ในช่วงเดือนกันยายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ในคดีของ 4 นักศึกษาและนักกิจกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จากกรณีทำกิจกรรม “แห่ไม้ค้ำประชาธิปไตย ปักหมุดกระจายอำนาจ” ที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 โดยอัยการเห็นว่ากิจกรรมเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับคดีนี้ มี พล.ต.สันติ สุขป้อม อดีตผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 มอบอำนาจให้ ร.อ.กิตติศักดิ์ ศิริภาพ ไปกล่าวหาดำเนินคดีนักกิจกรรมและสื่อมวลชนที่ไลฟ์สดกิจกรรมดังกล่าว ไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ก่อนตำรวจมีการแจ้งข้อหาต่อผู้ต้องหา 4 คน ได้แก่ ชาติชาย ธรรมโม, วัชรภัทร ธรรมจักร, ธีราภรณ์ พุดทะสี และ เบญจภัทร ธงนันตา โดยสามรายหลังขณะเกิดเหตุ ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2566 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา 6 ข้อกล่าวหา ทั้ง “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3), พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, กีดขวางทางสาธารณะ, ใช้เครื่องเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
พฤติการณ์หลักที่อ้างว่าเข้าข่ายมาตรา 116 คือ ผู้กล่าวหาอ้างว่าการอ่านประกาศของคณะราษฎร ณ วันที่ 24 มิ.ย. 2475 ทำให้เข้าใจได้ว่าผู้ต้องหากับพวก มีแนวคิดเชิญชวนบุคคลที่ได้รับฟัง เกิดความกระด้างกระเดื่อง ไม่เคารพกฎหมายหรืออาจล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
หลังจากการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นไม่ฟ้องคดีในข้อหาหลักตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยได้ทำสำนวนส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนในข้อหา พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และใช้เครื่องขยายเสียง ที่มีโทษปรับเป็นพินัย ทางผู้ต้องหาทั้งสี่ได้ยินยอมชำระค่าปรับพินัย โดยได้ทยอยเดินทางไปชำระค่าปรับคนละ 500 บาท ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 แล้ว
.
.
กระทั่งในปีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ในข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยหนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องลงวันที่ 18 ก.พ. 2569
โดยสรุปเนื้อหา พนักงานอัยการพิจารณาว่ากิจกรรม “แห่ไม้ค้ำประชาธิปไตย ปักหมุดกระจายอำนาจ” มีลักษณะเป็นกิจกรรมเนื่องในวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในวันที่ 24 มิ.ย. ของทุกปี มีการประกาศเชิญชวนบุคคลทั่วไปมาร่วมงาน โดยมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดกิจกรรมไว้ล่วงหน้า
ในวันเกิดเหตุมีเพียงกิจกรรมการเคลื่อนขบวนรถแห่ไม้ค้ำและการกล่าวถ้อยคำปราศรัย ไม่ปรากฏว่ามีการก่อเหตุวุ่นวายใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้ายผู้ใด เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จึงเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
ข้อความที่ผู้ต้องหาที่ 2 และ 4 อ่านประกาศของคณะราษฎร ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเนื้อหาหรือหลัก 6 ประการของประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ก็เป็นที่เผยแพร่ทางสาธารณะ ประชาชนโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ไม่ต้องห้ามหรือเป็นความผิดทางกฎหมายในการเผยแพร่ และไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากข้อความในประกาศ หรือแสดงความคิดเห็นอื่นใดเพิ่มเติม
ในส่วนที่ผู้ต้องหาที่ 4 อ่านคำประกาศคณะก่อการล้านนา เมื่อพิจารณาเนื้อหาแล้วก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองส่วนตัวของผู้พูด ในทำนองวิพากษ์การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจของรัฐเท่านั้น
ส่วนผู้ต้องหาที่ 1 ได้กล่าวคำปราศรัย มีเนื้อหาเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยประชาชน อันจะก่อให้เกิดการกระจายอำนาจรัฐและรัฐสวัสดิการ
การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสี่ จึงเป็นเพียงการแสดงออกทางการเมือง การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 34 และ 44 แม้ผู้กล่าวหาจะเห็นว่าการนำเอาประกาศคณะราษฎรมาอ่านซ้ำ อาจทำให้มีลักษณะเป็นการยุยงปลุกปั่น ให้มีความเชื่อว่าผู้จัดกิจกรรมมีแนวความคิด วิธีการปกครองไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็คงเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้กล่าวหาเท่านั้น
เมื่อคดีนี้ผู้ต้องหาทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามทางสอบสวนไม่ปรากฏว่าการกระทำของผู้ต้องหาครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิด การที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่ในความผิดดังกล่าว พนักงานอัยการเห็นพ้องด้วย
ทั้งนี้จากการสรุปเนื้อหาในสำนวนของพนักงานอัยการ ยังทำให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าในกรณีนี้ นอกจากการกล่าวหาไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ แล้ว พล.ท.สุริยะ เอี่ยมสุขโร แม่ทัพภาคที่ 3 ในขณะเกิดเหตุ ได้มอบอำนาจให้ พ.อ.อาทิตย์ สิทธิวงษา และ ร.อ.ปวีณธร อมรพันธ์ ไปกล่าวโทษผู้ต้องหาทั้งสี่ในความผิดเดียวกันนี้ ที่ สภ.เมืองพิษณุโลก อีกด้วย
.
หากนับตั้งแต่วันที่ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อกล่าวหา จนถึงอัยการมีหนังสือสั่งไม่ฟ้องคดีเด็ดขาด ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 2 ปี 3 เดือนเศษ ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จะมีผลบังคับใช้ การสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ จึงไม่ได้เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองแต่อย่างใด
วัชรภัทร บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ เคยให้ความเห็นต่อภาระต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกดำเนินคดีว่า “ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือทรัพยากรต้นทุนที่เราต้องใช้ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เมื่อไปถึงบางคดีสุดท้ายก็สั่งไม่ฟ้องไป แต่เราเสียไปหมดแล้ว ถ้าไม่มีตั้งแต่ต้น มันจะดีมากกว่าหรือเปล่า”
.
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
คุยกับ “มิว วัชรภัทร”: กว่า 9 ทศวรรษ อภิวัฒน์สยาม แต่อ่านประกาศ “คณะราษฎร” ยังต้องสู้คดี ม.116
.

