สโรชา ขนุนทอง และ วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต
.
ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 พบกรณีที่เจ้าหน้าที่ศาลพยายามจำกัดไม่ให้ประชาชนผู้สนใจเข้าฟังคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 และคดีชุมนุมทางการเมืองบางคดี อนุญาตเฉพาะทนายความและจำเลย โดยบางครั้งเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลเกี่ยวกับความแออัดหรือความสงบเรียบร้อย และมีเหตุการณ์ที่นิติกรชำนาญการพิเศษ ให้เหตุผลว่าเนื่องจากกฎหมายบัญญัติว่าการพิจารณาคดีจะต้องเปิดเผยต่อหน้าจำเลยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องต่อหน้าสาธารณชน
แม้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะกำหนดให้การพิจารณาคดีจะต้องเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่ในทางปฏิบัติในแต่ละศาลที่จะกำหนดให้ใครเข้าฟังการพิจารณาคดีได้บ้าง จึงเกิดประเด็นคำถามต่อมาว่า “หลักการพิจารณาโดยเปิดเผย” มีที่มาอย่างไร และเปิดเผยต่อหน้าใคร
.
Public Trial ตามหลักสากล
หลักการสากลด้านสิทธิมนุษยชนกำหนดให้กระบวนการพิจารณาคดีต้องเปิดเผยต่อหน้า “สาธารณชน” (Public) เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของกระบวนการยุติธรรม และของศาล โดยกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นรากฐานสำคัญของประเทศที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม (Rule of Law) และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial)
หลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย (Public Trial) จึงหมายถึงการพิจารณาคดีที่ให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้อย่างเปิดเผย ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งช่วยให้สาธารณชนสามารถติดตามและตรวจสอบการทำงานของศาลได้ เป็นกลไกรับรองความโปร่งใส สร้างความน่าเชื่อถือ และช่วยให้กระบวนการยุติธรรมภายใต้หลักนิติธรรมนั้นเป็นจริงได้
กระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสมีมาตั้งแต่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 (Universal Declaration of Human Rights) ว่า “ทุกคนมีสิทธิโดยเสมอภาคเต็มที่ในอันที่จะได้รับการพิจารณาที่เป็นธรรมและเปิดเผยจากศาลที่อิสระ…”
ต่อมา กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 (1) ก็รับรองการพิจารณาโดยเปิดเผยในทำนองเดียวกัน หากจะห้ามสื่อมวลชนและสาธารณชนเข้าฟังการพิจารณาจะต้องมีเหตุผลทางศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคง หรือเพื่อความจำเป็นเกี่ยวกับส่วนได้เสียในชีวิตส่วนตัวของคู่กรณี หลักการนี้ครอบคลุมทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล
กล่าวได้ว่า หลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยเป็นหลักขั้นพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม เป็นการประกันสิทธิของประชาชนว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปโดยโปร่งใส ยุติธรรมและตรวจสอบได้
ในประเทศไทยหลักการนี้เคยถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40 (2) บัญญัติว่า “สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย…”
แต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กลับไม่ปรากฏการรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ แต่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การพิจารณาและสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”
.
บทบัญญัติกฎหมายไทย: ช่องว่างและปัญหา
จากหลักกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้นจะเห็นได้ว่า หลักการพื้นฐานคือการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย (Public hearing) คือการพิจารณาคดีและพิพากษาของศาลจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน อย่างไรก็ตามเกิดปัญหาการตีความในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หลังจากที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้นำหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยออกไป
แม้ในประเทศไทยจะบัญญัติหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ว่า “การพิจารณาและสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย…” อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่า ศาลสามารถกันสาธารณชนออกจากห้องพิจารณาได้เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้พิจารณาต่อหน้าจำเลยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรค 2 บัญญัติว่า “ให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลโดยเปิดเผยในวันเสร็จการพิจารณา…” ทำนองเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 36 ที่ว่า “การนั่งพิจารณาคดีจะต้องกระทำในศาลต่อหน้าคู่ความที่มาศาลและโดยเปิดเผย…” โดยสามารถนำมาบังคับใช้ในการพิจารณาคดีอาญาได้ ซึ่งเมื่อพิจารณากฎหมายที่มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าในการพิจารณาคดีจะต้องมีการพิจารณาและอ่านคำพิพากษาโดยเปิดเผย สอดคล้องกับหลักสากลที่ศาลมีหน้าที่ต้องพิจารณาโดย “เปิดเผยต่อสาธารณชน”
กล่าวได้ว่า หลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศรับรองว่า “การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย” หมายถึงการเปิดให้ “สาธารณชน” รวมทั้งสื่อมวลชน โดยทั่วไปสามารถเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาในศาลได้ เว้นแต่มีเหตุผลตามข้อยกเว้นที่ชัดเจน เช่น เพื่อประโยชน์ของเด็กและเยาวชน ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของรัฐ
.
.
ภายใต้กรอบนี้ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ของไทย จะใช้ถ้อยคำเฉพาะการเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่การตีความมาตราดังกล่าวยังอยู่ภายใต้หลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย อันเป็นที่มาและเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเมื่อประเทศไทยได้ให้การรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) และได้เข้าเป็นภาคีในกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แล้ว ประเทศไทยย่อมมีพันธกรณีที่จะต้องปฎิบัติให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว
กล่าวคือ การพิจารณาคดีต้องต้องเปิดเผยทั้งต่อหน้าจำเลยและเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน เว้นแต่เป็นการพิจารณาคดีที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของชาติ หรือเป็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของคู่กรณี หรือกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของเด็กและเยาวชน
ดังนี้หากศาลเห็นว่ามีเหตุผลจำเป็นควรพิจารณาลับ ศาลก็จะต้องมีคำสั่งอย่างเป็นทางการ และระบุเหตุจำเป็นดังกล่าว เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจว่าการพิจารณานั้นมีเหตุผลในการพิจารณาลับอย่างไร
โดยหลักแล้วการพิจารณาคดีต้องเปิดเผยต่อหน้าจำเลยและสาธารณชน แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติยังพบปัญหาสำหรับคดีความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา คดีละเมิดอำนาจศาลซึ่งมีมูลเหตุมาจากการแสดงออกทางการเมือง หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งศาลไม่ได้สั่งให้พิจารณาเป็นการลับ พบหลายกรณีที่ไม่ให้ประชาชนเข้าฟังการพิจารณาหรือพิพากษา โดยอ้างว่าเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในห้องพิจารณา ซึ่งต้องพิจารณาว่าเกิดความไม่สงบเรียบร้อยจริง ๆ จนส่งผลกระทบต่อการพิจารณา จนเป็นเหตุให้ต้องดำเนินการในลักษณะดังกล่าวหรือไม่
หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง ศาลมีอำนาจให้บุคคลที่ปฏิบัติตนไม่เรียบร้อยออกไปจากห้องพิจารณา แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเปิดเผยต่อไปได้ด้วย แต่ปัญหาที่พบคือการไม่ให้ประชาชนทั้งหมดเข้าฟังการพิจารณาโดยไม่ได้เกิดเหตุความวุ่นวายใด ๆ เกิดขึ้นเลย จึงเกิดปัญหาว่าการออกคำสั่งเช่นนี้จะขัดกับหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย หรือเป็นการออกคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่
ดังนี้ ปัญหาข้อความ “พิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย” นี้ อาจถูกผู้บังคับใช้กฎหมายตีความโดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย รวมทั้งขาดกลไกการป้องกันการใช้อำนาจของศาลในการจำกัดสิทธิของสาธารณชน
.
พิจารณาโดยเปิดต่อสาธารณะเป็นเรื่องหลัก
โดยสรุปแล้ว การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย หมายถึงการเปิดเผยต่อหน้าจำเลยและสาธารณชนเป็นหลัก เว้นแต่คดีที่ศาลสั่งพิจารณาเป็นการลับเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันความลับอันเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศมิให้ล่วงรู้ถึงประชาชน เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของคู่ความ คดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน หรือคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ แต่ก็ต้องมีเหตุที่แน่ชัดถึงการทำให้ใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว
หากไม่มีเหตุในการออกคำสั่งให้จำกัดการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยที่ชัดเจนแล้ว ศาลควรยิ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่สนใจในการพิจารณาในคดีต่าง ๆ สามารถเข้าฟังการพิจารณาได้โดยถ้วนทั่ว ยิ่งในคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง ซึ่งบางคดีมีประชาชนให้ความสนใจค่อนข้างมาก หรือมีสื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม หรือตัวแทนจากสถานทูตต่าง ๆ ติดตามคดี ก็ควรจัดหาห้องพิจารณาคดีที่มีขนาดใหญ่, การจัดหาเก้าอี้ให้เพียงพอต่อผู้สนใจ, อนุญาตให้ผู้เข้าฟังสามารถอยู่ในห้องพิจารณาได้มากที่สุด เป็นต้น เพื่อให้การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
.

