เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนฉบับเต็ม จากกรณีนักกิจกรรมเยาวชนรายหนึ่งร้องเรียงกรณีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ติดตามจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและจัดชื่อไว้อยู่ในบัญชี “กลุ่มบุคคลเฝ้าระวัง (ระดับแดง)”ตั้งแต่ยังมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2567 นักกิจกรรมเยาวชนรายนี้ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนกับ กสม. ในกรณีที่พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดทำ “ Watchlist กลุ่มบุคคลเฝ้าระวัง (ระดับแดง)” ซึ่งมีประวัติส่วนบุคคลของครอบครัวเธออยู่ในนั้นด้วย โดยมีใจความสำคัญระบุในคำร้องว่า การจัดทำข้อมูลดังกล่าว เป็นการได้มาซึ่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน และบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายประการ
ทั้งข้อมูลในเอกสาร Watchlist ดังกล่าวมีการติดตามความเคลื่อนไหวในบัญชีส่วนตัวบนเฟซบุ๊ก มีการนำไปวิเคราะห์ โดยบิดเบือนข้อมูลจากความเป็นจริงที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเธอที่ต้องมาตกอยู่ในความตื่นตระหนก หวาดระแวงต่อความปลอดภัยในชีวิต และความเป็นอยู่ส่วนตัว โดยมีหลักฐานยื่นประกอบกับ กสม.
สืบเนื่องมาจากกรณีของวันที่ 15 เม.ย. 2565 นักกิจกรรมรายนี้ได้นั่งกินอาหารอยู่ที่ร้านแมคโดนัลด์ สาขาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และได้ถูกเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควบคุมตัว โดยการอุ้มเธอและเพื่อนออกจากร้านอาหาร ย้ายไปควบคุมตัวต่อที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เป็นการกระทำโดยมิชอบ และในวันดังกล่าวเธอได้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ พม. แล้วว่า เธอเพียงมานั่งรับประทานอาหารอยู่กับเพื่อนเท่านั้น ไม่ได้มีการออกมาเคลื่อนไหวทางเมือง และไม่มีหลักฐานว่าที่เธอมายังที่สถานที่ดังกล่าวเพื่อทำการแสดงออกทางการเมืองแต่อย่างใด
ทั้งในวันที่ 14 พ.ย. 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนาย ได้เดินทางไปที่บ้านของนักกิจกรรมรายนี้ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและครอบครัวนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ว่าหากมีบุคคลที่ออกมาทำกิจกรรมทางการเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจัดเก็บข้อมูลของครอบครัวด้วย โดยยืนยันกับครอบครัวว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของตำรวจอย่างถูกต้องแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2565 – 2567 ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งจากนักกิจกรรมรายนี้ว่า ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดตาม สอดส่องอยู่หลายครั้ง โดยเป็นการติดตามเก็บข้อมูลการเดินทางทั้งจากที่บ้าน โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่โทรสอบถามการเคลื่อนไหวและการทำกิจกรรมทางการเมืองผ่านเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว โดยมีการอ้างว่าเธอเป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของทางการ หรือเป็นบุคคลเป้าหมายของรัฐ
.
กสม. ตรวจสอบแล้วการจัดทำ Watchlist ของตำรวจไม่ปรากฏว่ากฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ – ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เสนอให้ยกเลิก
เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกแถลงข่าว กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม จัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของนักกิจกรรมเยาวชน โดยมีข้อเสนอแนะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยุติการจัดทำบัญชีบุคคลเฝ้าระวังด้วยเหตุที่มาจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีใจความสำคัญระบุว่า
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การจัดทำบัญชีกลุ่มบุคคลเฝ้าระวังตามเอกสารที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม เป็นเอกสารที่ถูกจัดทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสืบสวน 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมีรายละเอียดข้อมูลการใช้ชีวิตประจำวัน ข้อมูลประกันสังคม ประวัติการทำงาน ยานพาหนะ และทัศนคติทางการเมือง
และยังพบว่าในการจัดทำข้อมูลลักษณะดังกล่าว มีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของนักกิจกรรมทางการเมืองในลักษณะเดียวกันนี้อีก 19 ราย โดยเป็นข้อมูลที่มีการจัดทำตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา
กสม. เห็นว่าการที่กองกำกับการสืบสวน 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล อ้างว่าในการจัดทำข้อมูลนี้ อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 6 (3) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการในฐานะนิติบุคคล อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา”
ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เป็นเพียงอำนาจทั่วไปของหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น โดยในขณะที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้ให้การรับรองสิทธิความเป็นอยู่ เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกของบุคคลไว้ หน่วยงานรัฐจะกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิ หรือกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวในทางใด ๆ มิได้ เว้นแต่ว่าเป็นการกระทำเพื่อรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะ ความมั่นคงของรัฐ และจะต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะอย่างชัดแจ้ง ดังเช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ไม่ได้บัญญัติไว้ให้ตำรวจมีอำนาจในการจัดทำบัญชีเฝ้าระวังบุคคลแต่อย่างใด
นอกจากนี้ การที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้กล่าวอ้างว่า การจัดเก็บข้อมูลบุคคลเฝ้าระวังอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ มาตรา 24 (1) (6) นั้นเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อหน่วยงานรัฐแห่งอื่น โดยปราศจากความยิมยอมได้ ในกรณีที่มีการเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานของตนตามหน้าที่อำนาจ หรือเป็นการเปิดเผยเพื่อป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวนสอบสวน และการฟ้องคดีเท่านั้น
แต่การจัดทำบัญชีเฝ้าระวังของกองบัญชาการตำรวจนครบาลดังกล่าว เป็นลักษณะการเก็บรวบรวม เพื่อใช้งาน ไม่ใช่การเปิดเผย ดังนั้นจึงไม่สามารถอ้างข้อยกเว้น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 24 ได้
กสม. จึงเห็นว่า การที่กองกำกับการสืบสวน 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล และขึ้นบัญชีของผู้ร้องและครอบครัวเป็นบุคคลเฝ้าระวัง รวมถึงนำเอกสารการขึ้นบัญชีไปเสนอต่อหน่วยงานภายนอก เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
จากผลการตรวจสอบข้างต้น กสม. มีมติให้ทำข้อเสนอแนะมาตรการในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม และกองกำกับการสืบสวนดังกล่าว ซึ่งได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน
และกำชับหน่วยงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดในการกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของสังคม จะต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนควบคู่ไปด้วย การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการจำกัดหรือแทรกแซงสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลจะต้องมีฐานของกฎหมายให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน
ตลอดจนให้ยกเลิกการจัดทำบัญชีบุคคลหรือปฏิบัติการในลักษณะเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคล เพียงเพราะบุคคลดังกล่าวแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกทางการเมืองด้วย โดยให้ดำเนินการภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานฉบับนี้
.
