ในช่วงเดือนมีนาคม และต้นเดือนเมษายน 2569 ที่เรือนจำกลางบางขวาง ทนายความเข้าเยี่ยม“ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 112 จำนวน 2 คดี ซึ่งศาลพิพากษาโทษรวมกัน 7 ปี 30 เดือน (หรือประมาณ 9 ปีครึ่ง)
.
ขาดแคลนแสตมป์-ปัญหาการรับรู้ข้อมูลสาร-การส่งเรื่องสั้นประกวดรางวัล
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก้องเคยบอกเล่าว่าตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ในเรือนจำประสบปัญหาการขาดแคลนแสตมป์ที่ใช้สำหรับส่งจดหมาย ไม่มีการนำมาขายในร้านค้าสวัสดิการ ซึ่งเขาก็ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ทำให้ส่งจดหมายติดต่อสื่อสารออกมาได้ยาก ตัวเขาก็มีเหลืออยู่ไม่กี่ดวง ได้ใช้ส่งจดหมายไปถึงเพื่อน และส่งออกมาในช่วงครบรอบสองปีที่ถูกคุมขังแล้ว
ก้องเล่าว่าในการซื้อของจากร้านค้า จะใช้วิธีสแกนนิ้วของผู้ต้องขัง แต่เขามีปัญหานิ้วมือไม่สามารถสแกนได้ เนื่องจากมือลอก และคุณภาพของเครื่องสแกนก็ค่อนข้างแย่ สแกนยังไงก็ไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถซื้อของได้ เขาต้องเขียนคำร้องขอสแกนนิ้วใหม่
หรือปัญหาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารภายนอก ก็เป็นไปได้ค่อนข้างยากลำบาก เมื่อมีทนายหรือญาติมาเยี่ยมก้อง ผู้ต้องขังหลายคนจะเข้ามาคุยกับเขา สอบถามเรื่องเรื่องภายนอก ว่าการเมืองหรือเศรษฐกิจเป็นยังไงบ้าง มีผลกระทบต่อประชาชนยังไง คนข้างในก็อยากรู้ข่าวสาร ยิ่งในเรือนจำบางขวาง ผู้ต้องขังหลายคนติดคุกค่อนข้างยาวด้วย
“ถึงกับมีคนพูดว่า การที่พวกน้องเข้ามานี่ ก็เป็นเรื่องที่ดีนะ ทำให้เค้าได้เติมเต็ม ได้รู้ข่าวสารบ้าง เหมือนได้ความเป็นมนุษย์กลับมาอีกครั้ง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ก็ขอบคุณเค้า”
ต่อมา ก้องยังเล่าถึงความพยายามของเขาในการเขียนเรื่องสั้นส่งไปประกวดรางวัลพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นรางวัลประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมประชาธิปไตย จัดโดยรัฐสภา เขาเขียนเสร็จเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรือนจำจากประสบการณ์จริง แต่ปรากฏว่าไม่สามารถส่งออกมาได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตีกลับ ไม่อนุญาตให้ส่งออก เพราะเห็นว่าเนื้อหาเขียนเกี่ยวกับเรือนจำ
“แม้ว่าเราจะไม่ได้ระบุว่าเรือนจำอะไร แค่มีคำว่าเรือนจำ แต่ก็ถึงขนาดที่ไม่สามารถส่งออกไปได้เลย เขาก็อ้างกฎนู่นนี่นั่น บอกว่าแค่มีเรือนจำกับแดนก็ถือว่าสุ่มเสี่ยงแล้ว” ก้องเล่า
จากนั้นก้องได้ปรับปรุงเรื่องใหม่ โดยพยายามเปลี่ยนฉากต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถส่งออกมาได้ ก้องจึงต้องเขียนเป็นเรื่องใหม่ ไม่เกี่ยวกับการเมือง โดยเขาเล่าคร่าว ๆ ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักตัวเองของโสเครติส และล่าสุดสามารถส่งออกมาได้แล้ว ทำให้ยังต้องติดตามผลการประกวดต่อไป
.
ภาวะเศรษฐกิจ-อากาศร้อนจัด ส่งผลต่อผู้ต้องขัง
เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม ก้องยังเพิ่งได้ผ่าฟันคุดไป ทำให้รู้สึกซึม ๆ และอ่อนเพลีย โดยเรื่องฟันนี้ เขาได้ทำเรื่องไปตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว รวม ๆ ต้องรอราวครึ่งปี จึงได้ดำเนินการ
ก้องยังสนใจเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจ ปัญหาพลังงาน ที่เขาเห็นว่าส่งผลกระทบต่อคนข้างในเหมือนกัน เขาเล่าว่าในเรือนจำได้ดูรายการ secret sauce ที่วิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากขึ้นหลังสงกรานต์ ข้าวของจะแพงขึ้น เขาคิดว่าที่เจ้าหน้าที่เปิดให้ดูเพราะทางเรือนจำก็เตรียมจะขึ้นราคาสินค้าหลังจากนี้เหมือนกัน
“ปีนี้ หลาย ๆ บ้านก็ไม่กินเลี้ยงสงกรานต์กัน เพราะไม่มีเงิน ญาติไม่เดินทางมาเยี่ยมกันเยอะ จึงต้องประหยัดไว้ เจ้าหน้าที่ร้านค้าบอกว่าสินค้าน่าจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาน้ำมัน การที่ญาติจะมาเยี่ยมก็เป็นเรื่องยากตามไปด้วย อยากให้คนข้างในเข้าใจคนข้างนอก เราต้องเอาตัวเองให้รอด ด้วยการประหยัดเงิน ลดงานรื่นเริง”
ก้องเล่าด้วยว่า คนข้างในตอนนี้ก็ต้องพยายามเก็บเงิน เขาเห็นมีการนำน้ำแข็งไสมาขายข้างใน อากาศร้อน ๆ น่าจะขายดี แต่คนซื้อค่อนข้างบางตา เขาคิดว่าหลายคนก็ต้องคิดเรื่องการประหยัดมากขึ้น ก้องบอกว่าสินค้าที่ขายดีข้างในคือผัก รองลงมาคือขนม แต่คิดว่าต่อไปขนมน่าจะขายได้น้อยลง หลายคนน่าจะเลือกกินขนมปังหวานที่ถูกกว่าแทน
ก้องยังบอกถึงเรื่องอากาศร้อนจัด เขาคิดว่าปีนี้ร้อนกว่าปีก่อน ๆ มาก อยู่ในร่มยังร้อนเหมือนอยู่กลางแดด ไอร้อนพุ่งเข้ามาจากทุกด้าน เจ้าหน้าที่ก็ประกาศเตือนให้ระวังฮีทสโตรก แต่ในเรือนจำก็ไม่ได้มีมาตรการใดที่เฉพาะเจาะจงเรื่องนี้
“อากาศร้อนมาก แต่ก็ยังใช้ชีวิตได้ อยู่ในนี้แก้ร้อนด้วยการซื้อน้ำแข็ง ขึ้นห้องแล้วก็อาบน้ำบ่อย ๆ เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เอาผ้าชุบน้ำเช็ดเบาะก่อนนอนให้นอนสบายขึ้น เพราะกลางคืนมันร้อนอบอ้าว ต้องทำแบบนั้นทั้งคืนเพื่อให้เย็นพอที่จะนอนหลับได้
“บางคืนก็ตื่นมาเหงื่อแตก จะนอนได้แต่ละทีต้องข่มตานอน บางคนก็ร้อนจนหายใจไม่ออก มันเคยมีกรณีคนแก่เป็นฮีทสโตรกอยู่ในเรือนจำ เขาก็พาไปรักษาโรงพยาบาล แต่สุดท้าย ก็เสียชีวิต จึงต้องระวังเรื่องฮีทสโตรกมาก โดยเฉพาะคนที่เล่นกีฬากลางแจ้ง”
.
ความพยายามศึกษาเล่าเรียน-ลดน้ำหนัก และข้อความฝากถึงโลกภายนอก
ก้องอัปเดตด้วยว่าช่วงหลังเขาได้ทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องสมุด ได้ทำโครงการซ่อมแซมหนังสือ และพยายามใช้เวลาว่างฝึกภาษาจีน รวมทั้งฝึกเล่นหมากรุก
ก้องคิดว่าจะสมัครโครงการ “สัมฤทธิบัตร” ของ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถเลือกเรียนวิชาไหนก็ได้ในคณะที่สนใจ ในอนาคตหากอยากเรียนต่อ ป.ตรี ก็เอามาเทียบได้เลย สามารถนำไปใช้ประกอบในการเลื่อนชั้นของผู้ต้องขังด้วย ในเรื่องการเรียน แม้ตอนนี้เพื่อนของก้องยังลงทะเบียนรักษาสถานะนักศึกษา ม.รามคำแหง ไว้ให้เขาอยู่ แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะสามารถออกไปสอบในวิชาที่เหลือได้ทันหมดสถานะนักศึกษาหรือไม่
เขายังเล่าถึงการพยายามลดน้ำหนักของตัวเอง โดยพยายามออกกำลังกายตอนเช้า เขาเห็นว่าสิ่งที่ทำได้ทุกวันนี้ คือพยายามค้นหาสิ่งเล็ก ๆ เป็นกำลังใจให้ตัวเองและคนอื่น ถึงจะเป็นความสุขชั่วครั้งชั่วคราว แม้เดี๋ยวก็จะต้องไปกังวลกับเรื่องข้างนอกอีก แต่ก็ยังดีที่ยังพอมีความสุขบ้าง ก็อยากจะขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนด้วย
“เข้าใจว่าด้วยสถานการณ์ช่วงนี้ ก็อาจจะหมดจิตหมดใจจะใฝ่ฝัน อยากให้หาแรงบันดาลใจ หา passion อื่น ที่จะทำให้เรายังคงอุดมการณ์นี้ต่อไปได้ ก็อยากให้นิรโทษกรรมเป็นรูปเป็นร่าง ผมก็ไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไรได้ไหม แต่ข้างในก็ทำได้แค่ยื้อ ไม่ให้มันแย่ไปกว่านี้”
สุดท้ายก้องยังฝากข้อความถึงภายนอกโดยฝากกำลังใจและความห่วงใยไปให้ฟ้า พรหมศร ที่เขาทราบว่าพยายามอดอาหารเรียกร้องให้นิรโทษกรรมนักโทษทางความคิด และฝากความคิดถึงไปถึงเก็ท โสภณ ด้วย
“ถึงเก็ท วันนี้ไม่รู้ว่าพิเศษกรุงเทพเป็นยังไงมั้ง ทางนี้สบายดี ฝึกพัฒนาตัวเอง ฝึกสภาพจิตใจตัวเอง ที่นี่อาจจะดูเก่า แต่ไม่ต้องห่วงเยอะ ไม่ต้องคิดมาก เราคงอยู่ที่นี่แหละ ไม่อยากไปปรับตัวที่อื่นอีกแล้ว ฝากให้กำลังใจทุกคน และอัปเดตข่าวคราวให้บางขวางฟังบ้างนะ”
รวมทั้งยังฝากถึงทุกคนภายนอกว่า “ทุกคนก็คงได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเลือกตั้งครั้งก่อน การเลือกตั้งครั้งหน้าก็ขอให้คิดดี ๆ เพื่อสิทธิเสรีภาพของทุกคน”
.
| ก้อง อุกฤษฏ์ ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 รวมระยะเวลา 2 ปี 2 เดือนแล้ว เขาถูกลงโทษในคดีมาตรา 112 สองคดี คือของศาลอาญา และศาลจังหวัดสมุทรปราการ จากการโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก ถูกพิพากษาถึงชั้นฎีกาลงโทษจำคุก 5 ปี 30 เดือน และ 2 ปี ตามลำดับ โดยทั้งสองคดีไม่ได้ให้นับโทษต่อกัน ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงก้อง และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
ย้อนอ่านเรื่องของก้อง
.
