กสม. ตรวจสอบกรณีนักศึกษาเคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองปี 2563-64 ยังถูกตำรวจตามไปบ้านต่อเนื่อง เห็นว่ากระทบความเป็นส่วนตัว สุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิ

ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามถึงบ้านนักศึกษาที่เคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองในช่วงปี 2563-64 รวมทั้งยังจัดรายชื่อนักศึกษาเข้าไปใน “บัญชีบุคคลเฝ้าระวัง” ทำให้มีการไปติดตามเรื่อยมา โดยมีกรณีของนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ทางตำรวจพยายามปฏิเสธว่าไม่ได้มีคำสั่งให้ติดตาม แต่ข้อมูลจากพยานบุคคลยืนยันตรงกัน ทาง กสม. จึงเห็นว่าการตรวจเยี่ยมบ้านของตำรวจกระทบสิทธิในความเป็นส่วนตัว สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแก้ไข

ส่วนอีกกรณีหนึ่ง เป็นกรณีนักศึกษาที่ถูกตำรวจไปติดตามที่บ้านตนและบ้านแฟนในช่วงปี 2567 โดยทางตำรวจอ้างว่าหน่วยงานความมั่นคงได้จัดอยู่ในรายชื่อบุคคลที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากเคยเข้าร่วมกิจกรรมล้อเลียนการรับปริญญา ต้องเฝ้าระวังกรณีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จในพื้นที่ ทาง กสม. เห็นว่าแม้การติดตามจะกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ถือว่าเป็นมาตรการที่ได้สัดส่วนและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลน้อยที่สุด จึงยังไม่เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิ แต่เห็นว่าการขึ้นบัญชีฯ ดังกล่าว อาจกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว จึงเห็นควรให้เสนอทางตำรวจทบทวนระยะเวลาในการถอนชื่อจากบัญชี

.

.

กรณีนักศึกษาเคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองจากพิษณุโลก ถูกตำรวจไปติดตามที่บ้านกว่า 4 ครั้ง หน่วยงานอ้างไม่เคยมีคำสั่ง ทั้งที่หลักฐานชัด กสม.เห็นว่าสุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิมนุษยชน

กรณีแรก ในรายงานตรวจสอบที่ 66/2568 ผู้ร้องเรียนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ในช่วงเดือนมีนาคม 2567 ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามและตรวจเยี่ยมถึงบ้านที่จังหวัดลำปาง เนื่องจากเคยเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับกลุ่มเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัยในช่วงปี 2563 และถูกนำรายชื่อเข้าเป็น “บุคคลเฝ้าระวัง” โดยช่วงที่ผ่านมา มีตำรวจไปติดตามที่บ้านปีละ 1-2 ครั้ง ส่งผลให้ครอบครัวเป็นกังวล แม้จะไม่ได้ร่วมกิจกรรมทางการเมืองแล้วก็ตาม จึงได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นักศึกษารายดังกล่าว ให้ข้อมูลกับ กสม. ว่าตำรวจที่มาติดตามใช้รถยนต์ของราชการ และยังพูดคุยกับบุคคลในครอบครัวทำนองว่า จะมีคดีติดตัว ทำให้เรียนไม่จบ ไม่ได้รับปริญญา ทำให้ทางครอบครัววิตกกังวล ตำรวจที่มายังมีการถ่ายภาพบ้านไว้ด้วยทุกครั้ง กระทบต่อความเป็นส่วนตัวของครอบครัว โดยในช่วงตั้งแต่ปี 2565-67 ถูกติดตามไปที่บ้านรวม 4 ครั้ง โดยในครั้งปี 2567 ทางตำรวจได้ระบุว่า สภ.เมืองพิษณุโลก เป็นผู้ประสานให้ตำรวจจาก สภ.แม่ทะ มาตรวจเยี่ยม อ้างว่าเป็นการทำตามหน้าที่

ทาง กสม. ยังได้ตรวจสอบไปที่ สภ.แม่ทะ ที่ดำเนินการดังกล่าว ทางหน่วยงานอ้างว่าไม่เคยมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปสั่งห้าม ขัดขวาง ข่มขู่ ตักเตือน ติดตาม ตรวจเยี่ยม หรือเฝ้าสอดส่อง ผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม แสดงความคิดเห็นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์หรือเรียกร้องการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แต่กรณีที่มีตำรวจไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ไปติดตามตรวจเยี่ยมครอบครัวผู้ร้องนั้น ทาง สภ.แม่ทะ ได้อธิบายให้ผู้ร้องทราบแล้ว และนักศึกษาประสงค์จะไม่ให้บุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายใดเข้าไปติดตามอีก ทาง สภ.แม่ทะ จึงได้ประชุมชี้แจงให้ตำรวจในสังกัด ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และไม่ให้ไปติดตามตรวจเยี่ยมอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ร้องและประชาชนโดยทั่วไป

นอกจากนั้น ทาง กสม. ยังตรวจสอบไปที่พยานบุคคลต่าง ๆ โดยมีพยานยืนยันเรื่องการมีตำรวจมาติดตามนักศึกษารายนี้อย่างน้อย 2 คน และ ยังมีพยานบุคคลที่เป็นนักศึกษาที่เคยทำกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอีก 2 ราย ให้ข้อมูลเรื่องการมีตำรวจติดตามไปยังหอพักหรือบ้านพัก ในช่วงปี 2564-65  แต่ทางตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลกได้ปฏิเสธกับ กสม. ว่า ไม่ได้มีคำสั่งให้ตำรวจในสังกัดติดตามและตรวจเยี่ยมบ้านพักของนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทางการเมือง

จากข้อมูลทั้งหมด ทาง กสม. เห็นว่าข้อชี้แจงของ สภ.แม่ทะ และตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รับฟังจากพยานบุคคลหลายคน ที่ให้ข้อมูลตรงกันว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปบ้านของนักศึกษา เพื่อติดตามและสอบถามข้อมูลจริง ประกอบกับภาพถ่ายผู้ถูกร้องแต่งเครื่องแบบชุดสืบสวนในสังกัด สภ.แม่ทะ เป็นผู้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว

ทาง กสม. ได้มีความเห็นว่าการติดตามและตรวจเยี่ยมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทบสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัวของผู้ร้อง โดยสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้ภายหลังการร้องเรียนต่อทาง กสม. จะพบว่าไม่ได้มีตำรวจไปติดตามอีก และได้ยุติการกระทำลงแล้ว แต่ทาง กสม.เห็นควรให้เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

ทาง กสม. ยังระบุว่าได้มีคำร้องในลักษณะเดียวกันนี้หลายคำร้อง จึงเห็นควรเน้นย้ำข้อเสนอแนะมาตรการต่อทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยเฉพาะการติดตามหรือแสวงหาข้อมูลที่มีผลกระทบต่อบุคคล เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

.

.

กรณีนักศึกษาเคยร่วมกิจกรรมล้อเลียนการรับปริญญา ถูกหน่วยความมั่นคงใส่ในรายชื่อบุคคลเฝ้าระวัง-ตำรวจไปติดตาม กสม. เห็นว่ายังไม่เป็นการละเมิดสิทธิ แต่เสนอตำรวจทบทวนระยะเวลาในการถอนรายชื่อ

อีกกรณีหนึ่ง ในรายงานการตรวจสอบที่ 20/2568 เป็นกรณีนักศึกษาที่เคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองในช่วงปี 2564 ต่อมาตั้งแต่ปี 2565 ตำรวจได้ไปยังบ้านของผู้ร้องที่จังหวัดพิจิตร โดยไปติดตามอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง โดยส่วนใหญ่นักศึกษารายนี้ไม่ได้อยู่บ้าน แต่เคยพบตำรวจ 3 นาย ครั้งเดียวในช่วงต้นปี 2567 ซึ่งพยายามสอบถามข้อมูลส่วนตัว และเรื่องการทำกิจกรรมทางการเมือง โดยเสนอว่าหากไม่ได้ทำกิจกรรมทางการเมืองแล้ว ให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะยุติบทบาทการทำกิจกรรม แต่นักศึกษารายดังกล่าวปฏิเสธ ตำรวจยังถ่ายภาพสมาชิกในครอบครัวและบ้านของนักศึกษาด้วย ต่อมาในปีนั้น ยังพบว่ามีตำรวจไปบ้านแฟนของนักศึกษารายนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยนำรูปภาพไปสอบถามครอบครัวของแฟนว่ารู้จักนักศึกษารายนี้หรือไม่ และสอบถามที่อยู่ในปัจจุบัน

ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ทางตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตรได้ชี้แจงต่อ กสม. โดยอ้างว่าเมื่อปี 2564 นักศึกษารายดังกล่าวได้เข้าร่วมกิจกรรมล้อเลียนการรับปริญญาในมหาวิทยาลัย โดยให้บัณฑิตถ่ายรูปกับนักวิชาการที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 พร้อมมีการชูป้ายยกเลิกมาตรา 112 และแจกหนังสือบทปราศรัยคัดสรรคดี 112 หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดพิจิตรจึงพิจารณาให้เป็นบุคคลที่จะต้องเฝ้าระวัง กรณีพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่

ทางตำรวจอ้างว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2567 มีหมายกำหนดการเสด็จของพระมหากษัตริย์ในพื้นที่พิจิตร จึงดำเนินการตาม พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 และระเบียบกรมราชองครักษ์ว่าด้วยการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2558 ออกสืบสวนหาข่าวผู้ร้อง และประสานกับทางตำรวจ สภ.ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทราบว่าผู้ร้องเดินทางไปที่บ้านแฟนในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อติดตามตรวจเยี่ยมที่บ้าน โดยการติดตามดังกล่าว ทางตำรวจอ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย รวมทั้งการสืบสวนหาข่าวที่อาจเป็นภัย หรือพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในกรณีที่มีหมายกำหนดการเสด็จ

ขณะที่ทางตำรวจ สภ.ฝาง ให้ข้อมูลปฏิเสธว่า กรณีนี้ไม่ได้มีหนังสือประสานให้ติดตามพฤติการณ์ของนักศึกษารายดังกล่าว และไม่เคยติดตามตัวในพื้นที่

นอกจากนั้น ทาง กสม. ยังรวบรวมข้อมูลจากผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ในเรื่องการจำแนกบุคคลที่ถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับสีแดง (กลุ่มบุคคลที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อขบวนเสด็จหรือในพื้นที่เสด็จ) ระดับสีเหลือง (กลุ่มบุคคลที่เคยมีพฤติกรรมการแสดงออกที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์) ระดับสีเขียว (กลุ่มบุคคลที่มีความเป็นไปได้ที่น่าจะก่อเหตุ) 

หน่วยความมั่นคงในแต่ละพื้นที่ (เช่น ทหาร สันติบาลจังหวัด ตำรวจ กรมการปกครอง กอ.รมน.) โดยมีหน่วยงานหลักคือ กรมข่าวทหารบก จะร่วมกันประชุมเพื่อพิจารณาขึ้นบัญชีบุคคลที่จะต้องเฝ้าระวัง โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมการก่อเหตุในพื้นที่เฉพาะที่เป็นอันตรายต่อพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น การแสดงออกทางการเมืองอื่นจะไม่ถูกขึ้นบัญชีฯ แต่เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ฝ่ายความมั่นคงจะถอนชื่อบุคคลที่ถูกขึ้นบัญชีฯ โดยผู้ถูกขึ้นบัญชีฯ ไม่ต้องลงลายมือชื่อรับรอง และเมื่อมีภารกิจใหม่ ก็จะจัดทำบัญชีฯ ขึ้นใหม่ทุกครั้ง โดยผู้ถูกขึ้นบัญชีฯ สามารถเข้าร่วมรับเสด็จได้ แต่ห้ามเข้าพื้นที่ต้องห้าม โดยกรณีของนักศึกษารายนี้ไม่ได้มีการขึ้นบัญชีฯ ไว้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และทาง สภ.ฝาง ไม่ได้รับหนังสือประสานให้ดำเนินการติดตาม

ส่วนข้อมูลจากทางตำรวจภูธรพิจิตร ระบุเรื่องการจัดทำบัญชีในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน โดยระบุเพิ่มเติมว่า การถอนชื่อบุคคลจากบัญชีฯ ไม่ต้องลงลายมือชื่อ แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีพฤติกรรมที่จะเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว โดยการติดตามและตรวจเยี่ยมผู้มีรายชื่อในบัญชีฯ เพื่อยืนยันที่อยู่ว่า บุคคลอยู่ในพื้นที่จะมีขบวนเสด็จหรือไม่ หากไม่สามารถยืนยันที่อยู่ของผู้ถูกขึ้นบัญชีฯ ได้ ในวันที่มีภารกิจ จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังมากขึ้น โดยทางตำรวจภูธรจังหวัดจะดูแลความปลอดภัยเฉพาะพื้นที่ภายนอก ส่วนพื้นที่ภายในจะมีทหารรักษาพระองค์ให้การอารักขาโดยเฉพาะ หากบุคคลที่ถูกขึ้นบัญชีฯ สามารถเข้าไปยังพื้นที่ภายในได้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนจะถูกสอบสวน

ในส่วนการประสานกับ สภ.ฝาง ทางตำรวจภูธรพิจิตรระบุว่า ได้โทรศัพท์ประสานงาน เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบและยืนยันที่อยู่ของนักศึกษา ขณะเดียวกันก็ระบุว่านักศึกษารายนี้ถูกจัดอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังในกลุ่มสีเหลือง การเดินทางไปตรวจสอบหาข่าวก่อนเวลาเสด็จ เป็นไปตามข้อ 18 แห่งระเบียบกรมราชองครักษ์ว่าด้วยการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2558  

แต่ทาง สภ.ฝาง ได้ระบุว่าไม่เคยไปติดตามบ้านของแฟนนักศึกษารายนี้  โดยรับว่าได้มีการประสานงานทางโทรศัพท์ แต่ไม่มีหนังสือประสานอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากนักศึกษารายนี้ไม่ได้ให้ทาง กสม. ไปตรวจสอบเพิ่มเติมกับทางครอบครัวตนเองและแฟนของตน ทาง กสม. จึงยังไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทาง กสม. มีความเห็นว่ากรณีนี้ แม้การติดตามและตรวจเยี่ยมนักศึกษา อาจกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนบุคคลอยู่บ้าง แต่มาตรการดังกล่าว ถือว่าเป็นมาตรการที่ได้สัดส่วนและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลน้อยที่สุด ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ทางตำรวจมีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่เห็นว่าการขึ้นบัญชีฯ อาจกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว จึงเห็นควรเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาทบทวนแนวปฏิบัติเกี่ยวกับระยะเวลาที่เหมาะสมในการถอนชื่อบุคคลออกจากการถูกพิจารณาขึ้นบัญชีเป็นบุคคลที่จะต้องเฝ้าระวัง

.

X