ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดี 13 ผู้ชุมนุม REDEM #ม็อบ2พฤษภา แก้โทษปรับอาญาเป็นปรับพินัย และให้รอลงอาญา ‘บอย’ ธัชพงศ์ 

วันที่ 24 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ 13 จำเลย จากกรณีการชุมนุมของกลุ่ม #REDEM ที่ด้านหน้าของศาลอาญา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564 หรือ #ม็อบ2พฤษภา เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังจากคดีมาตรา 112 ในขณะนั้น ทั้งหมดถูกฟ้องในข้อหาหลักร่วมกันดูหมิ่นศาล, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, มาตรา 216 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ในคดีนี้มีจำเลย 15 ราย ได้แก่ ร่อซีกีน นิยมเดชา, หทัยรัตน์ แก้วสีคร้าม, ศุภกิจ บุญมหิทานนท์, วีรภาพ วงษ์สมาน, ปรณัท น้อยนงเยาว์, พัชรวัฒน์ โกมลประเสริฐกุล, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, อิทธิกร ทรัพย์แฉ่ง, ปรีชญา สานจิตรสัมพันธ์, สุทธิตา รัตนวงศ์, “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง, ยงยุทธ ฮังนนท์, ศรัณย์ อนุรักษ์ปราการ, ชนกันต์ เคืองไม่หาย และธัชพงศ์ แกดำ เป็นจำเลยที่ 1-15 ตามลำดับ

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ โดยในส่วนของโทษจำคุกของจำเลยที่ 3-14 ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น จำคุก 3 ปีให้รอลงอาญา แต่แก้โทษปรับอาญา ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ให้เป็นโทษเป็นพินัยคนละ 3,300 บาท  ในส่วนของธัชพงศ์ จำเลยที่ 15 โทษจำคุก 1 ปี 12 เดือน ให้แก้เป็นรอลงอาญา 3 ปี ปรับพินัย 2,200 บาท และปรับอาญา 19,999.99 บาท

.

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทุกข้อหาจำเลยที่ 1-2 แต่ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3-14 คนละ 3 ปี ให้รอลงอาญา 2 ปี และปรับคนละ 33,300 บาท ส่วนจำเลยที่ 15 (ธัชพงศ์) จำคุก 1 ปี 12 เดือน ปรับ 2,200 บาท ไม่รอลงอาญา โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัว ในวงเงินประกัน 100,000 บาท 

ต่อมา จำเลยที่ 3-14 ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ส่วนคดีของจำเลยที่ 1-2 ไม่ได้อุทธรณ์ต่อ คดีจึงสิ้นสุดลง ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 แต่ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 3 (ศุภกิจ) ไม่ได้เดินทางมาศาลและทนายจำเลยไม่สามารถติดต่อได้ ศาลตรวจสอบแล้วพบว่าเจ้าหน้าที่ใช้วิธีปิดหมาย ซึ่งยังไม่ครบกำหนด 15 วัน จึงถือว่าจำเลยยังไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษา จึงยังไม่สามารถออกหมายจับได้ ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาเป็นวันที่ 19 ก.พ. 2569

ในวันที่ 19 ก.พ. 2569 ทนายจำเลยไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 3 (ศุภกิจ) ได้ ศาลจึงออกหมายจับ พร้อมทั้งทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังคำพิพากษาเนื่องจาก จำเลยที่ 14 (ศรัณย์) ประสบอุบัติเหตุเส้นเอ็นฉีกขาดจึงไม่สามารถมาศาลได้ในวันดังกล่าว อีกทั้งจำเลยที่ 4 (วีรภาพ) ถูกเบิกตัวมาผ่านจอภาพจากเรือนจำกลางบางขวาง ส่วนจำเลยที่ 11 (โสภณ) ไม่สมัครใจจะเข้าจอภาพ เนื่องจากประสงค์จะมาฟังคำพิพากษาที่ศาล

ศาลจึงให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นวันที่ 24 มี.ค. 2569

.

พิพากษาแก้จากโทษปรับอาญาเป็นปรับพินัย และให้รอลงอาญา “บอย” เห็นว่าไม่เคยต้องโทษจำคุกและเป็นเสาหลักครอบครัว

วันนี้ (24 มี.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 เวลา 09.00 น. มีการเบิกตัว “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ วีรภาพ วงษ์สมาน จากเรือนจำบางขวาง มายังศาล ส่วนจำเลยที่ 3 (ศุภกิจ) ได้มีการเบิกตัวผ่านจอภาพจากเรือนจำจังหวัดสงขลา และมีประชาชนรวมถึงครอบครัวของจำเลยมาให้กำลังใจและร่วมฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ รวมไปถึงมีเจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชน และเจ้าหน้าที่จากจากสถานทูตต่างประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังด้วย

เนื่องจากในช่วงเช้าจำเลยยังมาศาลไม่ครบทั้ง 13 คน ทำให้ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปในช่วงบ่าย โดยศาลได้เริ่มอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเวลา 13.35 น. โดยมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 3-15 ได้ร่วมกันชุมนุมหน้าศาลอาญา และร่วมกันด่าทอผู้พิพากษา “ชนาธิป เหมือนพะวงศ์” รวมถึงขว้างปาสิ่งของใส่ป้ายหน้าศาล การกระทำดังกล่าวถือเป็นการดูหมิ่นและลดทอนผู้พิพากษาว่าไม่ได้ใช้ดุลพินิจอย่างอิสระ ทำให้ผู้พิพากษาชนาธิปเกิดความเสียหาย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 3-15 นำสืบอ้างว่า เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 นั้น แม้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุมไว้ก็ตาม แต่ต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิหรือเป็นการละเมิดต่อบุคคล เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในระหว่างการชุมนุมของจำเลยที่ 3-15 กับพวกมีการใช้กำลังประทุษร้ายและเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ด่าทอ ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี ทำให้ผู้พิพากษาเกิดความหวาดกลัว ใช้ดุลยพินิจไม่ได้อย่างอิสระ อันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น จึงมิใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 3-15 อ้างว่า การชุมนุมดังกล่าวเป็นการตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น การพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวและการกำหนดเงื่อนไขอย่างไรในแต่ละคดีเป็นการใช้ดุลพินิจโดยอิสระขององค์คณะผู้พิพากษาตามกฎหมาย ข้ออ้างดังกล่าวก็ฟังไม่ขึ้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับอาญาให้เป็นโทษปรับเป็นพินัย ฐานร่วมกันเดินเป็นขบวนในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ ให้ปรับเป็นพินัย จำเลยที่ 3-14 คนละ 300 บาท และจำเลยที่ 15 ปรับ 200 บาท 

และฐานร่วมกันเททิ้งสิ่งปฏิกูลมูลฝอยน้ำโสโครกและสิ่งอื่นใดลงบนถนน ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ให้ปรับพินัยจำเลยที่ 3-14 คนละ 3,000 บาท และปรับพินัยจำเลยที่ 15 จำนวน 2,000 บาท

โดยรวมโทษปรับพินัยของจำเลยที่ 3-14 ปรับคนละ 3,300 บาท ส่วนของจำเลยที่ 15 ปรับ 2,200 บาท

.

ในส่วนโทษทางอาญาของจำเลยที่ 15 (ธัชพงศ์) ศาลอุทธรณ์มีการแก้โทษ ในฐานร่วมกันดูหมิ่นศาล ตามมาตรา 198 ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท ก่อนลดโทษหนึ่งในสาม คงโทษปรับ 13,333.33 บาท และในฐานขัดขืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ไม่ยอมเลิกการมั่วสุม ตามมาตรา 216 ลงโทษปรับ 10,000 บาท ก่อนลดโทษหนึ่งในสาม คงโทษปรับ 6,666.66 บาท รวมโทษปรับทางอาญา 19,999.99 บาท

ศาลอุทธรณ์ยังแก้โทษจำคุกของจำเลยที่ 15 เป็นให้รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีความรุนแรง จำเลยกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีโทษจำคุกมาก่อน และยังเป็นเสาหลักของครอบครัว การลงโทษจำคุกจำเลยย่อมไม่เป็นประโยชน์อันใด จึงเห็นควรให้รอลงอาญาไว้ 

โดยสรุป ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 3-14 มีโทษจำคุก 3 ปี รอลงอาญา 2 ปี ปรับพินัย 3,300 บาท และปรับอาญา 30,000 บาท 

ส่วนจำเลยที่ 15 (ธัชพงศ์) โทษจำคุก 1 ปี 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ปรับพินัย 2,200 บาท และปรับอาญา 19,999.99 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 3 ปี คุมประพฤติ 2 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม 12 ชั่วโมง

.

สำหรับการชุมนุมของกลุ่ม REDEM บริเวณหน้าของศาลอาญา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564 หรือ #ม็อบ2พฤษภา เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว 7 นักกิจกรรม ที่ถูกคุมขังจากคดีมาตรา 112 ในขณะนั้น เช่น “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, อานนท์ นำภา โดยเพนกวินได้อดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวมาแล้ว 45 วัน และมีอาการไม่สู้ดีจากการอดอาหารดังกล่าว  

ชุมนุมดังกล่าวมีการนัดหมายกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนเคลื่อนขบวนไปที่ศาลอาญาและปราศรัยเรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์โดยการปามะเขือเทศ-ไข่ ใส่ป้ายศาลและรูปของรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา “ชนาธิป เหมือนพะวงศ์” ก่อนมีการประกาศยุติการชุมนุม อย่างไรก็ตาม หลังประกาศยุติการชุมนุมแล้วกว่า 1 ชม. เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้ใช้กำลังเข้าสลายการรวมตัวของกลุ่มบุคคลประมาณ 20 -30 คน ที่หลงเหลืออยู่ และออกหมายจับผู้ร่วมชุมนุมในเวลาต่อมา

สำหรับคดีนี้ จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีว่า ไม่ใช่ผู้จัดกิจกรรม และการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชน การชุมนุมโดยภาพรวมเป็นไปอย่างสงบสันติ ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรง 

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เปิดบันทึกสืบพยาน ม็อบ REDEM: เมื่อ “ไข่ มะเขือเทศ และสี” ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ เรียกร้องสิทธิการประกันตัวจากผู้พิพากษา

#ม็อบ2พฤษภา : คาราวานรีเด็ม : Mob Data Thailand

สถิติคดี “ละเมิดอำนาจศาล-ดูหมิ่นศาล” ปี 2564-69

X