บทสัมภาษณ์โดย ณัฐฐา อัชฌานุเคราะห์
.
2 ปีก่อน (2567) “แพร” เล่าให้เราฟังว่าเธอป่วยเป็นมะเร็ง พร้อมสถานะใหม่อย่างแม่เลี้ยงเดี่ยวและภรรยาของนักโทษทางการเมือง
“ถ้าเราตายก่อนบูมได้ประกันตัว แล้วลูกจะอยู่กับใคร” ประโยคคำถามเมื่อสองปีก่อนสร้างความเคว้งคว้างให้เกิดขึ้นในบรรยากาศครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก เธอกังวลเรื่อง “บูม” จิรวัฒน์ สามี และผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ณ ช่วงเวลานั้น เขาถูกคุมขังในระหว่างต่อสู้ชั้นอุทธรณ์เป็นเวลากว่า 200 วัน และศาลไม่มีวี่แววจะให้ประกันตัวออกมาสู้คดี
ปีนี้ (2569) เราพบกับแพรอีกครั้ง เธอเล่าเรื่องชีวิตตัวเองใหม่ แต่ยังคงเป็นเรื่องราวของผู้ป่วยโรคมะเร็ง แม่เลี้ยงเดี่ยว และภรรยานักโทษการเมือง ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา เธอบอกว่าทำงานกับตัวเองหนักมาก ที่จะพยายาม ‘เข้าใจและยอมรับ’ ในสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่
.
ชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม
“เราเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 แล้ว” เธออัปเดตสั้น ๆ ว่าโรคที่เป็นอยู่มียาที่กินเพื่อควบคุมการลุกลามของมะเร็ง แพรคาดการณ์ว่าด้วยยาตัวนี้อาจจะควบคุมได้ 1 – 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย แต่ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตได้เหมือนคนไม่ได้ป่วยเลย
เราถามว่ามีโอกาสหายจากมะเร็งนี้หรือไม่ เธอบอกว่ามันไม่มีทางหายแล้ว เธอต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิตนี้ “ทุกวันนี้ก็ดูเอาเดือนต่อเดือน ยาตัวนี้เป็นยาตัวสุดท้ายแล้วที่จะกินเพื่อรักษาการลุกลาม”
แล้วหลังจากนั้นล่ะ ?
“มีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด เท่าที่เราจะทำได้” แพรบอก ถ้าเกินจากระยะที่ 4 มันคือการนอนติดเตียง ทำอะไรไม่ได้ ใช้ชีวิตไม่ได้แล้ว ตอนนี้มะเร็งในตัวเธอลุกลามไป 2 จุด คือ ตับและกระดูก
2 ปีก่อน เธอเล่าว่าได้ทำการผ่าตัดเต้านมออกไป และให้คีโมทุกสามอาทิตย์ แต่ทุกวันนี้เธอไม่ต้องทำคีโม หรือเข้ารับการผ่าตัดอีกแล้ว มีเพียงการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและเพื่อลูกสาวตัวน้อยวัย 8 ขวบที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
“ถ้านอนดี กินดี ก็น่าจะอยู่ได้ ยังคิดว่าตัวเองโชคดีที่คิดว่าเจอโรคและรักษาไปได้ แต่ถ้าดื้อยาตัวนี้ที่กินอยู่ ก็มีความคิดที่จะไม่รักษาแล้ว” แพรบอกว่าเธอยังไม่ได้ถึงขั้นต้องใช้ชีวิตตามวิถีการดูแลแบบประคับประคองของผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care)
ระหว่างการสนทนา แพรเล่าถึงการพยายามยอมรับในมุมมองของเธอเอง ที่ไม่ใช่การจำนนต่อโชคชะตาอันเลวร้าย แต่มันคือการกลั่นกรองความคิดเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง
ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เธอเดินทางไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำ พร้อมทำหน้าที่แม่ที่ต้องประคับประคองลูกสาวโดยลำพัง เธอพร่ำสอนให้ทั้งสองได้เรียนรู้ถึงการโอบรับความจริงและเข้มแข็งพอที่จะก้าวต่อไป แม้ในวันที่โลกใบนี้อาจไม่มีเธอคอยประคองอยู่อีกแล้ว
.
ชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม และการเลี้ยงลูกผู้ต้องขังการเมือง
เราขอให้แพรช่วยเล่าการใช้ชีวิตกันสองคนแม่ลูกให้ฟัง เธอเล่าเรื่องที่บ้านให้ฟังว่าลูกสาวกับเธอมักจะอาบน้ำพร้อมกัน เพราะฉะนั้น เขาจะเห็นความผิดแปลกไปของร่างกายเธอด้วย
“เขารู้ว่าเราป่วย เราก็บอกเขาตรง ๆ ว่าเราป่วย”
“เขาก็ถามเรานะว่า ทำไมม๊าต้องตัดนม ม๊าบอกหนูมาจะเก็บเป็นความลับ”
“ม๊าไม่สบาย เลยต้องตัดนม”
“เห็นม๊าหัวล้านด้วย ม๊าไม่สวย”
“ไม่เป็นไร ใส่วิคก็สวยแล้ว” แพรบอกกับลูกสาว
“ทุกวันนี้เราเลี้ยงลูกเอง 80 % ส่วนอีก 20 % คือเด็กไปโรงเรียน” แพรเริ่มเล่าตัวอย่างการใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีพ่อของลูกสาวตัวเล็ก เธอมักจองเยี่ยมไลน์ของเรือนจำตั้งแต่เช้า เพื่อให้ลูกได้เจอหน้าพ่อในช่วงสายของวัน เธอจะเดินทางไปส่งลูกเข้าโรงเรียนในตอนเช้า และเมื่อได้คิวเยี่ยมทางไลน์ในช่วงสายเธอจะขับรถไปที่โรงเรียนในช่วงเวลาพักเที่ยงของเด็ก ๆ เพื่อให้ลูกสาวได้คุยกับพ่อ
“คือเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีแหละว่าพ่อไปทำอะไร ส่วนใหญ่เวลาให้คุยกัน เขาก็จะเต้นให้พ่อดู พ่อก็จะถามว่าเขากินข้าวอะไร เรียนเป็นยังไงบ้าง”
“มีช่วงที่ระบบไลน์ของเรือนจำใช้ไม่ได้เมื่อต้นปี เขาก็ถามหาพ่อ จะได้เจอพ่อไหม เราก็ไม่ได้อธิบายอะไร บอกว่าพ่อทำงาน”
“เวลางอแงและถามถึงพ่อ เราก็บอกเขาว่า เขาโชคดีที่ยังได้คุยกับพ่อ แต่แม่เนี่ย คุยกับยายไม่ได้แล้วนะ ยายไปอยู่บนกำแพง (รูปติดผนัง) แล้ว” แพรบอกว่าไม่รู้สอนลูกถูกไหม แต่ก็ต้องทำไปให้เด็กเลิกงอแง
“ครูที่โรงเรียนก็สงสัยนะว่า ทำไมต้องให้เด็กมาคุยในเวลานี้ ทำไมถึงคุยกันตอนเย็นไม่ได้ แต่ครูที่รู้ก็รู้แหละ”
ในสายตาของลูกสาว จิรวัฒน์คือพ่อผู้งานยุ่ง และชอบล่องเรือไปในที่ต่าง ๆ โดยไม่เคยกลับมาให้พบเจอตัวเป็น ๆ นานกว่า 2 ปีแล้ว แม้จะจดจำพ่อได้เป็นอย่างดีผ่านเสียงบนหน้าจอโทรศัพท์ แต่ไม่เคยรู้ว่าการล่องเรือทำงานหน้าตาเป็นอย่างไร
แพรเล่าว่าลูกสาวของเธอบอกกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนว่า พ่อล่องเรือขายตะปู ทิ้งเป็นความสงสัยให้เด็กวัยประถมหลายคนเลยทีเดียว
.
ชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม และภรรยาของผู้ต้องขังการเมือง
“ตอนบูมได้ประกันตัวออกมาเมื่อช่วงปลายปี 2568 เขาออกมาอยู่กับเราได้ตั้ง 5 เดือน ตอนนั้นหาเงินได้พอค่าเทอมลูกอยู่นะ มันก็ยังดี”
แพรพูดถึงสถานการณ์เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2567 ทนายความยื่นประกันตัวกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองรวม 15 คน ซึ่งขณะนั้นมีเพียงจิรวัฒน์คนเดียวที่ศาลฎีกาให้ประกันตัว ก่อนเขาได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 12 ธ.ค. 2567 หลังถูกเบิกตัวไปติด EM ที่ศาล และวางหลักทรัพย์ประกันที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ รวมระยะเวลาที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ถึง 1 ปี 7 วัน
ต่อมา ศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 19 มิ.ย. 2568 โดยมีคำพิพากษายืนโทษจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีจากการแชร์โพสต์เฟซบุ๊ก 3 โพสต์ และศาลฎีกาก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เขาถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อีกครั้ง และต่อมาตัดสินใจไม่ฎีกาคดีต่อ กลายเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดที่ยังรอวันพ้นโทษ
รวมการถูกคุมขังสองครั้ง บูมอยู่ในเรือนจำไป 2 ปี 7 วันแล้ว ยังเหลือโทษอีกเกือบ 4 ปี โดยยังต้องติดตามว่าเขาจะได้รับการลดหย่อนโทษลงบ้างหรือไม่ หลังจากมี พ.ร.ฎ.อภัยโทษ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
“เราเขียนหากันผ่านจดหมายด้วย และเขาก็เขียนมาร้องไห้ทุกวันแหละ เราก็พูดกับเขานะ มีพบก็ต้องมีจาก เป็นธรรมดาของโลกมนุษย์ แค่เราอาจจะผูกพันกันมากหน่อย ไม่มีใครเขาหัวเราะกันได้ทุกวันหรอก” เธอรู้ว่าจิรวัฒน์จะเป็นคนที่ทำใจได้ยากที่สุดในช่วงเวลาที่อาจจะเดินทางมาถึงในสักวันหนึ่ง
“มันยากที่จะทำใจยอมรับ แต่ถ้าออกมาแล้ว เราโดนเผาไปแล้ว ก็ช่างมัน เลี้ยงลูก ดูแลลูก ไม่ต้องรวย และไม่ต้องอยากรวย ทุกอย่างเป็นธรรมชาตินะ” แพรเล่าถึงข้อความราวกับคำสั่งเสียที่เธอบอกกับบูมไว้
.
ย้อนอ่านเรื่องของแพรและบูม
