้งแต่วันที่ผ่านมาแล้ว โดยมีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยศิลปากรเดินทางไปที่สถานีตำรวจเพื่อติดตามเรื่องด้วย 

ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่นักศึกษารายนี้ถูกบุกจับกุม ถูกนำไปควบคุมตัว และแจ้งข้อกล่าวหา ตลอดจนค้นห้องพัก ไม่มีทนายความอยู่ด้วย เมื่อทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเดินทางไปถึง ก็อยู่ในขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนเตรียมส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้อัยการ และอัยการเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลแขวงนครปฐม เนื่องจากนักศึกษาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาตั้งแต่ในชั้นสอบสวนของตำรวจ โดยทนายความไม่สามารถเข้าถึงเอกสารใดๆ ได้เลย

หลังจากพนักงานสอบสวนส่งตัวนักศึกษาให้อัยการศาลแขวงนครปฐม อัยการได้นัดหมายให้เขาไปพบที่ศาลแขวงในช่วงบ่าย เพื่อยื่นฟ้องต่อศาล โดยเมื่อศาลรับฟ้องแล้ว ได้อ่านและอธิบายฟ้องให้เขาฟังในห้องพิจารณา 

พฤติการณ์ที่ปรากฏในคำบรรยายฟ้องโดยสรุป คือ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 63 เวลากลางคืน นักศึกษาใช้สีขาวใส่ถุงพลาสติก ปาไปที่รูปรัชกาลที่ 10 ที่อยู่บนป้ายชื่อมหาวิทยาลัยศิลปากร และป้ายไวนิลบริเวณกำแพงซึ่งอยู่ในซอย ทำให้เกิดเป็นรอยเลอะเป็นหย่อมๆ  มหาวิทยาลัยต้องทำความสะอาด ต้องล้างกรอบรูป และเปลี่ยนรูป ประเมินค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนป้ายไวนิลบริเวณกำแพง ประเมินค่าเสียหายเป็นเงิน 7,000 บาท โดยคำฟ้องไม่ได้ระบุว่าผู้เสียหาย 2 ราย คือ มหาวิทยาลัยศิลปากรและกรมธนารักษ์ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว

อัยการบรรยายฟ้องอีกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 และฐาน ทำให้ทรัพย์เปรอะเปื้อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 389

ทั้งนี้ ความผิดใน 2 ข้อหาตามที่อัยการกล่าวหา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามลำดับ

 

มีข้อสังเกตด้วยว่า คำฟ้องดังกล่าวของอัยการระบุว่า ไม่มีการทำบันทึกจับกุม รวมทั้งไม่ได้ระบุว่า มีการควบคุมตัวนักศึกษาไว้ที่กองกำกับการสืบสวน 1 บก.สส.ภ.7 อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เป็นเวลา 1 วัน 1 คืน แต่อย่างใด

ในชั้นศาล นักศึกษายังคงให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับในชั้นสอบสวน โดยทนายความได้ยื่นคำร้องประกอบคำรับสารภาพ ระบุว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 63 จำเลยมิได้จงใจทำลายให้ทรัพย์สินใดเสียหาย อีกทั้งจำเลยเป็นเพียงนักศึกษาที่ต้องการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สังคมที่ดีเท่านั้น และที่ผ่านมาจำเลยไม่เคยกระทำความผิดหรือได้รับโทษทางอาญาใดๆ มาก่อน 

ประมาณ 17.00 น. ศาลแขวงนครปฐมมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะ และจัดทำรายงานเสนอต่อศาล ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ธ.ค. 63 เวลา 09.00 น. จากนั้น ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวนักศึกษาโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ แต่ให้สาบานตนว่าจะมาศาลตามนัด 

ในวันที่ 24 พ.ย. 63 นักศึกษาจะต้องไปให้ข้อมูลที่สำนักงานคุมประพฤติ และทำเรื่องขอคืนโทรศัพท์มือถือ ไอแพด และรถมอเตอร์ไซค์ที่ถูกตำรวจยึดไป ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกเลขอีมี่ของโทรศัพท์ไอโฟนของเขาไว้ด้วย ซึ่งสามารถติดตามดูการใช้อินเทอร์เน็ตได้