วันที่ 24 พ.ย. 63 ที่สำนักงานอัยการจังหวัดลำพูน  พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ โกมลสวรรค์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.เมืองลำพูน นัดหมาย น.ส.อุทัยวรรณ บุญลอย และ น.ส.รตี ช่วงแก้ว ผู้ต้องหาในคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จากการชุมนุมของประชาชนในจังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 63 บริเวณหน้าวัดมหาวัน และการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 63 บริเวณสะพานท่านาง เพื่อส่งสำนวนให้กับพนักงานอัยการ โดยทางตำรวจมีความเห็นควรสั่งฟ้องทั้งสองคดี โดยอัยการนัดหมายเพื่อฟังคำสั่งทางคดีต่อไป 27 พ.ย. 63

 

ภาพผู้ต้องหาและประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา วันที่ 3 พ.ย. 63

 

ยืนยันปฏิเสธข้อหา ชี้เสรีภาพในการชุมนุม-ไม่ได้กีดขวางจราจร และกม.เครื่องเสียงถูกใช้อย่างเลือกปฏิบัติ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 63 น.ส.อุทัยวรรณ บุญลอย ช่างทำผลิตภัณฑ์ทำมือ และ น.ส.รตี ช่วงแก้ว แม่ค้าเปิดร้านขายของ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยพนักงานสอบสวนแยกเป็นสองคดี และแจ้งข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะทั้งคู่ ทั้งในส่วนของรตี ยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องการกีดขวางทางเท้า-การจราจร และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยการชุมนุมทั้ง 2 วัน เป็นการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้ความรุนแรงกับประชาชน หลังการสลายการชุมนุมที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 63

ทางพนักงานสอบสวนยังแนะนำให้ทั้งสองคนให้การรับสารภาพ เพื่อให้เปรียบเทียบปรับและทำให้คดียุติลง แต่ทางผู้ต้องหาทั้งสองคนยืนยันปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ต่อมาวันที่ 23 พ.ย. 63 ทั้งสองคนได้เข้ายื่นคำให้การเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน ในเรื่องสิทธิในการชุมนุมสาธารณะเป็นสิทธิของประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ผู้ต้องหายังเป็นเพียงผู้เข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมดังกล่าว ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการชุมนุมสาธารณะแต่อย่างใด

ในส่วนคดีของรตี ยังให้การเพิ่มเติมไว้ว่าบริเวณที่จัดกิจกรรมคือสะพานท่านาง เป็นลานที่มีไว้เพื่อการจัดกิจกรรมอยู่แล้ว ไม่ได้มีการกีดขวางทางเท้าและไม่ได้กีดขวางการจราจรแต่อย่างใด

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นกฎหมายที่ไม่ได้ถูกบังคับใช้ทั่วไปมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และไม่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนในปัจจุบัน เช่นการโฆษณาขายสินค้า หรือกิจกรรมต่างๆ ของประชาชน ที่ไม่ได้มีการแจ้งหรือขออนุญาตแต่อย่างใด พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 เป็นกฎหมายซึ่งได้ถูกออกมาเป็นเวลากว่า 70 ปีแล้ว เสมือนว่าเป็นกฎหมายที่ถูกยกเลิกโดยปริยาย การแจ้งข้อกล่าวหานี้ต่อผู้ต้องหาจึงเป็นการเลือกปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต

พนักงานสอบสวนได้รับคำให้การเพิ่มเติมทั้งสองคดีไว้ประกอบสำนวนการสอบสวน พร้อมกับนัดหมายให้น.ส.อุทัยวรรณเข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้ง เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมก่อนส่งสำนวนให้อัยการ

 

ภาพผู้ต้องหาและทนายความทั้งสองคดี หลังถูกส่งตัวและสำนวนการสอบสวนที่มีความเห็นควรสั่งฟ้องให้อัยการจังหวัดลำพูน วันที่ 24 พ.ย. 63

 

ตำรวจแจ้ง 2 ข้อหาเพิ่มเติม ก่อนส่งสำนวนคดีให้อัยการ

วันนี้เวลาประมาณ 9.00 น. น.ส.อุทัยวรรณ พร้อมด้วยทนายความ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูน พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ โกมลสวรรค์ ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อน.ส.อุทัยวรรณ ในข้อกล่าวหาเรื่องการกีดขวางทางเท้าและการจราจร ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และการใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493  อุทัยวรรณยังยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เมื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแล้วเสร็จ ทั้งน.ส.อุทัยวรรณ และน.ส.รตี ได้เดินทางต่อไปยังอัยการจังหวัดลำพูน โดยพนักงานสอบสวนได้นำสำนวนทั้งสองคดี ที่มีความเห็นควรสั่งฟ้องส่งให้กับพนักงานอัยการ

ก่อนที่ทางอัยการจังหวัดลำพูนได้นัดหมายให้ผู้ต้องหาทั้งสองคดี เข้ารายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งทางคดีต่อไปในวันที่ 27 พ.ย. 63 เวลา 9.30 น. แต่เนื่องจากในวันดังกล่าว น.ส.อุทัยวรรณ มีภารกิจต้องเดินทางไปต่างจังหวัด จึงได้ทำหนังสือขอเลื่อนการรายงานตัวออกไปเป็นวันที่ 4 ธ.ค. 63 แทน

ทั้งนี้ทั้งสามข้อหาที่มีการแจ้งต่อทั้งสองคน มีอัตราโทษปรับ คือข้อหาไม่แจ้งการชุมนุม มีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท, ข้อหากีดขวางการจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท