ล้อคาร์ม็อบที่หมุนตั้งแต่วัย 16: “กชกร” เยาวชนร้อยเอ็ด กับ 5 ปีบนเส้นทางคดี ก่อนจะถึงปลายทาง

วันที่ 2 ก.ย. 2569 นี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ดนัดฟังคำพิพากษาคดีของเยาวชนสามราย จากกรณีเข้าร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบขบวนสะเดิด” ของกลุ่มสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 ซึ่งถูกตั้งข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 

คดีนี้ผ่านการสืบพยานมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเดินทางมาถึงวันตัดสินท่ามกลางบริบทใหม่ หลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เพิ่งมีผลบังคับใช้ โดยคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุมทางการเมือง เข้าข่ายกลุ่มคดีที่ได้รับการนิรโทษกรรม คำถามจึงอยู่ที่ว่าศาลจะวินิจฉัยคดีนี้ออกมาในทิศทางใด 

สำหรับกชกร หนึ่งในเยาวชนที่ตกเป็นจำเลย คำตอบนั้นยังผูกอยู่กับอีกหนึ่งวันที่มีความหมายเป็นการส่วนตัวไม่แพ้กัน ย้อนไปเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 เป็นวันเกิดของเธอพอดี วันที่เดินเข้าสู่วัยสิบหกปีบริบูรณ์ กลับกลายเป็นวันเดียวกับที่เธอถือไมโครโฟนขึ้นเป็นพิธีกรกิจกรรมคาร์ม็อบกลางเมืองร้อยเอ็ด เสียงเชียร์จากขบวนรถ เสียงแตรที่ดังก้องถนน คือของขวัญวันเกิดในแบบที่เธอเลือกเอง 

ห้าปีผ่านไป เด็กสาวคนนั้นเติบโตขึ้น เปลี่ยนบทบาทจากพิธีกรข้างถนนมาเป็นจำเลยในห้องพิจารณาคดี แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือเส้นทางที่เธอยังคงยืนอยู่ และพรุ่งนี้จะได้รู้คำตอบว่า เส้นทางที่เธอเลือกเดินมาตลอดครึ่งทศวรรษ จะจบลงเช่นไร

.

กล้องส่องดาว หน้ากระดาษ และการรับฟัง สามความฝันที่โยงกันด้วยเสียงเดียว

กชกร หรือ ‘คาเนย์’ โตมาในครอบครัวใหญ่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ด้วยกันแปดคน เป็นลูกคนเดียวของแม่ เป็นหลานคนกลางของบ้าน ความเป็นหลานคนกลางทำให้เธอถูกเข้มงวดอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่จดจำมากกว่าความเข้มงวดคือระยะห่างทางความรู้สึก  

“ครอบครัวเราไม่ค่อยใจดีต่อกัน วิธีการแสดงออกทางความรักของบ้านเราไม่ค่อยเหมือนคนอื่น เราไม่ค่อยกอดหรือบอกรักกันเท่าไหร่” เธอเล่า

ความไม่สนิทกับคนในบ้าน ทำให้เด็กหญิงคนนี้ปั่นจักรยานออกจากบ้านไปเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้านแทบทุกวันหลังเลิกเรียน จนวันหนึ่งคนในครอบครัวล้มป่วย ชีวิตของเธอก็วนเวียนอยู่แค่โรงเรียนกับโรงพยาบาลอยู่หลายปี เห็นความเจ็บป่วยและความตายจนชินตา กว่าจะได้พักจากวงจรนั้นก็ตอนที่คุณยายติดเตียงและย้ายมารักษาตัวที่บ้านแทน

ความฝันแรกของเด็กหญิงคืออยากเป็นนักดาราศาสตร์ เปิดยูทูปฟังเรื่องอวกาศทุกวัน แอบย่องเข้าห้องสมุดตอนพักเที่ยง จนความสนใจค่อย ๆ แตกกิ่งไปสู่หนังสือแนวอื่น นิทาน ตำนาน นวนิยาย กลับบ้านมาก็หานิยายออนไลน์อ่านต่อ ความฝันจึงเปลี่ยนจากนักดาราศาสตร์เป็นนักเขียน เธอสำรวจตัวเองว่าชอบเขียนมาตั้งแต่เด็ก จนคุณตาต้องซื้อสมุดมาให้เป็นโหล ๆ ให้เขียนอะไรก็ได้จนหมดเล่ม

แต่พอเข้าสู่ช่วงมัธยมจากร้อยเอ็ดวิทยาลัย มาถึงขอนแก่นวิทยายน จนกระทั่งถึงรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในสาขาบริหารธุรกิจ การเรียนหนักจนกลับบ้านทุ่มสองทุ่ม ทำให้จากผู้เขียนกลายเป็นได้แค่ผู้อ่าน และยิ่งเป็นวัยรุ่นมากขึ้น ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็ยิ่งเปราะบางขึ้นตามไปด้วย จากที่ห่างเหินกันอยู่แล้ว เธอเริ่มรู้สึกถึงการไม่ถูกรับฟัง  

“เราอยากถูกรับฟัง ถูกอ่าน แม้ไม่ถูกมองเห็น” ความรู้สึกนี้เองที่พาเธอไปรู้จักกับคำว่า “นักจิตวิทยา” เริ่มศึกษาเรื่องนี้ด้วยความหวังว่าอย่างน้อยตัวเองจะได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้น และอยากช่วยรับฟังเสียงของคนอื่นด้วยเช่นกัน

ความฝันนั้นถูกกระแสชีวิตพัดหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันคาเนย์กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาจิตวิทยาการให้คำปรึกษา เพื่อเดินตามความฝันที่เคยพักไว้

.

สองฝั่งความคิด หนึ่งเด็กหญิงตรงกลาง

หากย้อนถามว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของความสนใจการเมืองในตัวคาเนย์ คำตอบไม่ได้มาจากเหตุการณ์ยิ่งใหญ่อะไร หากมาจากเสียงพื้นหลังในวัยเด็กที่เธอไม่เคยตั้งใจฟัง 

“ว่ากันตามตรงช่วงปีสงครามสีเสื้อ หนูโตมากับช่องบลูสกาย ร้องไห้ทะเลาะกับตายายทุกวันเพราะอยากดูการ์ตูน แต่ก็ไม่ได้ผล เสียงลุงกำนัน (สุเทพ เทือกสุบรรณ) กล่อมเราหลับอยู่ทุกวัน เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาพูดเรื่องอะไร ไม่เคยตั้งใจฟัง รู้แค่อีกฝ่ายคือคนไม่ดีจ้องทำลายชาติ” 

เธอฉายภาพถึงบรรยากาศในบ้านสมัยความขัดแย้งทางการเมืองไทยกำลังแบ่งสีที่ชัดเจนมากในช่วงปี 2556 ระหว่างกลุ่ม กปปส. กับกลุ่มคนเสื้อแดง  ตอนนั้นผู้ใหญ่รอบตัวบอกเสมอว่านี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่ต้องสนใจ แต่บ้านเพื่อนที่เธอชอบหลบไปเล่นด้วย กลับอยู่คนละฝั่งความคิดกับที่บ้าน ทำให้เธอได้รับสารจากทั้งสองช่องทางโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่สรุปได้ในตอนนั้นมีเพียงว่า ทั้งสองฝ่ายก็คงแค่อยากให้บ้านเมืองดีขึ้นเหมือนกัน และนั่นคืออิทธิพลทางการเมืองเดียวที่ซึมซับเข้ามาโดยไม่รู้ตัวจากการนอนฟังลุงกำนันตอนกลางคืน และนั่งฟังพี่เต้น ‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ ตอนกลางวัน

ความสนใจจริงจังมาเกิดขึ้นอีกทีในปี 2563 ช่วงที่กระแสการเมืองไทยกลับมาคุกรุ่นในหมู่คนรุ่นใหม่ เธอก็เหมือนเด็กติดตามสื่อจากโซเชียลคนหนึ่ง พอเห็นมีคนแชร์ข่าวมา ก็เริ่มตามอ่าน ในที่สุดสิ่งที่ทำให้คาเนย์ตัดสินใจก้าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระแสเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั้นเป็นเพียงเป้าหมายธรรมดา ๆ แค่อยากเห็นสังคมดีขึ้นกว่าเดิม

ตอนนั้นครอบครัวยังไม่รู้ว่าเด็กสาวคนนี้กำลังแอบไปพบปะพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนพี่น้องนอกบ้าน พอรับรู้ ทุกคนก็มองว่าให้เอาเวลาไปตั้งใจเรียนดีกว่า แต่ด้วยความดื้อดึง เธอก็ยังแอบไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนเหมือนเดิม จนกระทั่งกิจกรรมแรกผ่านไปโดยมีเธอออกหน้าเป็นพิธีกร ความคิดของครอบครัวที่เคยมอง ก็เปลี่ยนเป็นความเป็นห่วง และนำไปสู่การทะเลาะกันหนัก จนเธอเองก็เคยคิดว่าบ้านจะแตกจริง ๆ

.

ขบวนสะเดิดกลางเมืองแสนสงบ

กลุ่มที่กชกรเริ่มต้นด้วยคือสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก คำว่า ‘สหภาพ’ มาจากการที่กลุ่มนี้รวมทั้งนักเรียนและคนทำงานหลากหลายสายอาชีพเข้าไว้ด้วยกัน ต่อมาเมื่อย้ายมาอยู่ขอนแก่น เธอเข้าร่วมกับกลุ่มภาคีนักเรียน KKC เพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง

ถามถึงความกลัวในวันที่ตัดสินใจก้าวออกมา เธอตอบตรงไปตรงมาว่ามีไม่มากนัก “เราเป็นคนบ้าบิ่น ไม่ค่อยกลัวอะไร แต่กังวลที่สุดว่าคนในครอบครัวหรือคนรอบตัวจะได้รับผลกระทบตามไป” หลังจากนั้นเธอติดตามรุ่นพี่กลุ่มอื่น ๆ ไปเรียนรู้เรื่องสังคม เรื่องปัญหาชาวบ้าน หรือการเคลื่อนไหวทางสังคม

จุดเริ่มต้นของกิจกรรมคาร์ม็อบวันที่ 30 ก.ค. 2564 มาจากความรู้สึกง่าย ๆ ว่าทำไมจังหวัดของตัวเองถึงเงียบเหลือเกิน ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร “ถ้าสมัยนี้คงเรียกว่าทำตามกระแส” เธอหัวเราะเมื่อเล่าถึงจุดเริ่มต้น เธอนั่งคุยกับเพื่อน มีรุ่นพี่คนหนึ่งทักข้อความมาชวนเพื่อนทำอะไรสักอย่าง เพื่อนจึงมาชวนเธอต่อ จนกลายเป็นการจัดชุมนุมขึ้นจริง และเธอถูกขอให้เป็นพิธีกรในวันนั้น

“ถ้าพูดว่าไม่กลัวเลยคงไม่ได้ เพราะตอนนั้นอุตส่าห์วางแผนทางหนีทีไล่จากตำรวจไว้แล้ว แต่ถ้าเกิดมีการล้อมจับจริง เราคงไม่มีทางรอด เสียงในหัวดังก้องจากทุกทิศทาง แต่แล้วก็เงียบลงเมื่อมองหน้าเพื่อน ๆ และเสียงแห่งความหวังจากทุกคนที่รอคอยการชุมนุมครั้งนี้” เธอเล่าถึงช่วงเวลาก่อนขึ้นไมโครโฟน “ถ้าเราไม่ทำ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

เมื่อถามว่านิยามตัวเองว่าเป็น ‘นักกิจกรรม’ หรือเปล่า เธอตอบอย่างครุ่นคิดว่าทั้งใช่และไม่ใช่ “เรามองตัวเองเป็นนักสื่อสาร เราชอบทำกิจกรรมและจัดกิจกรรมอะไรสักอย่างเพื่อสื่อสารให้คนได้ฟังได้อ่าน” บทบาทของเธอในช่วงแรกคือการเป็นมวลชนสัมพันธ์ ประสานงานกับกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำมาสื่อสารและวางแผนกิจกรรมร่วมกัน

ในช่วงที่ถูกคุกคามถึงบ้าน เธอเตรียมใจรับผลกระทบที่จะตามมาไว้ล่วงหน้า พยายามบอกครอบครัวว่าไม่ต้องไปคุยกับใคร และปลอบประโลมให้พวกเขาไม่ต้องกังวล ตอนนั้นมีข่าวว่าตำรวจจะไม่ดำเนินคดีกับเยาวชน เธอจึงเบาใจไปได้บ้าง เพราะสิ่งที่กังวลที่สุดไม่ใช่ตัวเอง แต่คือครอบครัว

.

มลทินที่รัฐมอบให้โดยไม่ต้องขอ

เช้าวันหนึ่งเมื่อสี่ปีก่อน กชกรตื่นขึ้นมาเช็กข้อความตามกิจวัตร แล้วพบว่าตัวเองถูกออกหมายเรียกผู้ต้องหาจากกิจกรรมนั้น ความรู้สึกแรกคือมึนงง “พูดตรง ๆ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีกิจกรรมนี้ แต่ไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าสักวันคงเกิดขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเป็นที่กิจกรรมนี้” 

ครอบครัวเมื่อรู้ข่าวก็ประหลาดใจไม่ต่างกัน โชคดีที่การปลอบประโลมใจครอบครัวที่เธอพยายามทำมาตลอดยังได้ผล พวกเขาไม่ได้มีท่าทีตระหนก เพียงกังวลว่าจะมีข้อหาที่ร้ายแรงกว่านี้ตามมาอีกหรือไม่ แต่หลังคดีค้างอยู่เกือบ 4 ปี ก็กลับมาเดินต่อ จนกระทั่งไปถึงชั้นศาลเมื่อปลายปี 2568

การถูกดำเนินคดีด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำให้มุมมองต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของเธอเปลี่ยนไปไม่น้อย “เรามองว่ามันเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่รัฐใช้ปิดปากหรือสร้างความหวาดกลัวให้เราเท่านั้น เป็นเพียงคำเตือนว่าแม้เราบริสุทธิ์แค่ไหน หากตั้งตัวเป็นศัตรู พวกเขาก็สามารถเสกให้เรามีมลทินมัวหมองได้”  แม้จะเผชิญเรื่องหนักใจหลายอย่าง เธอยืนยันว่าไม่เคยรู้สึกเสียใจหรือเสียดายกับสิ่งที่ทำไป “ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าจะต้องเสียใจช่วงไหน”

คดีนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเธอค่อนข้างมาก ช่วงที่เกิดคดีเธอดรอปเรียนอยู่ แต่ทำงานเป็นพนักงานร้านอาหาร ซึ่งทั้งร้านมีเธอเป็นพนักงานเพียงคนเดียว หมายความว่าถ้าเธอหยุด ร้านต้องปิด ในช่วงต้นคดีที่มีวันนัดกระทันหันซึ่งเลื่อนไม่ได้ เธอจึงต้องแจ้งลากระทันหันอยู่หลายครั้ง

ตลอดกระบวนการสู้คดี คาเนย์บอกว่าตัวเองรู้สึกค่อนข้างสบายใจ เพราะรู้ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ช่วงที่หนักที่สุดคือตอนต้นคดีที่ต้องไปให้ถ้อยคำที่สถานพินิจฯ  

“ตอนนั้นเรารู้สึกถูกตีตราว่าเรากระทำความผิด และถูกโน้มน้าวให้เรารับสารภาพ เพื่อแลกกับการไม่มีประวัติติดตัว ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่าเขาเองก็มองเราเป็นอาชญากร ทั้งที่เราเพียงแค่เรียกร้องในสิ่งที่ควรจะได้รับ” 

คาเนย์สะท้อนความรู้สึกไว้ตอนหนึ่ง

สิ่งที่เธอกังวลที่สุดตลอดการสู้คดีคือความยืดเยื้อของวันเวลาที่อาจกระทบทั้งงานและการเรียนไปพร้อมกัน ในวันที่รอฟังคำพิพากษามาถึง เธอบอกว่าตัวเองยังหวังจะถูกยกฟ้อง “อย่างน้อยเราจะได้รู้สึกว่าถูกให้ความเป็นธรรม” แต่ก็เตรียมใจไว้สำหรับผลลัพธ์อื่นเช่นกัน บอกเพื่อนและครอบครัวไว้ล่วงหน้าว่าจะทำเรื่องดรอปเรียน และเก็บออมเงินก้อนหนึ่งไว้เผื่อว่าถึงจุดที่ไม่สามารถออกไปทำงานหาเงินช่วยครอบครัวได้ อย่างน้อยพวกเขาจะได้ไม่ลำบากมากนัก

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอมากที่สุดคือ ‘อานนท์ นำภา’ รุ่นพี่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย  เธอตามอ่านจดหมายของเขาทุกฉบับด้วยหลายความรู้สึกปนกัน ทั้งหดหู่ โกรธ และหลายครั้งก็ได้รับกำลังใจกลับผ่านตัวอักษรเหล่านั้น

.

นิรโทษกรรมที่หวังให้ถึงทุกคน

เมื่อ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้ ความรู้สึกแรกของคาเนย์คือดีใจ อย่างน้อยเพื่อนหลายคนของเธอจะได้เบาใจลงจากความกังวลที่แบกมานาน อย่างเพื่อนสนิทของเธอที่มีคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ติดตัวอยู่ถึงสิบคดี 

“อย่างน้อยเพื่อนเราบางคนก็หายใจหายคอได้สะดวกขึ้น” เธอเองก็อ่านรายละเอียดแล้วเห็นว่าตัวเองน่าจะเข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ “แอบดีใจ แต่ก็ดีใจไม่สุด รู้สึกเป็นเพียงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากรัฐเท่านั้น”

เพราะสำหรับเธอ กฎหมายฉบับนี้ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการยกเว้นมาตรา 112 ออกจากขอบเขตนิรโทษกรรม ซึ่งเห็นว่าเป็นการกดทับอีกชั้นหนึ่งของ พ.ร.บ. นี้ เธอชี้ว่ามีผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง และยังมีคนในเรือนจำที่รอวันกลับบ้านอีกหลายชีวิต หลายคนต้องถูกจองจำทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด เธอบอกตรง ๆ ว่ารู้สึกหดหู่  “ทำได้แค่ให้กำลังใจกัน”

เมื่อถามว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศทางการเมืองไทยได้จริงหรือไม่ คำตอบของเธอค่อนข้างตรงไปตรงมา “คงไม่มีอะไรเปลี่ยนมาก จริงอยู่ที่พวกเราหลายคนได้รับประโยชน์และเป็นเรื่องที่ดี แต่สุดท้ายแล้วสังคมเองก็มองออกว่า พ.ร.บ. ถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของรัฐเท่านั้น ความโกรธ หดหู่ และเสียใจของประชาชนก็จะยังคงเหมือนเดิม เพราะยังมีอีกหลายครอบครัวที่รอลูกกลับบ้าน รอเพื่อนของพวกเขากลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน” เธอกล่าวย้ำไว้อีกตอน

แม้ผ่านเรื่องราวมามากมาย เธอยังเชื่อในสิ่งที่ตัวเองออกมาต่อสู้เรียกร้องเหมือนเดิม “แม้หลายคนจะบอกว่าสู้ไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน มีแต่ทำให้ต้องติดคุกติดคดี แต่เรายังหวังอยู่เสมอ และไม่เชื่อว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย ๆ แรงกระเพื่อมเล็ก ๆ ที่เรากับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์สร้าง ก็ยังสร้างความหวังให้สังคมนี้อยู่” 

เมื่อมองย้อนกลับไปที่การต่อสู้ของคนรุ่นเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา คาเนย์เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการตื่นรู้ทางสังคม การไม่ยอมจำนนต่ออำนาจกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวน้อยลงกว่าเดิม  

“ที่คนชอบด่าว่าเด็กเจน Z ทุกวันนี้ไม่ชอบอยู่ในขนบ เราว่าเป็นผลมาจากคนรุ่นเราเชื่อว่าตัวเองมีปากมีเสียง ตระหนักถึงความไม่เป็นธรรม และกล้าลุกขึ้นต่อสู้เพื่อตัวเอง เพื่อรักษาสิทธิ์เสียงของตัวเอง” เธอกล่าวเปรียบเทียบถึงคนในรุ่นตนเอง

.

Concenter และวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

ถ้าคดีจบแล้ว กชกรวางแผนไว้ว่าจะยังเคลื่อนไหวต่อไปในรูปแบบใหม่ ตอนนี้เธอกับเพื่อนกำลังสร้างพื้นที่รณรงค์รุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ ‘Concenter’ ข้อเรียกร้องหลักคือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยประชาชนและเพื่อประชาชน วิธีการที่เธอเลือกใช้คือการหยิบ pop culture รูปแบบใหม่ ๆ มาเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมือง เปิดพื้นที่ให้คนหลากหลายแขนงที่สนใจขับเคลื่อนประเด็นสังคมได้มีที่ทางในการทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น stand-up comedy, หนัง, เพลง, ศิลปะ หรือกราฟฟิตี้

หากมีโอกาสได้คุยกับเพื่อน ๆ ที่กำลังคิดจะออกมาเคลื่อนไหวทางสังคมบ้าง ไม่ว่าในประเด็นอะไรก็ตาม เธออยากจะพูดกับพวกเขาว่า “ขอบคุณที่คิดอยากออกมาทำ เราดีใจที่เธอกล้าคิดกล้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลง และอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง จริงอยู่ว่ามันดูน่ากลัวและมีความเสี่ยงเยอะ แต่เชื่อในเพื่อนที่จะช่วยกันโอบกอดและจับมือกันเพื่อสร้างฝันของเรา ขอบคุณมากจริง ๆ”

“คดีที่เจอ ยิ่งทำให้เรารู้สึกอยากทำอะไรมากขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง พวกเราประชาชนไม่มีอำนาจอะไรไปต่อรองก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้ พวกเรา เพื่อนเรา ทั้งที่สู้คดีอยู่และสิ้นสุดแล้ว ก็จะยังสู้อยู่ ยังยืนยันในข้อเรียกร้องทุกข้อ แม้ว่ารัฐจะพยายามยัดข้อหามากมายแค่ไหน เพื่อนเราไม่เคยลดน้อยลง”  เธอบอกว่าเชื่อว่าคนรุ่นเธอที่เคยผ่านเหตุการณ์ปี 2563 มายังคิด ยังเชื่อ ยังฝันอยู่เสมอ “เติมเชื้อไฟให้ตัวเองและคนรอบข้างเยอะ ๆ อย่ายอมให้ใครมาช่วงชิงฝันของเราไป ” คาเนย์กล่าวไว้

ทางบ้านของเธอก็ยังหวังอยู่เช่นกันว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก พวกเขากลัวเธอเครียด ทุกครั้งที่ต้องเดินทางกลับบ้านที่ร้อยเอ็ดเพื่อไปจัดการธุระเกี่ยวกับคดี ครอบครัวจะถามเสมอว่าให้ไปเป็นเพื่อนไหม คอยเช็กสภาพจิตใจเธอตลอดมา

เด็กสาวผู้เป็นผลผลิตจากเสียงเรียกร้องทางการเมืองเมื่อปี 2563 กล่าวทิ้งท้ายว่า  “ขอบคุณความใจกล้าบ้าบิ่นของตัวเองในวันนั้น ขอบคุณที่จุดไฟความหวังให้สังคมและตัวเอง จริงอยู่ว่าเส้นทางนี้มันทั้งอันตรายและยาวนาน แต่เราไม่เคยตัดสินใจผิดสักช่วงเวลาเลย” 

.

.

X