Class of 2020 EP.1 ชีวิตหลังม็อบของ 3 เยาวชนรุ่น 2563
สัมภาษณ์/เรียบเรียง: วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์
.
วันเกิดปีที่ 18 ไม่มีเค้กหรือคำอวยพรจากครอบครัว มีเพียงไซเดอร์หนึ่งกระป๋อง ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กระป๋องแรกที่สามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย นั่นคือค่ำคืนที่วัยรุ่นคนหนึ่งตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดในกรุงเทพฯ มาซ่อนตัวในโฮสเทลประเทศเพื่อนบ้าน เก็บความชอกช้ำจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองไว้ในความทรงจำ ตอนนี้เธอยืนอยู่หลังบาร์ในคาเฟ่ชานมไข่มุกที่แวนคูเวอร์ บอกกับตัวเองว่าชีวิตคือผลึกเวลาที่ภาคภูมิ และความหวังยังไม่ดับ
หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์ชุด Class of 2020 ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นจากการสัมภาษณ์เยาวชน 3 คน ผู้เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2020 โดยถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ เสียงเล่าจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (first-person monologue) เพื่อให้ผู้อ่านได้ยินเสียงรำพึงถึงช่วงชีวิตของพวกเขาและสังคมไทยร่วมสมัย
——————————————–
.
ก่อนที่เราจะอายุ 15 ก่อนที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เด็กที่ชอบวาดรูป ดูอนิเมะ เขียนนิยาย นอกจากสดใสและร่าเริง เด็กคนนั้นออกจะเชื่อง ๆ อยู่สักหน่อย
เราเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า เราเจ็บปวดจากการเป็นเด็กเชื่อง ๆ เพราะเราใช้ชีวิตตามคาดหวังของสังคม เราเจ็บปวดจากการต้องเป็นเด็กดีในระบบการศึกษา เพราะต้องทำตามความคาดหวังของทุกคน เพื่อนร่วมห้อง คุณครู ครอบครัว ยกเว้นตัวเอง
พรรคอนาคตใหม่เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราสนใจการเมือง การปรากฏตัวของพรรคทำให้เราตระหนักว่า “เสียงของเด็กและเยาวชนก็สำคัญ” เราเริ่มอ่านประวัติศาสตร์ตั้งแต่ 14 ตุลาคม ไล่มาจนถึงปัจจุบัน การเมืองร้อนแรงในโลกทวิตเตอร์เป็นแรงกระตุ้นพาให้เราเข้าสู่เส้นทางนี้ ตอนนั้นกระแสการเมืองเข้มข้น น่าติดตามมาก ทำให้เด็กอย่างเราติดตามการเมืองมาตั้งแต่ตอนนั้น
เราเป็นนักเรียนคนหนึ่งผู้ไม่เคยมีอิสระในการเลือกทรงผม ซึ่งไม่ต่างจากนักเรียนทุกคนในประเทศนี้ หากผมยาวผิดระเบียบก็จะถูกครูกล้อนผม ครูบางคนใช้ปัตตาเลี่ยนไถศีรษะเพื่อนของเรา เรามองว่าพฤติกรรมนี้ไม่เป็นธรรม ความอับอายที่ถูกบังคับให้ก้มหน้าไม่ได้ช่วยให้ใครเรียนดีขึ้นเลย
.
.
องค์กรนักเรียนเลว เป็นการรวมตัวของนักเรียนมัธยมปลายที่เจ็บปวดจากระบบการศึกษา พวกเราคับข้องใจจากการถูกกดขี่โดยระบอบอำนาจนิยมในโรงเรียน พวกเราทำแคมเปญหลายรูปแบบ เคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับการชุมนุมของม็อบในปี 2020
ในวันนั้นเราอายุ 15 ปี แต่รู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลัง ความกล้าหาญ และความเชื่อมั่นว่าสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ เราจะเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเรื่องทรงผม เราจะเปลี่ยน norm อันล้าหลังของสังคม เราจะเปลี่ยนสิ่งที่สืบทอดต่อกันมาหากมันเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม
ปี 2564 ตอนอายุ 16 เราถูกฟ้องคดีแรก ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการร่วมเป็นหนึ่งในตัวแทนนักเรียนขึ้นปราศรัยในการชุมนุม ‘15 ตุลาไปราชประสงค์’ โดยไม่เคยคิดว่าสุดท้ายจะต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยในปีต่อมา
ก็คงเหมือนตอนนั้น ที่ไม่มีทางรู้ว่า ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนกฎระเบียบเกี่ยวกับการไว้ผมของนักเรียน เพราะศาลเห็นว่าประกาศของคณะปฏิวัติ ปี 2515 เป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ จึงเป็นกฎที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราและเพื่อนในฐานะตัวแทนนักเรียน ‘กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท’ ได้ยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2563 ใครจะไปรู้ อีก 5 ปีต่อมาเราจะชนะ
ปังมากพี่นัท* นักเรียนเลวเลิศเลยล่ะ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เสียงของเด็กนักเรียนถูกรับฟัง เราได้ทำเต็มกำลังของเราแล้ว เราไม่เคยเสียดายเวลาในช่วงนั้นเลย
จากเรื่องผม คำถามก็ขยายไปถึงสิทธิเด็ก ความหลากหลายทางเพศ รัฐสวัสดิการ สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงสถาบันกษัตริย์ แต่ยิ่งถามมาก คดีก็ยิ่งย้อนกลับมาเหมือนคำตอบที่กดทับ
ช่วงที่เคลื่อนไหวอยู่กับนักเรียนเลว แม่โดนกดดันให้ออกจากงาน แม่เป็นเดอะแบกของบ้านมาโดยตลอด เราก็เลยมีความรู้สึกโทษตัวเองอยู่หน่อย ๆ ว่าเป็นเพราะเราหรือเปล่าที่ทำให้สถานการณ์ของบ้านมาถึงจุดนี้ เราเลยตัดสินใจออกจากบ้านมาอยู่กับเพื่อนที่เคลื่อนไหวด้วยกัน อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเป็นภาระแม่ จากนั้นจึงเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มทะลุวัง เพราะเชื่อว่าเราควรวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้
.
.
อายุ 17–18 คือช่วงที่ชีวิตแตกสลาย ไร้ความหวัง โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง เราตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน มีปัญหากับที่บ้าน ถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคามลามถึงครอบครัว เราไม่มีอนาคต ไม่เหลือใคร แม้สถานการณ์จะยากลำบาก ทว่าอุดมการณ์ที่เรายึดถือยังคงถูกโอบกอดมาโดยตลอดไม่เว้นในวันที่ต้องลี้ภัยล่องเรือข้ามแม่น้ำ
เราฉลองวันเกิดปีที่ 18 อย่างสิ้นหวังที่ประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยไซเดอร์หนึ่งกระป๋องที่ซื้อด้วยตัวเองอย่างถูกกฎหมาย บางทีชีวิตวัยผู้ใหญ่อาจเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับไซเดอร์ที่เรากับเพื่อนดื่มกันในโฮสเทลที่เราใช้หลบภัย นั่นคือของขวัญที่เรามอบให้ตัวเองตอนอายุ 18
หลังจากนั้น 1 เดือนกับอีก 1 สัปดาห์ เรากับเพื่อนก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แคนาดา เด็กบ้านจนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ไม่เคยนั่งเครื่องบินมาก่อน ต้องปรับตัวกับอากาศหนาวเย็น ผู้คนแปลกหน้า และวัฒนธรรมใหม่ ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ ช่วงแรกเราแทบทำอะไรไม่ถูก เอาแต่นอนซม ซึมเศร้าและดำดิ่งไปกับความทรงจำแย่ ๆ ในตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่เวลาค่อย ๆ เยียวยา เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก่อนจะข้ามผ่านบาดแผลของตัวเองด้วยมุมมองใหม่ ๆ เรารู้สึกขอบคุณความเจ็บปวดในช่วงเวลาเหล่านั้นที่ทำให้เราเข้มแข็ง แข็งแกร่ง เติบโตจนสามารถยืนได้ด้วยตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
เราใช้ชีวิตต่อไปด้วยความทรงจำใหม่ ๆ สะสมความทรงจำที่เป็นเรื่องราวดี ๆ เข้ามาเสมอ ชีวิตตอนนี้มั่นคงมากขึ้น แคนาดาเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน มีรัฐสวัสดิการรองรับ ทำให้เราสามารถอยู่ได้ด้วยค่าแรงขั้นต่ำ ได้เติบโตในประเทศที่เรามองเห็นอนาคตของตัวเอง
ตอนนี้เราทำงานเป็นบาริสตาในคาเฟ่ชานมไข่มุก ควบคู่กับเรียนมัธยมศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ (Adult High School) ผ่านทางออนไลน์ ตอนนี้อยู่ ม.6 ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีก 1 ปี ก็สามารถสมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้
แวนคูเวอร์เป็นเมืองที่ค่าครองชีพสูง เราต้องเรียนรู้หลายทักษะเพื่อเอาตัวรอดในประเทศที่เราตัวคนเดียวและในโลกทุนนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว ไหนจะต้องวางแผนอนาคตและการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย
ตอนนี้เป็นช่วงชีวิตที่เราเริ่มมองหาเป้าหมายใหม่ ๆ เราอาจจะย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองอื่น ๆ ของแคนาดา อยากย้ายถิ่นฐานไปเจอโลกใหม่ ๆ บ้าง
แม้จะมีวันที่เหงาบ้าง มีวันที่โฮมซิก คิดถึงอาหารไทย คิดถึงของราคาถูกที่ไทย คิดถึงครอบครัว แต่เราพยายามใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ให้เป็นเหมือนบ้านอีกหลัง ไทยเป็นบ้านหลังแรก แคนาดาเป็นบ้านหลังใหม่ที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ให้ได้ในฐานะแคนาเดี้ยนคนหนึ่ง เพราะเราก็กลับไทยไม่ได้แล้วใ่ช่มั้ยล่ะ เราจึงต้องปรับตัวให้ชินกับบ้านหลังใหม่หลังนี้ให้ได้
.
.
สามปีที่ผ่านมา เราโตขึ้นมาก จากเด็กที่เคยโดนดูถูกสารพัดว่าเป็นคนล้มเหลว ไม่รู้จักโต ไม่มีอนาคต ตอนนี้เราพิสูจน์ให้หลายคนได้มองเห็นแล้วว่าเราอยู่ได้ด้วยตัวเอง ได้ทำงานที่รัก พบเจอผู้คนที่จริงใจ มีความฝัน มีคุณค่า และใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิในทุก ๆ วัน
ถ้าจะให้ชีวิตในการเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองของเราเป็นบทเรียนไปถึงเยาวชน เราอยากให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ที่จะไม่ทิ้งความหวัง ไม่ว่าชีวิตจะตกต่ำแค่ไหนเราขอเป็นกำลังใจและขอภาวนาให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความหวังในทุก ๆ วัน ขอให้ใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิ
ช่วงเวลาในวัย 17-18 ปี ที่เราโดนคดีเกือบสิบคดีและต้องลี้ภัยมันเป็นช่วงที่ต่ำสุดของชีวิตเราเลยก็ว่าได้ เราไม่มีอนาคต ไม่มีครอบครัว ไม่มีการศึกษา ไม่มีแม้กระทั่งวันพรุ่งนี้ให้นึกถึง แต่เรายังคงเชื่อว่าชีวิตของเรายังมีวิธีไปต่อ เราสามารถทำให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้นได้ เราจึงตัดสินใจเลือกที่จะออกไปจากที่นี่ เพราะเชื่อมั่นด้วยความหวังว่าเราจะมองเห็นวันพรุ่งนี้ของตัวเอง จะมองเห็นวันที่เรามีสิทธิเสรีภาพ และจะมองเห็นวันที่เรามีชีวิตเป็นของตัวเองจริง ๆ อย่างภาคภูมิใจ
เรายังเชื่อมั่นในความหวังของประชาชน ยังไม่สิ้นหวังในตัวคนรุ่นใหม่ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครไม่อยากเห็นชีวิตของตัวเองดีขึ้นหรอก ต้องมีสักวันที่ประชาชนจะส่งเสียงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้อีกครั้ง และจะไม่มีใครหยุดยั้งเสียงของพวกเราได้ ถึงแม้วันนี้จะมีนักกิจกรรมถูกคุมขัง ยังมีคนถูกหมายเรียกหรือต้องลี้ภัย
แต่เรายังมีหวังเสมอ.
.
| เบญจมาภรณ์ นิวาส เคยเคลื่อนไหวกับกลุ่มนักเรียนเลว เคลื่อนไหวเรื่องทรงผมนักเรียน ก่อนมาทำกิจกรรมกับกลุ่มทะลุวัง และตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปประเทศแคนาดา พลอยถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองทั้งหมด 8 คดี ทุกคดีเกิดเหตุขณะอายุไม่เกิน 18 ปี ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดี กรณีทำโพลร่วมกับกลุ่มทะลุวัง หากไม่มีการนิรโทษกรรมในคดีข้อหานี้ เธอยังคงไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ |
.
* คำว่า “ปังมากพี่นัท” – เป็นมีมในโลกออนไลน์ เพื่อใช้แสดงความชื่นชมยกย่องในสิ่งที่ใครสักคนทำได้ดี ต้นกำเนิดมาจากคลิปไวรัลในทวิตเตอร์
.
ย้อนดู “Then and Now”: สารคดีสั้นว่าด้วยวันนั้นและวันนี้ของเยาวชนผู้ต้องคดีทางการเมือง
.



