Class of 2020 EP.2 ชีวิตหลังม็อบของ 3 เยาวชนรุ่น 2563
สัมภาษณ์/เรียบเรียง/ภาพถ่าย: วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์
.
ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาลหลังเข้าร่วมชุมนุมครั้งแรกเมื่อ 19 กันยายน 2563 ก่อนที่จะถูกดำเนินคดีทางการเมืองกว่า 20 คดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก วันนี้เขาเพิ่งเริ่มต้นชีวิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 แต่ยังคงต้องเดินทางไปตามนัดหมายของศาล ตั้งมั่นที่จะใช้สถานะนักศึกษาเป็นกระบอกเสียงให้เพื่อน ชาวบ้าน และสังคมไทย
หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์ชุด Class of 2020 ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นจากการสัมภาษณ์เยาวชน 3 คน ผู้เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2020 โดยถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ เสียงเล่าจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (first-person monologue) เพื่อให้ผู้อ่านได้ยินเสียงรำพึงถึงช่วงชีวิตของพวกเขาและสังคมไทยร่วมสมัย
—————————————-
.
ผมรู้สึกว่าชีวิตช่วงนั้นเหมือนอยู่ใน มหา’ลัย เหมืองแร่ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ เด็กคนหนึ่งถูกเตะออกจากระบบการศึกษา ไม่ใช่เหมือง แต่ไปบนถนน ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มทะลุฟ้า
ผมเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เรียน ป.6 ตอนนั้นอยากไปชุมนุมกับคนเสื้อแดง แต่ยังเด็กเกินไป อาจเป็นเพราะที่บ้านของผมก็ติดตามการเมืองกันเป็นปกติ แต่พวกเขามองว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ “ยังเด็กยังเล็กไม่ควรแสดงความคิดเห็น รอรับผิดชอบตัวเองให้ได้ก่อน” แต่ผมเป็นเหมือนผลไม้ที่ชิงสุกก่อนห่าม
พอขึ้นมัธยมปลาย ผมเริ่มเคลื่อนไหวในโรงเรียน เห็นความไม่เท่าเทียมเล็ก ๆ เช่น ครูใส่รองเท้าขึ้นตึกได้ แต่เด็กใส่ไม่ได้ ครูกินอาหารในห้องเรียนได้ แต่เด็กทำไม่ได้ เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้เป็นรากฐานของความไม่เท่าเทียมที่กว้างกว่าชีวิตนอกโรงเรียน การต่อต้านในตอนนั้นทำให้ผมเริ่มตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง
ในช่วงปี 2564 ผมเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างจริงจังมากขึ้น ช่วงนั้นทุกคนออกมาขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนมากมาย แต่ตอนนั้นยังมองไม่เห็นว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เหมือนเดินอยู่บนถนนที่มีหมอกพรางตา
ชีวิตช่วงนั้นเป็นเหมือนการเรียนรู้นอกห้องเรียนกับเพื่อน ๆ กลุ่มทะลุฟ้า เราเคลื่อนไหวในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพ จัดกิจกรรมในสถานที่ต่าง ๆ ไม่เคยเสียดายเวลาเลยสักนาที มันเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าและเปี่ยมความหมาย ผมได้ฝึกทักษะที่ต่อมาจะได้ใช้ในรั้วมหาวิทยาลัย การได้ทำงานร่วมกับคนอื่น การรับฟังความคิดเห็นจากคนที่ทั้งอยากคุยด้วยและอยากเมินหน้าหนี เหมือนได้ Sit In เข้ามานั่งเรียนวิชาที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย
.
.
ช่วงนั้นคือเวลาที่ได้เห็นสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เพื่อนในกลุ่มทะลุฟ้าถูกดำเนินคดีกันมาก หลายคนต้องลี้ภัย ขณะเดียวกันพลเอกประยุทธ์ยังอยู่ในอำนาจ และมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้าย พวกเราชุมนุมกันหน้ารัฐสภา ขอเสียงจากประชาชนว่าจะไว้วางใจหรือไม่ แต่วันนั้นเพื่อน 7–8 คนถูกอัยการสั่งฟ้อง ศาลไม่ให้ประกัน ผมจึงรู้ว่า อย่างน้อยที่สุด เราต้องอยู่ตรงนี้ รอเพื่อน และทำในสิ่งที่ยังพอทำได้
พอจบ ม.6 ผมเลือกหยุดเรียนไว้ชั่วคราว ช่วงนั้นใกล้เลือกตั้งปี 66 แต่ตลอดปี 65 เราวางหมุดหมายรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เราทำงานร่วมกับ iLaw ในโครงการ ‘อาสาจับตาเลือกตั้ง’ เดินทางไปหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาค เพื่อถอดรื้อให้เห็นที่มาของรัฐธรรมนูญและหน่วยงานต่าง ๆ เราผลักดันศักยภาพซึ่งกันและกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถจับตาการเลือกตั้งได้ด้วยตัวเอง
เพื่อนวัยมัธยมของผมหลายคนสนใจการเมือง หลังจากพรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง เพื่อนรุ่นน้องที่เรียน รด. ก็เลิกเรียนกันแทบทั้งหมด พวกเขาคิดว่าพรรคที่ชนะต้องได้จัดตั้งรัฐบาล และนโยบายที่โดนใจวัยรุ่นที่สุดก็คือการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ “งั้นฉันก็เลิกเรียน รด. ละกัน” แต่สุดท้ายสิ่งที่คาดไว้ก็ไม่เกิดขึ้น กลายเป็นตลกร้ายอีกเรื่องหนึ่ง
ตอนนั้นผมเองก็มีความหวังว่าหลายอย่างจะเปลี่ยนไป อย่างน้อยเพื่อนที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำก็น่าจะได้สิทธิประกันตัวออกมาต่อสู้คดี มีการเสนอแก้ไขมาตรา 112 รวบรวมรายชื่อประชาชนเข้าสภา แต่ก็พอจะเห็นแล้วว่าสังคมไทยยังไม่ได้ตื่นตัวกับประเด็นนี้มากนัก ผมเลยคิดว่า—ขอแค่สิทธิขั้นพื้นฐาน ขอแค่เพื่อนได้รับการประกันตัวก็พอ ช่วงที่พรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยได้คะแนนอันดับหนึ่งและสอง ผมยังเชื่อว่าประชาชนน่าจะมีเสรีภาพมากกว่านี้
ตลอดทั้งปี 2567 ผมจึงกลับมาเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยควบคู่ไปกับการไปตามนัดหมายของศาลในคดี 112 และอีกหลายคดี
.
.
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้เป็นหนึ่งในผู้ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับประชาชนที่รัฐสภา ซึ่งทุกคนก็คงรู้แล้วว่าจำนวนมือของผู้แทนไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดผลจริง วันนั้นผมไปพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่ใช้สิทธิพลเมืองในการแสดงออก แต่กลับถูกดำเนินคดีทางการเมือง
ผมบอกผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนั้นว่า เมื่อห้าปีก่อน ผมยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายจากกาญจนบุรี ตัดสินใจเข้าร่วมการชุมนุมครั้งแรกในชีวิต เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 หลังจากนั้นชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ไม่เคยคิดเลยว่าการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นคดีอาญามาตรา 112 ตั้งแต่ตอนที่ผมยังเรียนอยู่ ม.5
ผมบอกพวกเขาอีกว่า วันนี้ผมมีคดีทางการเมืองติดตัว 24 คดี ในจำนวนนั้นเป็นคดี 112 อยู่ 3 คดี ผมถูกมองว่าเป็นภัยความมั่นคง เป็นคนหัวรุนแรง เป็นเด็กนอกคอก ทั้งที่ความจริงแล้ว ผมเป็นเพียงเยาวชนคนหนึ่ง ที่ใช้สิทธิพลเมือง และอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง
ผมถูกประธานสภาตำหนิว่าอย่านำเรื่องส่วนตัวมาพูดในที่แห่งนั้น แต่นั่นสะท้อนทัศนคติที่ไม่มองว่า มาตรา 112 คือคดีทางการเมืองที่กระทบผู้คนจำนวนมาก การนิรโทษกรรมที่รวมถึงคดี 112 ไม่ใช่การลบล้างความผิดของคนเห็นต่าง แต่คือการฟื้นฟูกระบวนการยุติธรรม ฟื้นฟูประชาธิปไตย ให้พวกเราที่ถูกตีตราว่าผิดกลับมามีชีวิตในฐานะพลเมืองที่เท่าเทียม เพราะไม่มีสันติภาพใดเกิดขึ้นได้ หากความยุติธรรมยังเลือกข้าง
วันนั้นผมพูดในสิ่งที่ตั้งใจจะพูดจนหมด ผมเป็นเพียงหนึ่งเสียงเล็ก ๆ ในบรรดาเยาวชน 279 คนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง และยังมีอีกกว่า 20 คนที่โดนคดี 112 เรื่องของผมเป็นแค่เศษเสี้ยวเดียว ของความบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นในสังคมนี้
สี่เดือนแล้วที่ผมใช้ชีวิตที่เมืองปัตตานี เป็นนักศึกษาปีหนึ่ง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แต่ 4 เดือนมานี้ก็ต้องเดินทางขึ้นศาลที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งที่สามแล้ว ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปตามหมายนัดของศาล แม่ก็จะถามตลอดว่า “ไม่มีอะไรน่ากังวลใช่มั้ย” ทุกการนัดหมายของศาลก่อให้เกิดความกังวลของครอบครัว เขากลัวเราจะไม่ได้กลับบ้าน
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของผมคือการเรียนรู้นอกห้องเรียน และ 4 ปีต่อจากนี้ ผมกลับมาเรียนรู้ในห้องเรียนอีกครั้ง คำว่า วินัย กลายเป็นสิ่งที่ผมตระหนักมากขึ้น ต่อให้เก่งแค่ไหน แต่หากขาดวินัย ก็เป็นเพียงคนเก่งที่ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย
ผมไม่ได้แบกเพียงความฝันของตัวเอง แต่ยังรวมถึงความฝันของเพื่อนที่ยังอยู่ในเรือนจำ เพื่อนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน นั่นยิ่งทำให้ผมต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเองให้มั่นคงขึ้น เพื่อจะได้ผลักดันสังคมนี้ต่อไป การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ก็เริ่มจากการทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น มีความรู้มากขึ้น เพื่อออกไปบอกกับผู้คนว่า ภาพฝันของประเทศที่เราอยากเห็นนั้นเป็นเช่นไร
.
.
การอยู่ในห้องเรียนไม่ใช่เรื่องสนุกของคนต่อต้านระบบ บางทีเราอาจจะต้องอดทนอดกลั้นฟังในสิ่งที่ไม่อยากฟัง ฟังความคิดที่เราไม่ได้อยากรู้ด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นว่า หลักของเราต้องมั่นคงแค่ไหน อะไรที่รับได้ก็เปิดใจรับ อะไรที่รับไม่ได้ก็ต้องกล้าทักท้วง ว่ามันควรดำรงอยู่ต่อไปจริงหรือเปล่า
สิ่งที่เราทำมาแล้วก็คือสิ่งที่ทำได้ในเวลานั้น ตอนนี้จึงอยากกลับมาเติมความรู้ให้ตัวเอง เพราะเมื่อถึงวันที่เราเติบโตพอ เราจะได้นำความรู้และความคิดนั้นไปสู้กับผู้มีอำนาจ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทำให้ผมย้อนกลับมาทบทวนว่า หากเวลาผ่านไป เราจะยืนอยู่ตรงไหน จะทำอะไรให้กับขบวนการ เพื่อเพื่อน ๆ ที่ยังต่อสู้เรียกร้อง และเพื่อคนรุ่นใหม่ ผมรู้สึกว่าหน้าที่ของตัวเองคือการต้องเติบโตขึ้น และถ้ามีคนแบบเรามายืนอยู่ในจุดเดียวกัน เราก็จะต้องหาวิธีซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน เพื่อให้ขบวนการนี้แข็งแรงกว่าเดิม
ความสุขเล็ก ๆ ของชีวิตนักศึกษา อาจเป็นการได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองคล้ายกัน การได้ออกมาเป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องประชาชน และอีกอย่างที่ผมอยากทำควบคู่กันไป คือการเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้าน เพราะเมื่อเราเป็นนักศึกษา เรามีสถานะที่สังคมมองเห็นและรับฟังได้มากขึ้น เราจึงควรรับใช้ประชาชน
ในอีก 4 ปีนี้ ผมอยากทำงานเพื่อสังคมต่อไป แม้มันอาจไม่ได้ออกมาในรูปแบบการจับไมค์ปราศรัยหรือปิดถนนเหมือนเมื่อก่อนก็ตาม.
.
| ธนพัฒน์ กาเพ็ง สมาชิกทะลุฟ้า ขณะนี้ศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกรวมถึง 24 คดี สิ้นสุดไปแล้ว 11 คดี เกือบทั้งหมดเป็นคดีอายุเกิน 18 ปีแล้ว แต่มีคดีมาตรา 112 ที่นราธิวาส ขณะเกิดเหตุยังเป็นเยาวชน ในจำนวนคดีทั้งหมด เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 3 คดี ล่าสุดยังถูกจับกุมไปดำเนินคดีมาตรา 116 ที่จังหวัดตรัง จากกรณีกลุ่มปกป้องสถาบันฯ ไปกล่าวหากรณีโพสต์รูปนักเรียนถือป้าย ‘ชาติ ศาสนา ประชาชน’ เดินพาเหรด ในเพจ “ทะลุฟ้า” |
.
ย้อนดู “Then and Now”: สารคดีสั้นว่าด้วยวันนั้นและวันนี้ของเยาวชนผู้ต้องคดีทางการเมือง
และอ่าน Class of 2020 EP.1 เบญจมาภรณ์ นิวาส : จากแวนคูเวอร์ ถึงกรุงเทพฯ
.



