พรุ่งนี้ (14 ส.ค. 2568) “ทนายแชมป์” ฉัตรชัย แก้วคำปอด และ “ออฟ” วิศรุต สวัสดิ์วร สมาชิกพรรคประชาชน จ.อุบลราชธานี มีนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ทั้งสองถูกฟ้องจากเหตุชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลหลักเมืองอุบลฯ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563
ทนายแชมป์และออฟถูกฟ้องในข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2)(3) และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) โดยการชุมนุมครั้งนั้นเกิดขึ้นจากประชาชนใน จ.อุบลราชธานี ต้องการชุมนุมเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอก และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ภายหลังการชุมนุม สภ.เมืองอุบลฯ ได้ดำเนินคดีแชมป์และออฟใน 2 ข้อกล่าวหาข้างต้น โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดการชุมนุมและพิธีกรบนเวทีตามลำดับ รวมทั้งดำเนินคดี “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าวด้วย

ในชั้นศาล การสืบพยานใช้เวลาทั้งสิ้น 8 วัน ตั้งแต่วันที่ 13-16 และ 20-23 พ.ค. 2568 โดยสืบพยานโจทก์รวม 11 ปาก ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับแจ้งเหตุ, ตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดอุบลฯ, เจ้าหน้าที่ กอ.รมน., พนักงานสอบสวน, ประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ และนักวิชาการ สำหรับฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 2 ปาก คือ จำเลยทั้งสองที่อ้างตัวเป็นพยาน
โจทก์สืบพยานในทำนองกล่าวหาฉัตรชัยและวิศรุต โดยอ้างว่า การปราศรัยในการชุมนุมวันที่ 22 ส.ค. 2563 ซึ่งฉัตรชัยเป็นผู้จัดการชุมนุม และวิศรุตเป็นพิธีกรนั้น มีเนื้อหาไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้ละเมิดกฎหมาย มีการเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 เพื่อให้พระมหากษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และกล่าวถึงข้อเสนอ 10 ข้อเพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนจำเลยทั้งสองมีข้อต่อสู้ว่า ได้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ชุมนุมภายในเวลาที่กำหนด และเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่มีการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย หรือเชิญชวนประชาชนให้กระทำผิดกฎหมาย โดยฉัตรชัยยืนยันว่า ตนเป็นเพียงผู้จัดการชุมนุมและประสานงาน ส่วนวิศรุตบอกว่า เป็นเพียงผู้แนะนำคนขึ้นเวทีเท่านั้น ซึ่งผู้จัดและผู้ปราศรัยควรมีความรับผิดชอบในส่วนของตนเอง ไม่เกี่ยวข้องกัน
โดยภาพรวมนอกจากเหตุผลการต่อสู้คดีที่จำเลยหยิบยกมาข้างต้น มีข้อสังเกตว่า แม้แต่พยานโจทก์หลายคนรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีความรุนแรง และไม่มีเนื้อหาเชิญชวนประชาชนให้กระทำผิดกฎหมาย
หลังสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 14 ส.ค. 2568 โดยระบุเหตุผลที่นัดนานเนื่องจากมีคดีต้องทำคำพิพากษาหลายเรื่อง และต้องส่งสำนวนพร้อมร่างคำพิพากษาไปให้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 เพื่อตรวจสอบก่อนการอ่านคำพิพากษา
ทั้งนี้ ในส่วนคดีมาตรา 112 ของปิยรัฐและพริษฐ์จากการปราศรัยในวันชุมนุมครั้งเดียวกัน และถูกนำมาอ้างในการดำเนินคดีฉัตรชัยและวิศรุตนั้น ปัจจุบันคดีของปิยรัฐยังอยู่ระหว่างการสืบพยาน ยังไม่มีคำพิพากษา ส่วนคดีของพริษฐ์ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว
.
ย้อนไปเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2563 รุ่งโรจน์ เที่ยงนิล พนักงานอัยการจังหวัดอุบลฯ ยื่นฟ้องแชมป์และออฟต่อศาลมีเนื้อหาโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เพื่อการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต และจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวยังได้ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา ด้วยการร่วมกันประกาศแก่ประชาชนทั่วไป โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์โพสต์ส่งข้อมูลในเฟซบุ๊กเพจ คณะอุบลปลดแอก สื่อความหมายว่า จะมีการชุมนุมสาธารณะขึ้นที่บริเวณลานศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการชุมนุมดังกล่าว และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินรายการบนเวที พร้อมกับแจ้งว่ามีการเชิญให้นายพริษฐ์และนายปิยรัฐมาปราศรัยในวันดังกล่าว
หลังจากที่จำเลยทั้งสองกับพวกประกาศแจ้งข่าวดังกล่าวได้มีประชาชนประมาณ 200 คน ร่วมกันไปชุมนุมฟังปราศรัย จำเลยทั้งสองกับพวกยังได้ถ่ายทอดการปราศรัยทางเฟซบุ๊กเพจคณะอุบลปลดแอก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับฟัง ซึ่งเป็นคำพูดปราศรัยในลักษณะที่ไม่บังควรต่อสถาบันกษัตริย์ อันเป็นการชุมนุมและคำปราศรัยที่ยุยงปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนที่ได้ทราบคำปราศรัยดังกล่าว ถึงขนาดที่ประชาชนฝ่ายที่เห็นด้วยกับจำเลยทั้งสองกับพวก และประชาชนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับจำเลยทั้งสองกับพวกจะก่อความไม่สงบและก่อความวุ่นวายขึ้นในราชอาณาจักร
อ่านข้อมูลคดีเพิ่มเติม: คดี 112,116 พริษฐ์-ปิยรัฐ ชุมนุมอุบลฯ 22 สิงหา อีก 2 คน ถูกฟ้อง 116
.
ตำรวจรับแจ้งการชุมนุมระบุ คำปราศรัยของโตโต้-เพนกวิน ยุยงปลุกปั่น แต่รับ รายงานการสืบสวน ชี้ ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ทั้งไม่แน่ใจว่าจำเลยถูกฟ้องข้อหาใด
พ.ต.ท.หญิงสุขรดา กองแก้ว ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอุบลฯ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2563 เวลา 12.50 น. ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรมีฉัตรชัย แก้วคำปอด มายื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมในที่สาธารณะ บริเวณลานศาลหลักเมืองหรือทุ่งศรีเมือง ในวันที่ 22 ส.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.- 22.00 น. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนชาวอุบลราชธานีที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และหยุดคุกคามประชาชน พยานจึงลงบันทึกประจำวันรับแจ้งความไว้
วันที่ 22 ส.ค. 2563 พยานไม่ได้รับมอบหมายลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ แต่ทราบว่ามีการชุมนุมปราศรัยจริง นอกจากนี้พยานไม่เคยเข้าไปดูเพจคณะอุบลปลดแอก และไม่เคยเข้าไปดูและอ่านคำปราศรัยของปิยรัฐและพริษฐ์ในวันเกิดเหตุ
กระทั่งวันที่ 20 ต.ค. 2563 พยานจึงได้ไปให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนนำบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของปิยรัฐและพริษฐ์มาให้อ่าน พยานอ่านแล้วให้การว่า เข้าใจและรู้สึกว่าการปราศรัยดังกล่าวมุ่งโจมตีและใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยอย่างชัดเจน โดยใช้ถ้อยคำจาบจ้วงรุนแรงเพื่อให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหาย เป็นการยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนทั่วไปล่วงละเมิดพระราชอำนาจและกฎหมายแผ่นดิน หากปล่อยให้มีการพูดจาใส่ร้ายต่อไปอาจจะเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองได้

ตอบจำเลยที่ 1 ถามค้าน ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมในที่สาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ซึ่งบัญญัติว่าผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ให้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง โดยท้าย พ.ร.บ.ดังกล่าวระบุว่า ทั้งนี้เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะและไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
นอกจากนี้ ก่อนที่จะมีการชุมนุมสาธารณะทุกครั้ง จำเลยทั้งสองจะมีหนังสือแจ้งการชุมนุมต่อเจ้าพนักงาน ตามรายงานการสืบสวนข้อ 5.1 ก็ระบุว่า การปราศรัยของแกนนำกลุ่มมีเนื้อหาไปในทำนองเดียวกันว่า วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมในวันเกิดเหตุก็เพื่อแสดงออกถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษา ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน เนื้อหาการปราศรัยไม่เข้าข่ายละเมิดสถาบันกษัตริย์หรือผิดกฎหมาย โดยมีนักเรียน นักศึกษา สลับเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยก่อนยุติการชุมนุม
ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่พยานให้การว่า “ข้าฯ เข้าใจและมีความรู้สึกว่า การปราศรัยดังกล่าวมุ่งโจมตีและใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยอย่างชัดเจน…” นั้น พยานให้การตามความรู้สึกโดยไม่ได้ระบุเหตุผลว่า เข้าใจคำปราศรัยดังกล่าวว่าอย่างไร
เกี่ยวกับคำปราศรัยของปิยรัฐและพริษฐ์ พยานทราบว่า มีการตรา พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560, พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 จริง
ตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานที่มีเครื่องหมายคำพูดเปิดและเครื่องหมายคำพูดปิดนั้น เป็นข้อความที่พนักงานสอบสวนพิมพ์ไว้ก่อนแล้วและให้พยานอ่าน ไม่ใช่คำให้การของพยาน และที่มาเป็นพยานในคดีนี้ พยานไม่แน่ใจว่าจำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อหาใด
.
ตำรวจสืบสวนผู้กล่าวหายืนยัน จำเลยทำตามกฎหมายและดำเนินการชุมนุมภายในกรอบเวลาที่แจ้งไว้ อีกทั้งคนจัดการชุมนุมไม่เกี่ยวกับคนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในการชุมนุมนั้น ๆ
พ.ต.ท.อดิศักดิ์ ไชยสัตย์ ผู้กล่าวหา ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองอุบลฯ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2563 ฉัตรชัย แก้วคำปอด ได้ยื่นหนังสือขออนุญาตชุมนุมสาธารณะชื่อ “เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง” ที่บริเวณข้างศาลหลักเมืองทุ่งศรีเมือง ในวันที่ 22 ส.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 20.00 น.
พยานได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านจราจรบริเวณที่ชุมนุม วันเกิดเหตุพยานและพวก 4-5 คน ไปถึงที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 16.00 น.เศษ พยานเห็นจำเลยที่ 1 เดินอยู่บริเวณที่ชุมนุม ด้านล่างเวที คาดว่าจำเลยที่ 1 น่าจะเป็นผู้จัดแจงเวทีปราศรัย เวลา 17.00 น. มีนักเรียนปราศรัยเรื่องการศึกษาและสิทธิเด็ก
เวลา 18.00 น. มีผู้ร่วมชุมนุมฟังการปราศรัยประมาณ 200 คน วิศรุต จำเลยที่ 2 ขึ้นไปบนเวที เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมร้องเพลงชาติ จากนั้นมีการชูสามนิ้ว ต่อมา ประมาณ 18.30 น. วิศรุตได้เชิญพริษฐ์ ปิยรัฐ และอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลฯ ขึ้นปราศรัยตามลำดับ โดยพริษฐ์และปิยรัฐปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จนถึงเวลา 20.00 น. วิศรุตจึงกล่าวปิดการปราศรัย ระหว่างการปราศรัยมีการถ่ายทอดสดผ่านเพจเฟซบุ๊ก คณะอุบลปลดแอก ซึ่งมีการโพสต์แจ้งก่อนการชุมนุมว่า พริษฐ์และปิยรัฐจะมาปราศรัยในวันเกิดเหตุ ทั้งนี้ การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

หลังเกิดเหตุพยานและพวกได้จัดทำรายงานการสืบสวน และเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2563 พยานได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสอง พริษฐ์ และปิยรัฐ โดยกล่าวโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า เป็นคนจัดให้มีการชุมนุมปราศรัย กล่าวโทษพริษฐ์และปิยรัฐว่า กล่าวถ้อยคำปราศรัยที่ไม่บังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยก่อนให้การพนักงานสอบสวนนำบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของปิยรัฐและพริษฐ์มาให้อ่าน พยานอ่านพร้อมทั้งดูคลิปแล้วให้การว่า คำปราศรัยของทั้งสองมีลักษณะไม่บังควร จาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
พยานไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กับจำเลยทั้งสอง แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมาย
ตอบจำเลยที่ 1 ถามค้าน ในช่วงเกิดเหตุปี 2563 – 2564 มีการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดอุบลฯ หลายครั้ง โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการชุมนุม อันเป็นการแสดงออกทางการเมืองโดยสงบปราศจากอาวุธ รวมถึงการชุมนุมในวันเกิดเหตุ ซึ่งหลังการชุมนุมไม่ปรากฏเหตุวุ่นวาย หรือความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองแต่อย่างใด
ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ โดยแจ้งการชุมนุมล่วงหน้าก่อนการชุมนุม 24 ชั่วโมง บุคคลที่จะเข้าร่วมชุมนุมจะมีตำรวจตรวจค้นตัวว่า พกพาอาวุธหรือวัตถุระเบิดหรือไม่ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่เทศบาลยังมีการจัดเจลแอลกอฮอล์มาให้ผู้ร่วมชุมนุมด้วย
คำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐไม่มีลักษณะเชิญชวนให้ประชาชนทำผิดกฎหมาย ขณะปราศรัยไม่มีเหตุวุ่นวาย และหลังปราศรัยก็ไม่มีการก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
คนจัดให้มีการชุมนุมไม่เกี่ยวกับคนที่แสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองในการชุมนุมนั้น ๆ พยานเองก็เคยแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 112 กับนักศึกษาที่ถือกรอบรูปในที่ชุมนุม โดยไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้จัดการชุมนุมครั้งนั้นแต่อย่างใด
พยานทราบว่าพริษฐ์และปิยรัฐจะมาปราศรัยในวันเกิดเหตุจากเพจ คณะอุบลปลดแอก เท่านั้น ซึ่งพยานไม่ได้ตรวจสอบว่า ใครเป็นแอดมินผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว และจากการตรวจสอบของ บก.ปอท. ก็ไม่พบร่องรอยของเจ้าของเพจดังกล่าว
พยานยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามกฏหมาย คือ แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า ชุมนุมภายในระยะเวลาที่แจ้งไว้ ในวันเกิดเหตุไม่มีความวุ่นวาย หรือเหตุการณ์ทำร้ายเจ้าหน้าที่เกิดขึ้น ไม่มีการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด
ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน พยานไม่ทราบว่า ในปี 2561 มีการโอนย้ายกำลังพลสังกัดกองทัพบกไปสังกัดราชการส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่ ทราบเพียงว่ามีการตรา พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบกฯ พ.ศ. 2562 แต่ไม่ทราบว่า มีการตรา พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในปี 2560 และ 2561 ก่อนและหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองมีการจัดชุมนุมปราศรัยโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีการปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด
ในวันเกิดเหตุไม่ได้มีการปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เพียงเรื่องเดียว มีการปราศรัยในเรื่องอื่นด้วย เช่น การศึกษา สิทธิการแต่งกายของนักเรียนนักศึกษา รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภา
ตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน พยานไม่มั่นใจว่าจําเลยทั้งสองเป็นแอดมินเฟซบุ๊กเพจ คณะอุบลปลดแอก
การตรากฎหมายในประเทศไทยจะต้องให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองกฎหมาย รวมถึงคําสั่งของคณะรัฐประหารที่นิรโทษกรรมให้กับตนเองก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน
พยานไม่ได้ตรวจสอบว่า ถ้อยคําปราศรัยในวันเกิดเหตุของพริษฐ์และปิยรัฐจะปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของจําเลยทั้งสองหรือไม่
พยานไม่ทราบว่า รัฐธรรมนูญฉบับก่อนฉบับปัจจุบัน ห้ามราษฎรฟ้องพระมหากษัตริย์หรือไม่ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติห้ามไว้ในมาตรา 6 ไม่ให้ราษฎรฟ้องพระมหากษัตริย์
ทนายจําเลยที่ 2 ถามพยานว่า ในทางวิชาการพระมหากษัตริย์สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่ พยานตอบว่าน่าจะได้
ในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้ตั้งใจฟังคําปราศรัยของนายพริษฐ์ เนื่องจากต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย ต่อมา ในวันที่ให้การต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพยานได้อ่านคําปราศรัยของพริษฐ์โดยละเอียดแล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวมีลักษณะด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์
ถ้อยคําปราศรัยว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงพระปรมาภิไธยแล้วการรัฐประหารจะสําเร็จลุล่วงได้อย่างไร หากเป็นการติชมโดยสุจริตในทางวิชาการแล้ว พยานเห็นว่าสามารถทําได้ ในทางวิชาการก็สามารถพูดเกี่ยวกับเรื่องการโอนกําลังพลของกรมทหารราบที่ 1 และที่ 11 ได้
พยานไม่ทราบว่า สถาบันกษัตริย์ได้รับเงินงบประมาณอุดหนุนจากภาษีของประชาชน
วิศรุตไม่ได้กล่าวปิดปราศรัยชักชวนให้ผู้ใดไปกระทําความผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ไม่ได้ระบุว่าผู้จัดการปราศรัยจะต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานทราบถึงเรื่องว่าผู้ใดจะปราศรัยและเรื่องที่จะปราศรัย
พยานเข้าใจเอาเองว่า จําเลยที่ 1 เป็นคนจัดคิวการขึ้นปราศรัย
.
คณะพนักงานสอบสวนยืนยัน คำปราศรัยไม่เชิญชวนประชาชนกระทำผิด
พ.ต.ท.ปราโมทย์ ชื่นตา ขณะเกิดเหตุเป็นรองผู้กำกับ (สอบสวน) สภ.เมืองอุบลฯ เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ฉัตรชัยและวิศรุตในข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ต.อ.อุทัย ปุชิน เบิกความในฐานะคณะพนักงานสอบสวนในทำนองเดียวกันว่า คณะพนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ควรสั่งฟ้องจำเลยที่ 1 ตามข้อหาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่สั่งไม่ฟ้องวิศรุต ต่อมา พนักงานอัยการจังหวัดอุบลฯ มีคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่วิศรุตในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
พ.ต.ท.ปราโมทย์ ตอบจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อเจ้าหน้าที่ก่อนการชุมนุมแล้ว วันเกิดเหตุพยานได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะเจรจาต่อรองเพื่อป้องกันเหตุร้าย โดยพยานไม่ได้รับแจ้งว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองเคยแจ้งการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งก็เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เป็นการเรียกร้องและแสดงออกทางการเมือง ไม่มีลักษณะยุยง หรือปลุกปั่น ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
ถ้อยคำปราศรัยในวันเกิดเหตุของพริษฐ์และปิยรัฐไม่มีข้อความยุยงหรือเชิญชวนให้ผู้ชุมนุมไปกระทำความผิดกฎหมาย
และตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า คณะพนักงานสอบสวนทุกคนเห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกันว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด แต่ในการพิจารณาไม่มีการนำคลิปภาพและเสียงการปราศรัยในวันเกิดเหตุมาตรวจสอบ แต่มีการตรวจสอบเฉพาะข้อความถอดเทปคำปราศรัยเท่านั้น
.
ตำรวจสืบสวนยืนยัน จำเลยจัดชุมนุมสงบ ไร้อาวุธ-ไม่ยุยงให้ประชาชนทำผิดกฎหมาย
จ.ส.ต.พงษ์ดนัย บัววัดยืนยง เบิกความว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2563 พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปสืบสวนหาข่าว โดยให้ปฏิบัติหน้าที่บันทึกภาพและเสียงในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งนัดชุมนุมในวันถัดมา โดยวันชุมนุมพยานไปถึงที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 15.30 น. ได้รับมอบหมายให้เฝ้าดูรายชื่อเป้าหมายรวมถึงภาพถ่ายและบันทึกวีดีโอ
เวลา 16.00 น. มีการจัดโต๊ะและกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มทยอยมาลงทะเบียนและรับริบบิ้นสีขาวที่บริเวณทางเข้าการจัดกิจกรรม โดยมีฉัตรชัยและวิศรุตคอยดูแลความเรียบร้อยของการจัดกิจกรรม มีคนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยในเรื่องต่าง ๆ เช่น กล่าวถึงวันเฉลิม นักสู้ประชาธิปไตย ถูกอุ้มหายไปในประเทศกัมพูชา การแก้ไขรัฐธรรมนูญโจร พระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ในการชุมนุมดังกล่าว ฉัตรชัยเป็นผู้ดูแลสถานที่ ไม่ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ส่วนวิศรุตเป็นพิธีกร เหตุการณ์เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยจนเสร็จสิ้นการชุมนุม
พยานเป็นผู้ถอดเทปคำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐในวันเกิดเหตุ ต่อมา วันที่ 26 ส.ค. 2563 พยานได้ไปให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวน โดยให้การว่า เห็นว่า มีการกล่าวคำพูดปราศรัยในลักษณะที่ไม่บังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดิน โดยมีเจตนาที่จะใส่ความเพื่อให้รัชกาลที่ 10 และสถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ
ตอบจำเลยที่ 1 ถามค้าน ก่อนเกิดเหตุตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 และหลังเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดอุบลฯ มาโดยตลอด เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ
คำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐในวันเกิดเหตุเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของบุคคลทั้งสองเอง ซึ่งไม่มีลักษณะเชิญชวนผู้เข้าร่วมชุมนุมให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือให้กระทำความผิดกฎหมายใด ๆ และเมื่อปราศรัยเสร็จผู้เข้าร่วมชุมนุมต่างพากันกลับบ้านด้วยความสงบ ไม่ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมถูกจับกุมดำเนินคดี
.
จ.ส.ต.ชิดชัย อ่อนแช่ม เบิกความว่า ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนหาข่าวป้องกันการก่อเหตุความรุนแรงและรักษาความปลอดภัยบริเวณทุ่งศรีเมืองและศาลหลักเมืองในวันเกิดเหตุ เนื่องจากจะมีการชุมนุมปราศรัย
เมื่อพยานไปถึงที่เกิดเหตุโดยแต่งกายนอกเครื่องแบบ พบว่า เวลา 16.00 น. ฉัตรชัยและวิศรุตมาจัดการเวทีปราศรัย ตลอดการชุมนุมฉัตรชัยอยู่ข้างเวที ไม่ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ส่วนวิศรุตทำหน้าที่เป็นพิธีกรและกล่าวเปิดงาน
ตอบจำเลยที่ 1 ถามค้าน ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 และภายหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองก็มีการจัดให้มีการชุมนุมปราศรัยในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี มาโดยตลอด ซึ่งเป็นการชุมนุมปราศรัยโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และไม่มีการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
การปราศรัยในวันดังกล่าว ซึ่งนอกจากพริษฐ์และปิยรัฐก็มีนักเรียนนักศึกษาขึ้นปราศรัยด้วยนั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเฉพาะของแต่ละคน ถ้อยคำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐก็ไม่ได้มีข้อความเชิญชวนให้ประชาชนก่อความวุ่นวายแต่อย่างใด ไม่มีข้อความที่ให้แก้ไขกฎหมายโดยใช้กำลังประทุษร้าย และไม่มีข้อความที่เชิญชวนให้ผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายใด ๆ
ตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน ตามรายงานสืบสวนที่พยานจัดทำ ไม่มีความเห็นปรากฏในรายงานว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดกฎหมายใด
.
จ.ส.ต.ชนะ ชินภาชน์ เบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้บังคับบัญชาได้สั่งการด้วยวาจาให้พยานกับพวกไปสังเกตการณ์การชุมนุม พยานกับพวกจึงแบ่งหน้าที่กันประจำแต่ละจุด เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของแกนนำชุมนุม จนถึงเวลาประมาณ 16.30 น. จะมีนักเรียน นักศึกษา ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นไปปราศรัยบนเวที จนถึงเวลา 18.00 น. มีการยืนเคารพธงชาติและแสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว ต่อมามีการปราศรัยเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในขณะนั้น การเปลี่ยนแปลงแก้ไขสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 6 และแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จำเลยที่ 1 ไมได้ขึ้นเวทีปราศรัยด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นคนพูดให้ประชาชนเข้าร่วมฟังคำปราศรัย และแนะนำเกี่ยวกับหัวข้อปราศรัย โดยการปราศรัยเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
ตอบจำเลยที่ 1 ถามค้าน พยานทราบว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมทางการเมืองเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุจนถึงปี 2564 จำเลยทั้งสองมีการจัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งการชุมนุมนั้นก็เป็นไปด้วยความสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ และก่อนการชุมนุมทุกครั้งก็มีการแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบตามกฎหมาย
ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองไม่ได้ขึ้นปราศรัย แต่มีบุคคลหลายคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ต่างก็แสดงความคิดเห็นของตัวเอง และไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ผู้ชุมนุมก็ฟังด้วยความสงบ คำปราศรัยของผู้ปราศรัยก็ไม่มีลักษณะชักชวนไปก่อเหตุหรือกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด
.
ดนัย บุญสุข อาสาสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้รับคำสั่งให้ไปจัดการจราจรบริเวณศาลหลักเมือง เนื่องจากจะมีกิจกรรมถนนคนเดินซึ่งจัดทุกสัปดาห์ และมีการจัดชุมนุมทางการเมืองด้วย
เวลา 19.00 น. เมื่อพยานเสร็จภารกิจจึงเดินไปตรงบริเวณเวที เห็นการปราศรัยมีลักษณะดูหมิ่น จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องกษัตริย์มีอำนาจอะไร ทำไมถึงวิจารณ์ไม่ได้ และกษัตริย์ไม่มีเลือดสีน้ำเงิน เมื่อได้ยินคำปราศรัยเช่นนั้นแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ จึงเดินออกไปบริเวณอื่นเพื่อปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยต่อไป ในระหว่างที่มีการพูดปราศรัยบนเวที เหตุการณ์เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
ก่อนเบิกความตอบจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ถ้อยคำปราศรัยในวันนั้นไม่มีลักษณะชักชวนให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมไปทำอะไรที่ผิดกฎหมาย คำว่า กษัตริย์เลือดสีน้ำเงิน พยานก็ไม่เข้าใจความหมาย ขณะที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 ว่า ในวันเกิดเหตุผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่มีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง หลังการชุมนุมก็ไม่พบการก่อความไม่สงบ
.
กอ.รมน.เบิกความ ชุมนุมเสร็จสิ้นโดยสงบ ไร้เหตุวุ่นวาย – จำเลยไม่เคยจัดการชุมนุมที่ปราศรัยพาดพิงกษัตริย์
จ.ส.อ.อภิชาติ ผิวผ่อง ผู้บังคับหมู่เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 60 มม. กองพันทหารราบที่ 3 ขณะเกิดเหตุช่วยราชการที่ กอ.รมน.จ.อุบลฯ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ งานฝ่ายการข่าว เบิกความว่า วันเกิดเหตุตนพร้อมพวก 4-5 นาย เดินทางถึงลานทุ่งศรีเมือง เวลา 15.30 น. โดยได้รับมอบหมายด้วยวาจาจากผู้บังคับบัญชาให้สังเกตการณ์ โดยบันทึกภาพและเสียง
เมื่อไปถึงพยานเห็นจำเลยที่ 1 เดินอยู่บริเวณศาลหลักเมือง เข้าไปพูดคุยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้ามาร่วมชุมนุม และช่วง 16.00 น. จำเลยที่ 2 ยืนพูดปราศรัยบนเวทีชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุม จากนั้นประมาณ 18.20 น. จำเลยที่ 2 ได้กล่าวเชิญพริษฐ์ให้ขึ้นปราศรัย พยานจำได้ว่ามีข้อความที่ไม่บังควรต่อสถาบันกษัตริย์ และสถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
หลังพริษฐ์ปราศรัยจบ จำเลยที่ 2 ได้ยื่นไมโครโฟนให้โตโต้ปราศรัยต่อ เนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ระหว่างการปราศรัยไม่มีฝ่ายต่อต้านเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุม เหตุการณ์เป็นไปด้วยความปกติ

ต่อมา วันที่ 25 ก.ย. 2563 พยานได้ไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน โดยให้การว่า คำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐมีลักษณะไม่บังควร จาบจ้วงต่อสถาบันฯ เป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดิน โดยมีเจตนาที่จะใส่ความเพื่อให้รัชกาลที่ 10 และสถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสียชื่อเสียง
พยานยังให้การอีกว่า ฉัตรชัยเคยจัดการชุมนุมปราศรัยเกี่ยวกับการเมืองมาแล้วหลายครั้ง ทุกครั้งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันพูดโจมตีเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาล การรัฐประหาร ความชอบธรรมของรัฐบาล และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยมีการพูดปราศรัยพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากการพูดปราศรัยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563
ตอบจำเลยที่ 1 ถามค้าน ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองมีการจัดกิจกรรมการชุมนุมทางการเมืองมาโดยตลอด เหตุการณ์เป็นไปด้วยความสงบและปราศจากอาวุธ และไม่มีความรุนแรง เป็นการจัดการชุมนุมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ไม่เคยเชิญชวนให้ประชาชนที่ร่วมการชุมนุมกระทำผิดกฎหมาย ที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมชูสัญลักษณ์ 3 นิ้วขณะร้องเพลงชาตินั้น พยานไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร ทั้งเหตุการณ์ชุมนุมในวันเกิดเหตุเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
เนื้อหาคำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐเป็นการแสดงความคิดเห็นของทั้งสองเอง ซึ่งไม่มีลักษณะเชิญชวนให้ผู้ร่วมชุมนุมเปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือก่อความไม่สงบวุ่นวาย หรือทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ตอบทนายจำเลที่ 2 ถามค้าน หลังเกิดเหตุพยานได้ไปให้ต่อพนักงานสอบสวนตามที่พนักงานสอบสวนแจ้งผ่านผู้บังคับบัญชามา โดยไม่มีหมายเรียกแต่อย่างใด ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่พยานให้การว่า “จากการฟังคำปราศรัยของพริษฐ์…พระมหากษัตริย์ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติ” นั้น ข้อความดังกล่าวพนักงานสอบสวนพิมพ์ข้อความไว้ก่อนแล้ว จากนั้นจึงให้พยานอ่านและลงลายมือชื่อ
ขณะที่ ธนพงศ์ ศรีแก่นโพธิ์ ประชาชน เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานขายข้าวไข่เจียวอยู่บริเวณตลาดนัดถนนคนเดินทุ่งศรีเมือง บริเวณที่ตั้งร้านได้ยินเสียงผู้ชุมนุมชัดเจน จากนั้นได้ไปยืนดูการปราศรัยโดยห่างจากเวทีเกิน 20 เมตร โดยประมาณ พบเห็นการปราศรัยที่มีการพูดถึงพระมหากษัตริย์ พูดไม่ดีเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เมื่อฟังจบจึงกลับไปขายของต่อ โดยในที่เกิดเหตุไม่มีบุคคลที่ไม่เห็นด้วย และเหตุการณ์ชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ หลังรู้สึกไม่สบายใจต่อคำปราศรัยหลังเกิดเหตุจึงไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนในวันเกิดเหตุฉัตรชัยและวิศรุตจะอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่พยานไม่ทราบ เนื่องจากไม่สนใจ
.
นักกฎหมายชี้แจงการชุมนุมและการกล่าวปราศรัย ความผิดแยกกันตัดสิน
ชาญชัย พีระภาณุรักษ์ ขณะเกิดเหตุเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานีตำแหน่งรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้ไปฟังการปราศรัย แต่หลังเกิดเหตุได้รับการติดต่อจาก พ.ต.ท.ปราโมทย์ ชื่นตา ให้ไปให้ความเห็นทางกฎหมาย โดย พ.ต.ท.ปราโมทย์ ได้นำข้อความที่ถอดเทปคำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐมาให้อ่าน พยานอ่านโดยละเอียดแล้วมีความเห็นว่า น่าจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2) แม้จะพูดให้ประชาชนรู้สึกกระด้างกระเดื่อง แต่ไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และมีความเห็นว่า ตามหลักรัฐธรรมนูญควรได้รับโทษเฉพาะตัว หมายถึงเฉพาะคนที่พูดเท่านั้นที่จะมีความผิด
ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน หากการชุมนุมจัดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก็ไม่เป็นความผิด ส่วนการปราศรัยนั้นจะชอบด้วยกฎหมายด้วยหรือไม่ อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และการรับผิดทางอาญาก็แยกส่วนกัน
.
ฉัตรชัยระบุเป็นเพียงผู้จัดชุมนุม – วิศรุตเป็นคนแนะนำบุคคลขึ้นปราศรัย เพื่อให้รัฐบาลฟังความคิดเห็นเยาวชนในอุบลฯ
ฉัตรชัย แก้วคำปอด จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานให้ตนเองว่า ตนประกอบอาชีพทนายความมาได้ 12 ปีแล้ว และเป็นอดีตผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งปี 2562
พยานมีความสนใจทางด้านการเมืองมาตั้งแต่เด็ก การที่ พล.อ.ประยุทธ์ รัฐประหารปี 2557 ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พยานเห็นว่า เป็นวิถีทางที่ไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็นกบฏ และพยานเชื่อว่า บุคคลทุกคนเท่าเทียมกัน
พยานเคยจัดชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง ก่อนจัดทุกครั้ง พยานและตำรวจชุดสืบสวน สภ.เดชอุดม, สภ.เมืองอุบลราชธานี สันติบาล และเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.อุบลฯ จะนัดประชุมและรับประทานกาแฟร่วมกัน โดยพยานจะให้ข้อมูลการจัดกิจกรรมทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในการชุมนุม

พยานรู้จักจำเลยที่ 2 จากกิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่อุบลฯ ซึ่งพยานเป็นผู้จัด และจำเลยที่ 2 เข้าร่วมด้วย หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 ก็จัดการชุมนุมเพื่อไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลา ในวันที่ 9 มี.ค. 2563 การจัดการชุมนุมสาธารณะของพยานและจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน
การชุมนุมในวันเกิดเหตุ พยานเป็นเพียงผู้ยื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อเจ้าพนักงานและเป็นผู้ประสานงานเท่านั้น โดยจัดในชื่อกลุ่ม คณะอุบลปลดแอก และชื่อกิจกรรมว่า “เด็กพูด ผู้ใหญ่ฟัง” มีวัตถุประสงค์เรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนใน จ.อุบลฯ และเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หยุดคุกคามประชาชน ในการจัดกิจกรรมจะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนขึ้นพูดแสดงความเห็นโดยไม่มีการกำหนดหัวข้อ ในส่วนของการถ่ายทอดสดการปราศรัย พยานก็เป็นเพียงคนกลางประสานงานติดต่อเท่านั้น
พยานไม่ใช่เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก คณะอุบลปลดแอก สอดคล้องกับการตรวจสอบของ บก.ปอท.
ในวันเกิดเหตุพยานอยู่บริเวณโต๊ะทางเข้าที่ชุมนุมซึ่งตำรวจได้นำรั้วเหล็กมากั้นบริเวณก่อนแล้ว โดยพยานช่วยจัดให้บุคคลที่จะเข้าร่วมชุมนุมและบุคคลที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญลงชื่อ ส่วนจำเลยที่ 2 กล่าวเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมชุมนุม และเชิญชวนนักศึกษาให้ขึ้นพูดแสดงความคิดเห็น แต่พิธีกรหลักคือเยาวชน
ก่อนเกิดเหตุพยานรู้จักปิยรัฐเป็นการส่วนตัว เนื่องจากเคยเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่และลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ด้วยกัน พยานจึงโทรศัพท์ไปถามปิยรัฐว่าจะมาปราศรัยในวันเกิดเหตุหรือไม่ ซึ่งปิยรัฐตอบว่าจะมาปราศรัยเรื่องการแบ่งแยกกองทัพออกจากสถาบันกษัตริย์ พยานรู้เฉพาะหัวข้อที่ปิยรัฐและพริษฐ์จะพูดปราศรัย แต่ไม่ทราบรายละเอียด
ขณะพริษฐ์และปิยรัฐปราศรัยในวันเกิดเหตุ พยานอยู่บริเวณทางเข้าที่มีการจัดชุมนุมเพื่อคอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงไม่ได้ฟังเนื้อหาการปราศรัย โดยตลอดการปราศรัยไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าห้ามปรามแต่อย่างใด
หลังการชุมนุมพยานถูกจับกุมในวันที่ 17 ต.ค. 2563 ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนนำข้อความคำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐมาให้อ่าน พยานเห็นว่า การกล่าวถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นความผิดต่อกฏหมายเนื่องจากอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ไม่มีลักษณะยุยงหรือปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และเห็นว่า ควรมีการลงชื่อของประชาชนแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่การเชิญชวนให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
ฉัตรชัยยืนยันว่า การจัดชุมนุมทุกครั้งเป็นการจัดชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ตามรัฐธรรมนูญ และการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธ ทั้งยืนยันว่า ตนเป็นเพียงผู้จัดชุมนุมสาธารณะเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ส่วนคนที่ขึ้นปราศรัยนั้นตนไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นในความเห็นของตนความรับผิดชอบของผู้จัดให้มีการชุมนุมและความรับผิดชอบของผู้ปราศรัยบนเวทีต้องแยกความผิดออกจากกัน
วิศรุต สวัสดิ์วร จำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานให้ตนเองว่า ในวันเกิดเหตุตนเพิ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดและเข้าไปในที่ชุมนุมในฐานะผู้เข้าร่วมคนหนึ่งเท่านั้น โดยในที่ชุมนุมมีพิธีกรหลักอยู่แล้ว แต่พิธีกรดังกล่าวไม่คุ้นเคยกับผู้ชุมนุมจำนวนมาก ขณะที่พยานมีประสบการณ์มาก่อน จึงอาสาเป็นผู้แนะนำบุคคลที่จะขึ้นไปปราศรัยบนเวที โดยพยานทราบเพียงว่าจะมีผู้ใดบ้างที่จะขึ้นปราศรัยในช่วงท้ายของการชุมนุม
วิศรุตยืนยันว่า ก่อนพริษฐ์และปิยรัฐจะขึ้นเวทีปราศรัยไม่ได้บอกตนว่าจะพูดเรื่องอะไร ตนได้ฟังคำปราศรัยพร้อมกับผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ซึ่งตนก็ไม่ได้ตั้งใจฟังด้วย การขึ้นพูดบนเวทีแนะนำบุคคลที่จะขึ้นปราศรัยของตนนั้นมีประมาณ 3 ครั้ง รวมเวลาแล้วไม่น่าจะเกิน 1 นาที ส่วนการพูดด้านล่างเวทีเพื่อจัดระเบียบผู้ชุมนุมก็น่าจะไม่เกิน 5 นาที การเข้าร่วมชุมนุมในวันดังกล่าวตนมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง ไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อผู้ใด

