เมื่อวันที่ 15 และ 20 ธ.ค. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฐาปนา” ที่บ้านกรุณาฯ จังหวัดสมุทรปราการ เขาคือเยาวชนที่ถูกคุมขังจากคดีการวางเพลิงตู้จราจรพญาไท และขว้างปาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมดินแดง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 คดีของฐาปนาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรมขั้นต่ำ 2 ปี และขั้นสูง 3 ปี ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 4 ปี
การเข้าเยี่ยมครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดาย เมื่อไปถึงบ้านกรุณาในช่วงกลางเดือนธันวาคม เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถให้เยาวชนออกมาได้เนื่องจากติดการอบรมตลอดทั้งสัปดาห์ และเนื่องจากคดีของฐาปนาเด็ดขาดแล้ว ให้ทนายยื่นขอเข้าเยี่ยมแบบออนไลน์แทน หลังจากติดต่อประสานงานกันหลายวัน จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. จึงสามารถเยี่ยมออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลได้ แต่มีเวลาเพียง 25 นาทีเท่านั้น
ฐาปนาพูดคุยถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่เขาได้เป็นพ่อ ถึงความหวังที่จะได้กลับไปพาลูกเที่ยวในเทศกาลสงกรานต์ และเล่าถึงวันปีใหม่ในบ้านกรุณาที่ไม่มีอะไรพิเศษ นอกจากเสียงหมอนตีพื้นเพื่อพยายามจำลองเสียงพลุ
สำหรับฐาปนาที่ผ่านช่วงเวลา 1 ปี กับ 7 เดือนในการถูกคุมขัง เขาย้ำว่าปีใหม่ในบ้านกรุณาไม่ได้มีความหมายอะไร มันเป็นเพียงวันธรรมดาที่ทำให้เขาคิดถึงครอบครัวมากขึ้น คิดถึงลูกที่กำลังเติบโตโดยไม่มีพ่ออยู่เคียงข้าง แต่ท่ามกลางความเหงาและความคิดถึงนั้น ยังมีความปรารถนาเล็ก ๆ “อยากกลับบ้านก่อนเมษายน จะได้พาลูกไปเที่ยว” และนั่นก็เป็นความหวังอันเพียงพอที่จะทำให้เขายังยืนหยัดต่อไปได้
บทสนทนาเริ่มต้นด้วยการไถ่ถามถึงวันเกิดที่กำลังจะมาถึง ฐาปนาพยักหน้า ในวันที่ 30 ธ.ค. 2568 เขาจะอายุครบ 21 ปี ท่าทีของเขาเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อบอกว่าก่อนหน้านี้แม่ไม่ได้มาเยี่ยมใกล้ชิด
ทนายแจ้งข่าวว่าได้โทรคุยกับแม่เพื่อจัดการเรื่องวันเยี่ยมแล้ว แม่อยากมา แต่ติดงาน เพราะช่วงนี้มีการแข่งขันซีเกมส์ และได้แจ้งด้วยว่ามีผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งอยากสั่งเค้กวันเกิดให้ แต่เนื่องจากไม่สามารถสั่งเข้าไปได้ จึงได้ขอให้แม่ซื้อเค้กเข้าไปให้ในวันเยี่ยมสัปดาห์หน้าแทน เมื่อฟังถึงตรงนี้ สีหน้าและแววตาของฐาปนาดีขึ้น เขาพยักหน้ารับและขอบคุณ
การพูดคุยในเวลาจำกัด บอกเล่าถึงชีวิตในช่วงเทศกาลปีใหม่ เมื่อถามถึงความทรงจำที่ประทับใจที่สุด ฐาปนาตอบว่า “ปีที่ประทับใจที่สุดคือปีใหม่ที่ตัวเองได้เป็นพ่อครั้งแรก ตอนนั้นไม่ได้ทำอะไรพิเศษ แต่ดีใจที่มีลูก เขาเป็นเหมือนของขวัญ จากที่เราไม่มีเป้าหมาย ก็เริ่มอยากมีเป้าหมาย ตั้งใจทำงาน เพื่อที่จะได้เลี้ยงลูกให้ดี ๆ ไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนเรา”
แต่ความตั้งใจนั้นต้องหยุดชะงัก “ไม่นึกเลยว่าผ่านปีใหม่ไม่กี่เดือนก็ต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ มันเครียดมาก ๆ ตอนที่ต้องแยกจากลูก”
เมื่อถามว่าความรู้สึกระหว่างปีใหม่ปีที่แล้วกับปีนี้เปลี่ยนไปอย่างไร ฐาปนาตอบว่า “ไม่เปลี่ยน รอออกไปข้างนอกอย่างเดียว ความเครียดยังคงมีอยู่ ย้อนไปปีแรกที่เข้ามา ตอนนั้นยังไม่ได้ใบเด็ดขาด ตอนนั้นเครียดมาก เราพยายามทำกิจกรรม เข้าร่วมทุกอย่าง เรียนหลักสูตรจนไม่รู้เท่าไหร่ แต่วันลดโทษเก็บสะสมไม่ได้ และอัยการก็มาอุทธรณ์ ตอนนั้นเครียดมาก กดดันหลายอย่าง”
เขาเล่าต่อว่า “พอมาปีนี้ดีขึ้นมาหน่อยคือใบเด็ดขาดมาแล้ว กิจกรรมไหนที่สะสมวันลดโทษได้ เราก็เก็บสะสมได้แล้ว และพอศาลตัดสินว่า 2 ปี ก็พอมองเห็นปลายทาง ความเครียดลดลงบ้าง”
การมองเห็นปลายทางเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขายังอดทนต่อไปได้ แต่สำหรับฐาปนา เทศกาลข้ามปีในบ้านกรุณาไม่ได้มีความหมายมากนัก “ปีใหม่คนที่อยู่ข้างในไม่มีอะไรเปลี่ยน เป็นวันธรรมดาวันหนึ่งมาก ๆ ไม่มีกิจกรรมอะไร จะมีอีกทีในวันเด็ก ในวันนั้นถึงจะมีให้เข้าฐานทำกิจกรรมแลกขนมต่าง ๆ”
เขาอธิบายบรรยากาศต่อว่า “ในนี้ไม่มีเลี้ยงฉลอง ไม่มีดนตรี แต่คงเปิดทีวีให้ดูตอนเคาท์ดาวน์ แล้วก็มีสวดมนต์ สิ่งที่เด็กในนี้ทำ จะเอาหมอนมาตีพื้นให้เกิดเสียงดัง ๆ เหมือนมีการจุดพลุ เป็นสิ่งที่ให้เสียงหัวเราะ และเป็นเสียงที่บอกว่าเริ่มปีใหม่แล้ว ข้างในจะประมาณนี้ ส่วนตัวผมก็ทำเหมือนกันกับเพื่อนบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะชอบดูมากกว่า แต่บรรยากาศมันเหงา ๆ”
ปีนี้ ยังเป็นอีกปีที่เขาจะไม่ได้ดูลูกเติบโตขึ้น น้ำเสียงของฐาปนาหนักขึ้นเมื่อพูดถึงลูก “ผมคิดถึงลูก ปี 2569 จะเข้าปีที่ 2 แล้ว อยากรีบออกไปเจอลูกมาก ๆ เรามาอยู่ข้างในนี้ ปกป้องอะไรเขาก็ไม่ได้”
ความรู้สึกของการเป็นพ่อที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ มันหนักหนาสาหัสกว่าโทษทัณฑ์ใด ๆ ยิ่งบรรยากาศในบ้านกรุณาช่วงใกล้ปีใหม่ก็เต็มไปด้วยความเหงาและความคิดถึง “บางคนอยู่มานานก่อนผมสัก 2-3 เดือน ก่อนใกล้ปีใหม่ก็มักจะคุยกันว่าออกไม่ทันปีใหม่อีกแล้ว เวลาคุยกันก็จะเศร้า ๆ คิดถึงเรื่องราวข้างนอกกัน”
เมื่อถามถึงความหวังสำหรับปีต่อไปที่จะมาถึง เด็กหนุ่มตอบทันที “หวังอย่างเดียวคือได้กลับบ้าน อยากกลับก่อนเมษายน หรือเมษายน จะได้อยู่พาลูกไปเที่ยวช่วงเทศกาล เขากำลังรู้เรื่อง ผมอยากพาเขาไปเที่ยว” เขาพูดต่อด้วยความหวัง “ปีหน้าหวังไว้ว่าจะจบ ม.6 ได้วุฒิ ม.6 น่าจะช่วงมีนาคม ถ้าได้วุฒิออกไปด้วย ตอนหางานจะได้ไม่ลำบากมาก”
สำหรับฐาปนา ความหมายของการยืนหยัดไม่ได้ซับซ้อน “ข้างในนี้บอกตัวเองต้องทำตัวดี ๆ พยายามไม่ยุ่ง ไม่สุงสิงกับใคร ไม่อยากมีปัญหา อยากกลับบ้านเร็ว ๆ เวลามีเรื่องมีอะไรเข้ามา เราก็อดทน คิดแค่ว่าอย่าไปมีปัญหา”
ส่วนสิ่งที่ทำให้เขายังยืนหยัดอยู่ได้คือ “เรื่องลูกครับ ที่ต้องการออกจากที่นี่เร็ว ๆ เพราะกำลังใจจากคนในครอบครัว และกำลังใจจากคนที่เข้ามาดูแล ถ้าไม่มีพี่ ๆ ที่บ้านคงลำบากมาก แม่เล่าให้ฟังว่าพวกแพมเพิส นม ของใช้จำเป็นก็มีคนช่วย มันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่ตัวคนเดียว”
ส่วนเรื่องที่กังวลกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของปีเช่นนี้คือ “กลัวตามโลกไม่ทัน ไม่รู้อะไรเปลี่ยนไปบ้าง กลัวไม่ทันโลก ไม่ทันคน ไม่รู้ข้างนอกตอนนี้อาชีพมีอะไรบ้าง ถ้าเราปรับตัวไม่ทันก็แย่“
ฐาปนาฝากข้อความสั้น ๆ ถึงผู้คนภายนอกทิ้งท้ายว่า “ขอให้อดทน เดี๋ยวจะได้กลับแล้ว คิดถึงลูก คิดถึงทุกคนมาก ๆ ออกไปจะตั้งใจทำงานหาเงิน เลี้ยงดูครอบครัว”
เวลา 25 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะวางสาย ฐาปนายกมือลาและยิ้มให้อีกครั้ง ภาพของเขาค่อย ๆ จางหายไปจากหน้าจอ แต่คำพูดและความปรารถนาของเขายังคงอยู่
____________________________________________________
.
‘Still Standing‘ คือบันทึกเยี่ยมจากทนายความที่สะท้อนเสียงของผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงปลายปี ช่วงเวลาที่โลกข้างนอกกำลังเตรียมปิดสิ่งเก่า และเปิดสิ่งใหม่ ด้วยความหวัง ความฝัน และคำอวยพร แต่สำหรับหลายคน ปีใหม่ในกรงขังไม่ได้มีดอกไม้ไฟหรือเสียงนับถอยหลัง มีเพียงความเงียบงัน ความคิดถึง และคำถามว่าอีกกี่ปีใหม่ที่ต้องผ่านไปในที่แบบนี้ แต่หลายคนก็ยังเลือกจะยืนหยัดปกป้องสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ามีคุณค่าต่อไป
