25 ก.ค. 2559 ศาลทหารกรุงเทพนัดสืบพยานโจทก์ คดีของสมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ ที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จากการแสดงความเห็นในวงเสวนาของพรรคนวัตกรรมไทย นัดนี้ทนายความจำเลยถามค้านพยานผู้จับกุมทั้งสี่คนต่อจากนัดที่ผ่านมา และระหว่างสืบพยานศาลห้ามผู้สังเกตการณ์จดบันทึก

10.05 น. องค์คณะตุลาการศาลทหาร ประกอบด้วย พ.อ.นิรันต์ กำศร พ.อ.สุรพัฒน์ เจียรณัย และ พ.อ.โฆษนันทน์ สุทัศน์ ณ อยุธยา เริ่มพิจารณาคดี โจทก์นำ ร.ต.อ.บัญชา เจือจาน เข้าสืบพยานในนัดนี้เป็นคนแรก ระหว่างสืบพยาน ร.ต.อ.บัญชา พ.อ.โฆษนันทน์ ตุลาการพระธรรมนูญ ได้ห้ามผู้สังเกตการณ์บันทึกการสืบพยานโดยละเอียด อนุญาตให้บันทึกแบบสั้น ๆ เท่านั้น

ร.ต.อ.บัญชา พนักงานสืบสวน ตอบคำถามค้านทนายความว่า 26 พ.ย. 2557 กลุ่มนวัตกรมไทยจัดประชุมเพื่อนำข้อเสนอไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่แน่ใจว่าตัวแทนกลุ่มนวัตกรรมไทยได้ขออนุญาตหรือประสานไปยัง ผกก.สน.สุทธิสาร ก่อนหรือไม่ แต่ สน.สุทธิสาร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย และตำรวจประมาณ 10 นาย แต่งกายทั้งในและนอกเครื่องแบบมาสังเกตการณ์

ร.ต.อ.บัญชา ให้การว่า การเสวนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 15 คน แต่จำไม่ได้ว่ามีสื่อมวลชนหรือไม่ โดยพยานไม่ใช่ผู้บันทึกวิดีโอหลักฐาน แต่เป็น ส.ต.อ.ศิรวิทย์ รวมจิตร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่มีกล้องบันทึกภาพมากกว่าสองตัว นอกจากนี้ พยานยังไม่แน่ใจว่าผู้ดำเนินรายการได้แจ้งผู้เข้าร่วมประชุมหรือไม่ว่ามีเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ ตัวพยานมีหน้าสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบ สืบสวน และจับกุมผู้กระทำความผิด พยานไม่ได้อยู่ในห้องประชุมตลอดเวลา แต่ได้สั่งให้ ส.ต.อ.ศิรวิทย์ อยู่บันทึกวิดีโอตลอดการประชุม ในเอกสารที่แจกก่อนการประชุมมีการกำหนดวาระอื่น ๆ

เมื่อเปิดวิดีโอหลักฐานในสำนวนแล้ว พยานให้การยอมรับว่า มีช่วงหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการเปิดให้ผู้ร่วมประชุมเสนอประเด็น หลังจากนั้นผู้ดำเนินรายการได้อ่านประเด็นที่มีผู้เสนอเข้ามา ซึ่งมีประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ก่อนที่จำเลยจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์สองประโยค แต่มีผู้ทักท้วงไม่ให้พูดและลุกออกจากห้องประชุม ทำให้การเสวนาล้มเลิกไป

ร.ต.อ.บัญชา เห็นว่า ประโยคแรกที่จำเลยพูดขึ้นและมีผู้กล่าวแทรกขึ้นมาเป็นประโยคที่จบความแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าประโยคที่สองเป็นประโยคคำถามหรือไม่ เนื่องจากจำเลยยังพูดไม่จบประโยค จึงไม่ทราบว่าจำเลยจะพูดอะไรต่อ แต่จากคำพูดของจำเลย พยานรู้สึกว่าเป็นการหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์

พยานโจทก์ตอบคำถามค้านทนายความจำเลยอีกว่า พยานเรียนจบคณะนิติศาสตร์ ทำงานสืบสวนมาโดยตลอด และยอมรับว่าโดยทั่วไป ประโยคคำถามไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง ซึ่งภายหลังจำเลยกล่าวถ้อยคำที่เป็นความผิดตามฟ้อง พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว พ.ต.ท.อัครวัฒน์ พุ่มไพศาลชัย ร.ต.อ.ภาณุพงศ์ จินดาหลวง ร.ต.อ.เดโช ประสานศรี พยาน และเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชามากกว่า 3 ชั่วโมง เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าถ้อยคำของจำเลยเป็นถ้อยคำหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์หรือไม่ แต่พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจให้ดำเนินคดีกับจำเลย หลังจากนั้นจึงพาตัวจำเลยไปยัง สน.สุทธิสาร โดยจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

จากนั้น โจทก์ได้นำ ส.ต.อ.ศิรวิทย์ รวมจิต เข้าสืบพยานต่อ ส.ต.อ.ศิรวิทย์ ตอบคำถามค้านทนายความ รับว่า ตนเองแต่งกายในชุดนอกเครื่องแบบเป็นผู้บันทึกวิดีโอผลัดกันกับ ส.ท.พิชาญ วรรณกี้ โดยมีกล้องของเจ้าหน้าที่เพียงตัวเดียว จะมีสื่อมวลชนด้วยหรือไม่พยานไม่แน่ใจ และผู้เข้าร่วมทราบว่ามีเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์

ส.ต.อ.ศิรวิทย์ เห็นว่า จำเลยยังพูดประโยคแรกไม่จบความ ส่วนประโยคที่สองเป็นประโยคคำถามที่ยังถามไม่จบ เพราะมีคนแย้งและลุกออกจากห้องไปก่อน แต่จำเลยจะสื่อความหมายอย่างไรพยานไม่ทราบ หลังจากนั้นจึงมีการปรึกษากันในระหว่างผู้บังคับบัญชาว่าคำพูดของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ แต่พยานไม่ได้เข้าร่วม พยานเป็นผู้ทำบันทึกจับกุม ที่ สน.สุทธิสาร เวลาประมาณ 22.00 น.

พยานตอบคำถามติงของอัยการทหารว่า พยานไม่ทราบว่าใครเสนอประเด็นให้ผู้ดำเนินรายการพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่จากคำพูดของจำเลย พยานคิดว่าประโยคแรกเป็นประโยคหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ส่วนประโยคที่สองเข้าใจว่าจำเลยต้องการจะสื่อว่าไม่ให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์

ต่อมา โจทก์นำ จ.ส.อ.กายสิทธิ์ เจริญไพบูลย์ เข้าสืบพยาน จ.ส.อ.กายสิทธิ์ ตอบคำถามค้านทนายความจำเลยว่า พยานจับการศึกษาชั้น ม.6 และรับราชการทหารมา 29 ปี พยานไม่เคยทำงานสืบสวนสอบสวน และไม่ใช่เจ้าพนักงาน หรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

จ.ส.อ.กายสิทธิ์ ยอมรับว่า ทหารมีอุดมการณ์ที่จะต้องจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เมื่อมีผู้กล่าวหรือตั้งคำถามถึงพระมหากษัตริย์ พยานในฐานะทหารและคนไทยย่อมจะรู้สึกเสียใจและไม่พอใจ ในวันที่เกิดเหตุพยานรับหน้าที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีแต่อย่างใด มีทหารนอกเครื่องแบบ 3-4 นายมาร่วมสังเกตการณ์ในวันนั้น และมีสื่อมวลชนภายในงานมาร่วมบันทึกการเสวนาด้วย โดยพยานสังเกตจากป้ายห้อยคอ

จากนั้น อัยการทหารนำ ส.ท.พิชาญ วรรณกี้ เข้าตอบคำถามค้านทนายความ ความว่า พยานจบการศึกษาชั้น ม.6 รับราชการทหารมา 8 ปี ไม่เคยทำงานสืบสวนสอบสวนมาก่อน รวมถึงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานหรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ส.ท.พิชาญ ยอมรับเช่นเดียวกับ จ.ส.อ.กายสิทธิ์ ว่า ทหารมีอุดมการณ์จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หากมีผู้พูดถึงหรือตั้งคำถามต่อพระมหากษัตริย์ พยานรู้สึกไม่พอใจ แต่ขณะจำเลยพูดในวงเสวนา พยานไม่สามารถจับใจความคำพูดของจำเลยได้ เนื่องจากพยานเป็นผู้บันทึกวิดีโอ

หลังเสร็จสิ้นการสืบพยานในนัดนี้ นัดต่อไปโจทก์แถลงขอนำพยานโจทก์รายที่ 5 เข้าสืบพยาน ศาลนัดสืบพยานครั้งต่อไปวันที่ 5 ต.ต. 2559 เวลา 08.30 น.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง